พืชทำเงิน
ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่งการหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียว สอบถึงแหลม ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ระวังกินผิดใบ ผักหวานป่าในประเทศไทยสามารถปลูกและพบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ แต่ในธรรมชาติยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า พืชชนิดนี้มีเมล็ด 3-6 เมล็ด รับประทานยอดอ่อน และมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น มะยมป่า ผักหวานบ้าน ผักหวานใต้ใบ เป็นต้น มีลักษณะยอดอ่อนเหมือนผักหวานป่ามากจนมีการเก็บผิดอยู่เสมอและเมื่อกินผักชนิดนี้เข้าไปจะออกฤทธิ์กับระบบประสาททำให้เกิดอาการเมา พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Urobotrya siamensis Hiepko คนล
หลายปีก่อนหน้านี้มีน้อยคนที่รู้จักพืชอย่าง “อินทผลัม” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เพียงผลไม้ตากแห้งธรรมดาที่ส่งมาขายจากดินแดนอาหรับซึ่งไม่มีความพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้วเจ้าอินทผลัมนี้ นอกจากจะเป็นผลไม้ต่างถิ่นที่มีราคาค่อนข้างสูงแล้ว ยังคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพอีกด้วย อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ความสำคัญของอินทผลัมมักใช้บริโภคในเทศกาลสำคัญของชาวมุสลิม แต่ในระยะหลังพบว่าไม้ผลชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงทำให้ตลาดผู้บริโภคเพิ่มกว้างมากขึ้นมาทันที ที่ผ่านมาการบริโภคอินทผลัมของคนไทยมักอยู่ในรูปผลแห้งที่นำเข้ามาจากทางตะวันออกกลางซึ่งมีราคาสูงมาก โดยคนไทยพยายามปลูกอินทผลัมแบบผลแห้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประสบปัญหาลักษณะภูมิอากาศต่างจากทางตะวันออกกลาง ดังนั้น การปลูกในเชิงพาณิชย์ที่ดีสำหรับประเทศไทยคื
หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักผักสวนครัวรั้วกินได้ที่เป็นผักกินใบต่างๆ อาทิ กะเพรา โหระพา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม โดยเกษตรกรหลายคนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำนาหันมาปลูกพืชผักเหล่านี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากันทุกวัน สำหรับผักสวนครัวตระกูลกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก เป็นพืชล้มลุก ใบเป็นรูปไข่ บางและนุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุม มีรสเผ็ดร้อน ช่อดอกตั้งตรง มีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ จัดเป็นเครื่องเทศที่ยอดนิยม ถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารและนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ มณี วงศ์มหิง เกษตรกรผู้ปลูกใบกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก จำหน่ายที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา แต่สู้กับภาวะแล้งไม่ไหว เลยหันมาปลูกผักสวนครัว ซึ่งทำรายได้ทุกวัน ตกวันละ 500 บาท โดยบอกว่า แค่ 1 ไร่ ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว “อย่าง กะเพรา เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ส่วนการปลูกก็ง่ายมาก ขุดหลุมตื้นๆ ปลูก รดน้ำ แล้วใส่ปุ๋ยคอก จากนั้น รดน้ำวันละครั้ง” สำหรับ กะเพรา ที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด ค
