พืชทำเงิน
“ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เล่าให้ฟังว่า ตนเรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้แก่บริษัทในกรุงเทพฯ ก่อนไปเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี หลังจากหมดหน้าที่ตั้งใจจะกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่ในขณะเดียวกัน จังหวะนั้นทางบ้านประสบปัญหาทางการเงิน เป็นหนี้ที่เกิดจากการลงทุนทำนา “หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ ครับ เนื่องจากที่ผ่านมาครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ
เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเรื่องการตอนผักหวานป่า โดยนักตอนมืออาชีพมาแล้ว ในช่วงต้นปี 2551 เจ้าของสวนผักหวานป่ารายนี้คือ จ่าสิบเอก เทวัญ ปาลกะวงศ์ (จ่าติ๊ก) นี่แหละ นับเป็นที่ฮือฮาพอสมควร ไม่ว่าจากสื่อมวลชนต่างๆ พากันไปสัมภาษณ์และทำข่าวจากจ่าติ๊กหลายสำนัก ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มเกษตรกรหลายส่วนไปศึกษาดูงาน และ สั่งจองกิ่งตอนกันมากมาย เวลาผ่านมาหลายปี จึงพาท่านหันกลับไปยังสวนผักหวานป่าจ่าติ๊กอีกครั้ง ว่าเป็นอยู่อย่างไร จ่าติ๊กปลูกผักหวานป่าแบบต้นชิด เพราะหวังผลจากการตอนกิ่ง ทำให้กิ่งก้านแทบชนกัน เลยกลายเป็นความทึบรก จึงเป็นผลดีต่อการขยายพันธุ์ ต้นแม่ก็เติบโตดี ให้กิ่งให้ผลแก่ผู้เป็นเจ้าของกว่าปีที่แล้ว จ่าติ๊กบอกว่าขายลูกได้เงินหมื่นเชียวแหละ เมื่อมีส่วนดีส่วนเสียก็ยังคงอยู่ คือส่วนที่น้ำท่วมขัง หากท่วมไม่นานเกินครึ่งเดือนก็ไม่ตาย แต่ต้นที่ตายถูกน้ำท่วมนานเกินเดือน จ่าติ๊ก เล่าให้ฟังว่า ในหน้าฝนมีโรคมากมายหลายชนิดเกิดขึ้น ไม่ว่ากับพืชหรือสัตว์ แม้กระทั่งมนุษย์ โรคของผักหวานป่าก็เหมือนโรคของพืชทั่วไป โรคที่เกิดจากน้ำหรือฝน โรคชนิดแรกคือ โรคที่เกิดจากน้ำหรือฝน เมื่อฝนตกมาก ดิ
ปัจจุบัน แหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูกอย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือพันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) ถือเป็นสายพันธ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม(ศวพ.นครพนม) ส่วนทางภาคตะวันออกมีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษาหนังสือเล่มนี้ เปรยกับ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาล
ผมเจอพี่แดงในงานออกบู๊ธที่เซ็นทรัลพลาซ่า สะดุดตากับชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด จึงเข้าไปพูดคุยด้วย สอบถามกันไปมาจึงรู้ว่าเรามาเจอแหล่งใหญ่ของคนไม่ธรรมดาอีกแล้ว พี่แดงบอกว่า มีพื้นที่แค่หนึ่งงานเปิดเป็นร้านขายต้นไม้และแหล่งพักไม้รอส่งต่อลูกค้า ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ “ที่หนึ่งงานแค่นั้นหรือพี่ ทำเงินเลี้ยงตัวได้จริงๆ หรือ” “วันไหนว่างไปหาผมสิ แถวท่าอิฐ จะขับรถไปเอง ไปรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็ได้” “โห! เกษตรคนเมืองนี่นา” พี่แดง หรือชื่อจริง นายอภิชาติ ช้างจันทร์ เจ้าของสวน “แดง ไม้ไทย” เจ้าของพื้นที่เพียงหนึ่งงาน หรือ 100 ตารางวา ผู้ที่ท้าให้ผมมาดู ว่าด้วยพื้นที่เพียงนี้ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้อย่างไร โดยสวนพี่แดงตั้งอยู่ทางเข้าวัดท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรี การเดินทางไป-มาสะดวกดังที่บอกจริงๆ ผมนั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปลงที่สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ นั่งมอเตอร์ไซค์วินไปอีก 15 บาท ก็ถึงจุดหมาย พื้นที่หนึ่งงานที่พี่แดงสร้างเป็นจุดพักต้นไม้และร้านขายต้นไม้ เขียวขจีไปทั่วทั้งพื้นที่ มีเพียงทางเดินแคบๆ ลัดเลาะไปในสวนเท่านั้น ทุกจุดวางกระถางต้นไม้ไว้เต็มไปหมด ทั้งต้นเล็ก ใหญ่ คละกันไปหลากหลายสายพันธุ์ บา
