พืชทำเงิน
“มังคุด” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดพังงา เพราะมีตัวเลขพื้นที่ปลูกมากเป็น อันดับ 3 รองจากยางพาราและปาล์มน้ำมัน ลักษณะเด่นของมังคุดพังงาคือ มี “ผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว” กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดพังงา ปลูกง่าย ขายดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างชาติ จากคุณลักษณะเด่นดังกล่าว ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จึงตั้งชื่อมังคุดพังงาว่า “ทิพย์พังงา” หมายถึง ผลไม้ที่เป็นของเทวดา มีรสเลิศจากจังหวัดพังงา ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เข้าช่วยประชาสัมพันธ์สินค้ามังคุดทิพย์พังงาอย่างเต็มที่ โดยจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชิญนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามากินมังคุดในช่วงฤดูกาลผลไม้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา มังคุดทิพย์พังงา สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจแก่ชาวพังงาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สู่ครอบครัวเกษตรกรและกระจายรายได้ก้อนโตเข้าสู่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องทุกปี กลุ่มพัฒนามังคุด เพื่อการส่งออกจังหวัดพังงา โดยทั่วไป มังคุด
หลายคนอยากมีสนามหญ้าสีเขียวๆ ไว้เพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุด นั่งเล่น นอนเล่นในสนามหญ้าหน้าบ้านให้เพลิดเพลินใจ แต่การดูแลสนามหญ้าให้เขียวชอุ่มสวยตลอดเวลา ก็ต้องคอยแบ่งเวลาดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำต้นหญ้าในสนามอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นหญ้าเริ่มเขียว ปัญหาที่ตามมาคือ หญ้าจะโต สูงๆ ต่ำๆ ไม่เท่ากัน ตกเป็นภาระหนักของพ่อบ้านหลายราย ที่ถูกแม่บ้านชี้นิ้วสั่งให้ทำงานตัดหญ้า หากใครรู้สึกเบื่อ กับการทำงานตัดหญ้า ขอแนะนำให้ลองปลูก “ใบต่างเหรียญ” เป็นไม้สนามแทนต้นหญ้า เพราะประหยัดเวลาในการดูแลสนามหญ้าได้อย่างดี เนื่องจาก ต้นใบต่างเหรียญ จะเจริญเติบโตแนบไปกับดิน ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงานในการตัดหญ้า “ใบต่างเหรียญ” เป็นหนึ่งในผลงานวิจัยในหัวข้อ “จากพืชท้องถิ่น สู่ไม้ประดับ” ของ กรมวิชาการเกษตร ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนมาตั้งแต่ ปี 2556 เพื่อให้คนไทยรู้จักและใช้ประโยชน์ของพืชท้องถิ่นในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น “ใบต่างเหรียญ” เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยตามผิวดิน มีรากตามข้อ ทำให้ยึดเกาะดินได้ดี ใบเดี่ยวรูปไข่หรือเกือบกลม ขอบเรียบ ดอกสีขาว ออกตามซอกใบตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเ
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 ที่ “สวนบุญมี” อยู่บ้านเลขที่ 90/1 หมู่ที่ 1 ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นางละเมียด หรือ นางบุญมี มาแต้ม อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมด้วยบุตรชายคือ นายณัฐพล หรือ “น้องหนึ่ง” มาแต้ม อายุ 25 ปี และ นางศรีวพร หรือ “น้องเอ๋” มาแต้ม อายุ 25 ปี ลูกสะใภ้ ได้พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งมีอยู่ 1 ต้น ที่ให้ผลทุเรียน จำนวน 33 ผล แต่ทุเรียน 18 ผล มีเปลือกเป็นสีทองเหลืองอร่าม ที่เหลืออีก 14 ผล มีเปลือกเป็นสีเขียว และอีก 1 ผล มีเปลือกเป็นสีทองกับสีเขียวในผลเดียวกัน นางศรีวพร กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 3 แล้วที่ทุเรียนต้นดังกล่าวให้ผล ที่มีเปลือกเป็นสีทอง 18 ผล และสีทองสลับกับสีเขียว 1 ผล โดยในปีแรก คือ ปี 2559 ทุเรียนต้นนี้ที่มีอายุประมาณ 6 ปี ได้เริ่มออกดอกและผลเป็นสีทองประมาณ 2-3 ผล ทำให้นายณัฐพลผู้เป็นสามีคิดว่าทุเรียนคงเป็นโรค แต่เมื่อให้นักวิชาการเกษตรช่วยตรวจสอบก็ทราบว่า ทุเรียนไม่ได้เป็นโรค อย่างที่สามีเข้าใจ หลังจากนั้นในปีที่สอง คือ ปี 2560 จึงหารือกับผู้ใหญ่ รวมทั้ง นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรในขณะนั้น ว่าจะนำทุเรียนที