“กระบองเพชร” เป็นหนึ่งในพรรณไม้ที่ ปลูกง่าย ตายยาก ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องมือเย็นก็ปลูกได้ กระบองเพชรเป็นพรรณไม้ขนาดเล็กถึงปานกลาง ลักษณะต้นเตี้ยๆ ดูน่ารัก มีหลากหลายรูปทรงสวยงามแตกต่างกันออกไปแล้วแต่สายพันธุ์ ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของกระบองเพชร คือ หนามแหลมคมที่ปกคลุมอยู่รอบต้น ปัจจุบันมีคนหลงใหลพรรณไม้ชนิดนี้เพิ่มขึ้น แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าบางพันธุ์ก็สามารถกินผลได้ด้วย คุณปิยะ วงศ์จันทร์ เจ้าของ Safety Farm ฟาร์มผลไม้ปลอดภัย จังหวัดลำปาง (โทร. 085-687-8778 ) ในอดีตเคยเป็นตัวแทนจำหน่ายไม้แปรรูป กระทั่งเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ผันตัวมาเป็นเกษตรกรที่จังหวัดลำปาง ครั้งแรกคุณปิยะเริ่มต้นปลูกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ชื่อ “คิโมจิ” โดยปลูกเมล่อนในโรงเรือน เพื่อสะดวกต่อการดูแลจัดการแปลงปลูกเมล่อน โดยไม่พึ่งสารเคมี และขายผลผลิตผ่านเฟซบุ๊ก ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ใช้วิธีเปิดให้ผู้สนใจสั่งจองสินค้าล่วงหน้า เพียงแค่ 1 ชั่วโมง เขาสามารถขายเมล่อนได้มากกว่า 1,000 ลูก แม้เมล่อนจะสร้างรายได้ก้อนโต แต่ทว่าเป็นพืชล้มลุก หลังจากออกลูก ต้นเมล่อนก็ตาย คุณปิยะ จึงมองหาพืชตัวอื่นที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวมาปลูกทดแทน ในท
คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือ คุณนก เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ อยู่เลขที่ 48/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าที่มาของความชอบทำเกษตรว่า แต่เดิมทำงานด้านบัญชีอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยนิสัยที่ชื่นชอบปลูกต้นไม้ จึงใช้เวลาในวันหยุดกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด แล้วทำสวนปลูกพืชไว้เป็นงานอดิเรก เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ในการเลี้ยงวัวนมอยู่ คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือคุณนก ภายหลังลงมือปลูกพืชผักหลายชนิดจนประสบความสำเร็จ ทำให้ยิ่งมีความรู้สึกสนุกและผูกพัน จึงค่อยๆ พัฒนารูปแบบการปลูก ตลอดจนเพิ่มพันธุ์พืชอีกหลายชนิด กระทั่งพบว่าตัวเองหลงรักงานเกษตรเข้าอย่างเต็มที่ จากนั้นตัดสินใจเลิกอาชีพนักบัญชี แล้วผันตัวเองมาสู่วงการเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว แม้จะไม่ได้รับความเห็นชอบจากครอบครัวสักเท่าไร คุณนก เล่าว่า จากสภาพพื้นที่เดิมก่อนจะมาใช้ประโยชน์ พบว่า ดินมีคุณภาพแย่มาก เพราะใช้ดินก้นบ่อที่ไม่มีธาตุอาหารมาถม ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล ทำให้ต้องปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ผสมคลุกเคล้ากับหญ้า นำไปใส่ในดินแล้วไถกลบไป-มา หลายครั้ง ทำเช่นนี้นานประมาณ 2 ปี จึงทำให้ดินกลับมามีสภาพดีขึ้นมาก สามา