เดิมที หม่อนไหม เป็นเรื่องของการนำเอาเส้นใยมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาชีพนี้ยอดฮิตอยู่บนแดนดินถิ่นที่ราบสูง มีหลายครอบครัวปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีโอกาสหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านการศึกษา ภาคอื่นก็พบเห็นเช่นกัน ระยะหลังๆ เริ่มปลูกหม่อนกินผล รวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งพบว่า มีผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องของการผลิตและแปรรูปจำหน่าย หม่อนกินผล ต่างจากหม่อนไหมเส้นใย ตรงที่นำผลมาบริโภค ดังนั้น การผลิตต้องคำนึงถึงสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ขึ้น ที่จังหวัดสกลนคร ถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ หน่วยงานของรัฐได้เข้าไปส่งเสริมหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วม คุณเพชรี บุญทวี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 2 จังหวัดอุดรธานี ที่ร่วมรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสกลนคร บอกว่า หากมีการผลิตหม่อนกินผลอินทรีย์ โดยมีองค์กรรับรอง จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น เกษตรกรผู้ผลิตก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัย จำหน่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ การรับรองแบบมีส่วนร่วม การส่งเสริมผลิ
คุณทองดี กำลังงาม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เล็งเห็นลักษณะพิเศษของมะละกอสายพันธุ์นี้ จึงได้เลือกปลูกมะละกอแขกนวลในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนมากถึง 38 ไร่ จึงนับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขามากว่า 20 ปี กันเลยทีเดียว คุณทองดี เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำอาชีพทางการเกษตร คือทำไร่ ทำนา ซึ่งการทำนาจะขายผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงคิดว่าไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับเขาได้มากพอ จึงได้คิดมองหาพืชชนิดใหม่ที่น่าจะสร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปี หรือ 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้มากกว่า 1 ครั้ง “ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน พอคิดว่าไม่อยากทำไร่ทำนาแล้ว ผมก็เลยมองหาพืชสนิทอื่นมาปลูก ก็เลยเลือกเป็นมะละกอ เพราะมะละกอถ้าพูดกันตามตรง ถือว่ายังเป็นที่นิยมบริโภค โดยเฉพาะทางภาคอีสานจะนิยมส้มตำ ผมก็เลยเน้นปลูกมะละกอพันธุ์แขกนวล เป็นมะละกอที่มีรสชาติอร่อย เวลาที่นำมาทำส้มตำ และที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างติดลูกได้เร็ว และผลดกอีกด้วย” คุณทองดี เล่าถึงที่มา ซึ่งการทำสวนมะละกอทั้งหมดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณทองดี บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการคัดสายพันธุ์ภายในสวนเอง โดยดูจากต้นที่มีฟอร์มด
อินทผลัม ไม้ผลทางเลือกใหม่ของเกษตรกรจังหวัดชัยนาท ผู้ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจากอาชีพการทำนา ทำให้มีหนี้สิน เป็นเงินนับล้านบาท แต่ก็ยังมีโชคเข้าข้างเมื่อเพื่อนมาเยี่ยมเยียนพร้อมกับนำอินทผลัมผลสดมาฝาก ครั้นกินดูแล้วทำให้ได้กลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่มอร่อย เหมือนมีพลังให้ฮึดสู้ ในเวลาต่อมาจึงตัดสินใจหยุดทำนาแล้วเปลี่ยนมาปลูกและผลิตอินทผลัม กระทั่งประสบความสำเร็จให้มาลืมตาอ้าปาก มีรายได้เงินล้านเพื่อสู้กับวิถีนี้ต่อไป คุณเฉลย ปิ่นทอง เกษตรอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า วิถีเกษตรกรรมของเกษตรกรส่วนใหญ่คือ การใช้วิธีการปลูกและผลิตแบบเดิมๆ ขาดองค์ความรู้และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้ต้นทุนการผลิตสูง ไม่มีตลาดรองรับ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้มีหนี้สินและส่งผลต่อรายได้ที่ไม่เพียงพอในการยังชีพ การใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้เกษตรกรก้าวสู่ความสำเร็จได้ และการปลูกอินทผลัมก็เป็นหนึ่งในทางเลือกนั้น ถึงแม้อินทผลัมไม่ใช่พืชบ้านเรา เป็นพืชเขตเมืองร้อนทะเลทราย แต่ก็ปลูกได้ในบ้านเรา เพราะทนแล้งทนร้อนได้ดี มีอายุการเก็บเกี่ยวหรือให้ผลผลิตนานกว่า 70 ปีขึ้นไป ที่สำคัญเม
จากสภาพอากาศชื้นในระยะที่มีฝนตกช่วงนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศควรเฝ้าระวังโรคที่เกิดจากไวรัส 4 โรค คือ โรคใบหงิกเหลือง โรคใบด่างเรียวเล็ก โรคใบด่าง และโรคเหี่ยวลาย ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ โรคใบหงิกเหลือง จะพบใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ยอดเป็นพุ่ม ใบแตกใหม่เล็ก ต้นแคระแกร็น ไม่ติดผล หรือติดผลน้อยมาก ส่วนโรคใบด่างเรียวเล็ก มักพบใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน ม้วนงอ ต่อมาใบเรียวเล็กกว่าปกติ หากรุนแรงมาก ใบจะเรียวเล็กเหลือแต่เส้นกลางใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต ไม่ติดผล หรือผลมีเล็ก กรณีเกิดโรคในระยะกล้า จะทำให้ต้นแคระแกร็น ไม่ติดผล สำหรับโรคใบด่าง จะมีใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อนหรือสีเหลือง ใบอ่อนหดย่นเป็นคลื่นมีขนาดเล็กกว่าปกติ และใบยอดที่ปลายกิ่งบิดเกลียว ต้นชะงักการเจริญเติบโต ติดผลน้อย ผลด่าง หากเกิดโรคในระยะกล้า ต้นแคระแกร็น ใบเล็กและลดรูป ส่วนโรคเหี่ยวลาย มักพบมีแผลเนื้อเยื่อตายสีน้ำตาลเข้มหรือดำกระจายทั่วทั้งใบ หรือเกิดรอยด่างสีเหลือง ใบยอดด่างและยอดสั้น ใบอ่อนแห้งตายจากปลายใบเข้าหาโคนใบ ใบแก่มีสีเหลืองขนาดเล็กกว่าปกติ ตามแนวยาวของลำต้นแ
อากาศร้อนชื้นและฝนตกหนักในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนฝรั่งให้เฝ้าระวังการเกิดโรคราดำที่เกิดจากเชื้อรา มักพบได้ในระยะที่ฝรั่งเริ่มติดผล เริ่มแรกจะพบคราบราดำเหนียวติดตามส่วนต่างๆ ของต้นฝรั่ง เช่น ใบ ยอด ช่อดอก หรือผล ทำให้บดบังการรับแสง หากพบแสดงอาการที่ช่อดอก จะส่งผลต่อการผสมเกสรทำให้ไม่ติดผล ดอกออกน้อย ดอกบานช้า ดอกบานผิดปกติ ดอกเหี่ยว และหลุดร่วงลงได้ กรณีพบแสดงอาการที่ผล อาจทำให้ผลสุกช้า สีผลไม่สม่ำเสมอ ผลเหี่ยว และหลุดร่วง สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราดำ มักพบเชื้อราเจริญบนสารเหนียวที่แมลงปากดูดขับถ่ายไว้ในช่วงที่มีการระบาด โดยเฉพาะเพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย และเพลี้ยแป้ง หากพบโรคให้เกษตรกรพ่นด้วยน้ำเปล่า ล้างคราบราดำที่ติดตามส่วนต่างๆ ของต้นฝรั่งในระยะแทงช่อดอกออก เพื่อลดปริมาณเชื้อ จากนั้นควรพ่นตามด้วยสารกำจัดแมลง หากพบเพลี้ยจักจั่น พ่นด้วยสารกำจัดแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนของเพลี้ยหอย พ่นด้วยสารกำจัดแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และเพล
“นโยบายเกษตรแปลงใหญ่” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ตั้งแต่ ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องมีแปลงติดต่อกัน แต่อยู่ในชุมชนเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสด้านการแข่งขัน ผ่านตลาดและการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ เกิดการยกระดับอาชีพและรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน สำหรับ ปี 2561 มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมการเกษตรแบบแปลงใหญ่กว่า 277,127 ราย จำนวน 3,724,607 ไร่ แบ่งเป็น 11 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น “โนนเขวาโมเดล” ต้นแบบแปลงใหญ่ปลูกผัก เกษตรกรในพื้นที่บ้านโนนเขวา หมู่ที่ 3 ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ทำนาเป็นอาชีพหลัก และปลูกผักเป็นอาชีพเสริม ภายหลังเกิดภาวะวิกฤตน้ำท่วม ในปี 2554 เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาปลูกผักมากขึ้น เนื่องจากใช้เวลาปลูกเก็บเกี่ยวน้อยกว่าการปลูกข้าว แถมขายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าการขายข้าว แต่การปลูกผักของเกษตรกรในชุมชนนี้ยังมีลักษณะการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว เพราะเกษตรกรปลูกผักเพียงแค่ชนิดเดียว ทำให้สินค้าไม่มีควา