ต้นอินทผลัมมีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูกต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ผลอินทผลัมสามารถรับประทานได้แบบผลสด หรือเมื่อผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้เก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี มีลักษณะเหมือนการอบแห้งแบบหวาน จึงมักเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน เพราะเกรงว่าจะอ้วนหรือไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมน
คุณละไม ยะปะนัน ผู้จัดการงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) และในฐานะนักปรับปรุงพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า “มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 ใช้เวลาการปรับปรุงพันธุ์นานถึง 15 ปี เนื่องจากช่วงอายุที่เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกต่อได้ต้องใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่ง ดั้งนั้น 1 ปี จะได้ผลผลิตที่นำมาขยายพันธุ์ต่อได้เพียง 1 รุ่น เท่านั้น และการที่จะพัฒนาพันธุ์ทั้งฝั่งของพ่อและแม่พันธุ์เพื่อให้เป็นสายพันธุ์แท้ ตรงนี้ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ปีแล้ว จากนั้นก็นำพ่อแม่พันธุ์มาผลิตสายพันธุ์เพื่อการค้าที่มีลักษณะตรงตามความต้องการ และสุดท้ายก็ได้มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 ขณะนี้ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ผู้วิจัยบอก “สำหรับ มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 มีสัดส่วนของต้นกะเทยสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ลงไปได้มาก รวมทั้งค่าการจัดการดูแลในช่วงแรกด้วย เพราะหากเกษตรกรปลูก จำนวน 100 ต้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์หลุมละ 1 ต้น ก็ทำให้ได้ต้นกะเทยแน่นอน 90 ต้น ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่พอรับได้ หรือลงปลูก หลุมละ 2 ต้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ต้นกะเทย 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งแปลงก็ได้ แต่อย่างไร พันธ
“ผมเรียนจบปริญญาตรีมา 4 ใบ ปริญญาโทด้านการบริหารอีก 1 ใบ” “ตำแหน่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรที่ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส กินเงินเดือนประมาณครึ่งแสน นอกจากนี้ ยังมีงานเสริมนอกอีก รวมๆ แล้วเป็นแสนบาท” “แต่ที่เลือกมาเดินบนเส้นทางสายนี้ เพราะผมตระหนักแล้วว่า เรื่องเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่สุขภาพของเราสำคัญและต้องมาก่อน ใจผมนั้นสนใจเรื่องการเกษตรมานาน จึงใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อมูลที่ได้รับรู้ คือ การใช้สารเคมีต่างๆ ในพืชผัก ซึ่งพบว่า มีการตกค้างและส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง อยู่ในเมืองนั้นมีความสะดวกสบาย มีงาน มีเงิน แต่หากเรายังต้องซื้อต้องทานพืชผักที่มีการตกค้างของสารเคมี เงินที่ได้มาจากการทำงานหนักนั้นมากกว่าครึ่งต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ ที่จะตามมา เพราะฉะนั้นเรากลับมาปลูกกินเองและไม่มีโรครบกวนจะดีกว่าไหม ผมจึงเลือกที่จะทำสวนเกษตรแบบพอเพียงเช่นทุกวันนี้” “มาเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เอาแค่ปรับพื้นที่ผมต้องใช้เวลาแ
ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา กระแสการปลูกมะนาว ทั้งลงดินและปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์เริ่มซาลงไป สาเหตุหลักๆ มาจากราคามะนาวที่ตกต่ำ หลังจากที่มีการปลูกมะนาวกันเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ถ้าย้อนกลับไปการที่ราคามะนาวตกต่ำนั้นมาจากปัจจัยใหญ่ๆ 2 ประการ คือ หนึ่ง ผลผลิตที่ออกมามากเกินความต้องการของตลาด และสอง มีการส่งเสริมการปลูกมะนาวสายพันธุ์ที่ตลาดไม่ต้องการ เมื่อขายไม่ได้ ก็ต้องมาลดราคาขายเผื่อจะได้ขายมะนาวเหล่านั้นให้ได้ ทำให้เกิดผลกระทบในกลไกของตลาดมะนาวทั้งหมด แล้วเมื่อเกษตรกรมือใหม่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนักในการขายผลผลิต หรือไม่ประสบผลสำเร็จในการปลูก ดูแล รักษา จนให้เก็บผลผลิตมะนาวขาย จึงเริ่มดูแลน้อยลง จนถึงทิ้งแปลงปลูกไปในที่สุด แล้วไถทิ้งเพื่อเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือประกอบอาชีพใหม่แทนก็มี แต่เกษตรกรที่ยึดการปลูกมะนาวเป็นอาชีพหลัก ปลูกมานานจนมีความเข้าใจ ความชำนาญ และประสบผลสำเร็จในการดูแลรักษา ตลอดจนขายผลผลิตมะนาว จะมีกำไรมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลายๆ อย่างในแต่ละปี แต่โดยรวมแล้ว ชาวสวนมะนาวจะอยู่ได้ไม่มีขาดทุนจากการทำสวนมะนาวเลย แต่เกษตรกรมืออาชีพกลับมองว่า หลังจากที่เกษตรกรมือใหม่ถอดใ