มะพร้าวกะทิ เกิดจากการกลายพันธุ์ เนื้อผลมีเนื้อนุ่มหนา น้ำข้นเหนียวเป็นวุ้น หากกินในช่วงที่พอเหมาะจะรสชาติดี เดิมทีมีความเข้าใจว่า กินมะพร้าวกะทิเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบัน พิสูจน์แล้ว ไม่มีผลแต่อย่างใด หากพบว่า มะพร้าวต้นไหนเป็นกะทิ มักจะพบในระยะต่อมา มะพร้าวต้นหนึ่งมี 12 ทะลาย ต่อปี อาจจะพบกะทิในทะลายที่ 2 ทะลายที่ 5 แต่ละทะลายอาจจะพบ 1-2 ผล ในทางวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร วิจัยให้ได้มะพร้าวกะทิ 18-20 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง หากปลูกพันธุ์กะทิของศูนย์วิจัยฯ ลงดินไป เมื่อให้ผลผลิต 100 ผล ต่อต้น ต่อปี จะมีกะทิ 18-20 ผล ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจะขายผลแห้ง 80 ผล เป็นมะพร้าวขูดน้ำกะทิ (มะพร้าวแกง) ผลละ 7 บาท เป็นเงิน 560 บาท ส่วนผลกะทิ ขายผลละ 40 บาท เป็นเงิน 800 บาท ดังนั้น เกษตรกรจะมีรายได้ 1,360 บาท ต่อต้น ต่อปี ในสภาพความเป็นจริง ผลผลิตอาจจะน้อยกว่า 100 ผล หรือมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี ก็ได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ ปลูกมะพร้าวอยู่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะพร้าวน้ำหอม รบ.1, รบ. 2, รบ.3 อย่างอื่นมีมะแพร้ว, มะพร้าวพันธุ์กะทิ จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และ
จริงๆ แล้ว ไผ่ในเมืองไทยมีมากหนักหนา กระนั้นก็ตามเมื่อค้นพบไผ่สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่อยู่ในวงการก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ แต่ก่อนเก่าโบราณมีการนำไผ่จากจีนเข้ามาปลูก คือ ไผ่ตง ระยะเวลาน่าจะกว่า 100 ปีแล้ว ราว 10-20 ปีมานี้ มีการนำไผ่ชนิดใหม่จากจีนเข้ามา ลักษณะโดดเด่นมาก คือเจริญเติบโตและให้หน่อเร็ว แต่ที่มานั้นยังสับสน ว่านำเข้ามาตั้งแม่เมื่อไร ใครเป็นผู้นำเข้ามา ยุคแรกๆ เมื่อไผ่ชนิดนี้ ไปเจริญแพร่พันธุ์อยู่ที่ใด คนในท้องถิ่นจะตั้งชื่อขึ้นใหม่ ทำให้ไผ่จีนที่คุณสมบัติโดดเด่นมีมากกว่า 5 ชื่อ ในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี เรียกกันว่า ไผ่ตงลืมแล้ง ที่อำเภอไทรโยค เรียกว่า ไผ่กิมซุ่ง คุณทรงยศ พุ่มทับทิม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ไปพบที่ระยอง จึงนำไปศึกษาอยู่ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เรียก ไผ่จีนเขียวเขาสมิง ชาวนครสวรรค์เรียก ไผ่อินโดจีน ยังมีชื่ออื่นๆ อีก คุณสมบัติที่พบเห็นอยู่ของไผ่ชนิดนี้ หากสภาพแวดล้อมดีพอสมควร จะเจริญเติบโตเร็ว หลังปลูกเพียง 4-7 เดือน ก็เริ่มให้หน่อได้แล้ว จำนวนหน่อต่อกอดก แต่ต้องหมั่นสางลำออก อย่าให้ลำมากหรือแน่นมากเกินไป หากลำมากจำนวนหน่อที่ออกมาจะน้อย หน่อมีขนาดเล็ก ให้ดีควร
มะเขือยาว เป็นพืชผักรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายอย่าง ตั้งแต่ แกง ผัด ต้ม หรือเผากินกับน้ำพริก ส่วนใหญ่แล้ว มะเขือยาวมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ซื้อหาได้ราคาไม่แพง แต่หากใครคิดอยากปลูกไว้กินเอง โดยเฉพาะปลูกในกระถาง สามารถทำได้ เริ่มต้นจากเพาะกล้าโดยใช้ภาชนะเป็นกะละมัง ครุถังแตก หรือเพาะลงดินก็ได้ จากนั้นเตรียมดิน ที่มีส่วนผสมของดิน ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้ว ปุ๋ยคอกอาจจะเป็นขี้ไก่ ขี้วัว หากมีใบก้ามปูผสมด้วยก็จะดีมาก ใส่วัสดุปลูกลงในกระถาง จากนั้นนำต้นกล้าที่มีใบจริง 2-3 ใบ โดยอายุอยู่ที่ 25-30 วัน ลงปลูก หากบังร่มให้กับต้นกล้าปลูกใหม่ก็จะดี เมื่อต้นตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ให้กับมะเขือราว 1 หยิบมือ ต่อกระถาง หากไม่มีปุ๋ยสูตรก็ไม่เป็นไร หมั่นคอยดูว่ากระถางมีความชื้นหรือไม่…หลังปลูกได้ 60 วัน ก็จะมีมะเขือยาวให้เก็บปรุงอาหาร ส่วนจะเก็บได้นานหรือมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับขนาดกระถางและความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูก งานปลูกมะเขือยาวในกระถาง เหมาะสำหรับคนมีพื้นที่ปลูกน้อย หรือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานซีเมนต์ ข้อควรระวังนั้น ในกระถางน้ำแห้งเร็ว จึงต้องสังเกต แล้วเติมน้ำให้พอเหมาะ
คุณทองสุข ชำนาญผลิต หรือ พี่อุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 856/1 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พี่อุ้ม หนุ่มโสด วัย 41 ปี ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรตั้งแต่จำความได้ ด้วยความที่เรียนจบไม่สูงจึงยึดอาชีพเป็นเกษตรกรอาศัยความชำนาญเลี้ยงชีวิต ปัจจุบัน พี่อุ้มเริ่มหันมาปลูกหอมแบ่ง เป็นระยะเวลา 3 ปี ถือว่าราคาดีมาตลอด ปลูกเพียง 2 ไร่ แบ่งปลูกหอมเป็น 2 พันธุ์ ด้วยกัน คือ พันธุ์ขาไก่ 1 ไร่ และพันธุ์อุตรดิตถ์ 1 ไร่ หอมทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป อย่างพันธุ์ขาไก่มีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน สายพันธุ์นี้ต้องดูแลนานก็จริงแต่คุ้ม เพราะสามารถเก็บไว้รอราคาขึ้นได้ ส่วนสายพันธุ์อุตรดิตถ์ให้ผลผลิตดี อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 35-40 วัน เก็บขายได้เร็ว ไม่ต้องดูแลมาก ยกร่องให้สูง หากอยู่ในช่วงฤดูฝนใช้วิธีนี้ ปัญหาหอมเน่ารากเน่าจะไม่เกิด ขั้นแรกไถพรวนผาล 3 ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วยกร่อง ครั้งที่ 2 ไถพรวนผาล 4 ตากดินทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ และยกร่องขึ้นมาใหม่ให้ร่องสูงประมาณหัวเข่า เพื่อแก้ปัญหาในช่วงฤดูฝนกันรากเน่า ความยาวของแปลงตามสะดวก เมื่อทำเสร็จให้รดน้ำ 2 วัน แล้วใช้เครื่องตีดินแบบเดินตาม เพื่อให้ดิน
ทุเรียน เป็นผลไม้เมืองร้อน ที่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก สามารถปลูกได้ทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรนับเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพส่งออก ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดชุมพรที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน จึงมักพบทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านคุณสมบัติโดดเด่นอยู่บ่อยครั้ง คุณอภิสิทธิ์ อยู่สุข หนุ่มร่างสันทัด เป็นเกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพร และเจ้าของไร่พอใจสไตล์ลุงแอ้ป จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตปทุมธานี (เกษตรปทุม) คณะเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ วิชาเอกสัตวศาสตร์ เล่าว่า “ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น ได้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ประมาณ 9 ปี ภายหลังถึงจุดอิ่มตัว ผนวกกับครอบครัวตนเองมีสวนทุเรียนอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดชุมพร จำนวน 18 ไร่ มีทุเรียนประมาณ 200 ต้น จึงเริ่มหันเหให้กับการทำงานในเมือง แล้วมุ่งหน้าสู่วิถีเกษตรอย่างเต็มตัว” ที่นี่มีทุเรียนคุณสมบัติโดดเด่น นามว่า “เพชรชุมพร” โดยจุดเริ่มต้นของการค้นพบทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพรมาจากบิดา (คุณทวีป อยู่สุข) เดิมทีประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกกาแฟ แต่ประสบปัญหาราคาผลผล