มังคุดผลไม้ยอดนิยมของคนไทยและคนต่างชาติ แต่กับชาวสวนแล้ว มักจะมีปัญหาด้านราคาอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้มาตลอด จนเรียกว่า “เป็นตำนาน” โดยเฉพาะชาวสวนภาคตะวันออกที่ต้องวุ่นวายกับราคามังคุดที่ตกต่ำเกือบทุกปี ตัวอย่างเมื่อปี 2553 ราคามังคุดตกต่ำมาก ชาวสวนหลายรายถึงกันโค่นต้นมังคุดทิ้งไป แล้วปลูกพืชใหม่ทดแทน จะด้วยความคับแค้นหรือน้อยใจคงจะปะปนกันไป ข้ออ้างที่พวกเขาได้รับฟังจากผู้รับซื้อก็คือ มังคุดคุณภาพต่ำ ผิวลาย เนื้อแก้ว ยางไหล หู (กลีบเลี้ยง) ไม่สวย สรุปว่ามังคุดของชาวสวนด้อยคุณภาพ ส่งออกก็ไม่ได้ ขายภายในประเทศราคาก็ไม่ดี มังคุดผิวมัน : มาตรฐานคุณภาพและราคา สำหรับลักษณะของมังคุดผิวมันได้กำหนดไว้ ดังนี้ เป็นผลมังคุดที่มีผิวเปลือกสะอาด เป็นมัน อาจมีร่องรอยหรือตำหนิได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิวเปลือก เนื้อในคุณภาพดี-สีขาวสะอาด ไม่มียางไหล ไม่เป็นเนื้อแก้ว และเนื้อไม่ติดเปลือก ส่วนมังคุดผิวลาย หมายถึง ผลมังคุดที่เปลือกนอกอาจมีร่องรอยการทำลายของโรค/แมลงศัตรูหรือจากเหตุอื่นๆ ทำให้มีตำหนิได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวเปลือก เนื้อในมีคุณภาพเหมือนกับมังคุดผิวมัน อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น
การทำเกษตรในปัจจุบันไม่ได้เน้นเพื่อผลิตสร้างอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนำองค์ประกอบหลากหลายอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้สวนหรือพื้นที่ทำการเกษตรนั้นๆ น่าสนใจมากยิ่งขึ้น สวนดูมีมิติมุมมองเพลิดเพลินสบายใจ ยามที่ได้อยู่ท่ามกลางในสิ่งที่ทำ จึงเกิดเป็นการสร้างผลผลิตและความสุขไปพร้อมๆ กัน คุณพิทักษ์ สุภนันทการ เจ้าของสวนฟิวชั่นฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีแนวความคิดที่อยากจะสร้างสวนเป็นเชิงไร่นาสวนผสม โดยให้ทุกอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เช่น ในยามที่ผลผลิตอีกชนิดราคาตกต่ำก็ยังมีพืชอีกหลายๆ ชนิดจำหน่ายได้ราคา ซึ่งพืชที่ปลูกเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวนั้นคุณพิทักษ์เลือกปลูกอินทผลัม การทำเกษตร ต่อยอดธุรกิจได้ทุกด้าน คุณพิทักษ์ เล่าให้ฟังว่า ได้เลือกมาทำงานทางด้านการเกษตรเพื่อเป็นอาชีพเสริม เพราะในช่วงนี้เขายังมีงานประจำอยู่ การทำอาชีพเสริมในครั้งนี้ได้มองและเตรียมการไปภายหน้าแล้วว่า เมื่อเกษียณจากงานจะลงมาทำงานทางด้านนี้โดยตรง เพราะถ้าไม่ทำตั้งแต่ตอนนี้ ออกมาทำในช่วงหลังเกษียณเลย พละกำลังและระยะเวลาอาจจะไม่ทัน จึงจำเป็นต้องเริ่มทำในช่วงนี้คว
ปัจจุบัน รัฐบาลได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาประยุกต์ใช้ปฏิรูปการศึกษาสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ผ่านโครงการส่งเสริมการศึกษานอกระบบ โดยใช้ “กศน. ตำบล” เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรี และเด็ก ภายใต้การเชื่อมโยงศูนย์เรียนรู้ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยประจำตำบล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตในชุมชน เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศสืบไป อยากรู้เรื่อง “ศาสตร์พระราชา” แวะหาคำตอบได้ที่ สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกระบวนการเรียนการสอน “ศาสตร์พระราชา” สู่สถานศึกษา โดยจัดอบรมความรู้ให้ครู กศน. ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชา เพื่อช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู รวมทั้งพานักศึกษาไปทัศนศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนร
