พืชทำเงิน
“ถั่วแระญี่ปุ่น” คือถั่วเหลืองฝักสด เป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่ม ผลเป็นฝัก มีลักษณะทรงแบน ยาวรี โค้งงอเล็กน้อย มีขนอ่อนๆ ฝักมีสีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโตเรียงกันอยู่ข้างใน เมล็ดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมล็ดสีเขียว มีรสชาติหวานมันกว่าเมล็ดใหญ่กว่า นุ่มกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้มีปลูกกันมากในหลายประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี มีประวัติการบริโภคถั่วเหลืองในระยะฝักไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วแระเป็นกับแกล้มเบียร์ หรืออาหารว่างเกือบทุกครัวเรือน จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีฝักและเมล็ดใหญ่กว่าถั่วเหลืองธรรมดา 2 เท่า เมล็ดนุ่ม รสชาติหวานมัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับบริโภคฝักสดเพียงอย่างเดียว และมีความพยายามปลูกถั่วแระส่งตลาดตลอดทั้งปี ซึ่งความต้องการบริโภคถั่วแระญี่ปุ่น หรือถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) ของชาวญี่ปุ่น ประมาณปีละ 150,000 ตัน แต่สามารถผลิตภายในประเทศได้เพียง 100,000-110,000 ตัน จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชโปรตีนสูง (ถั่วแระญี่ปุ่น มีโปรตีน 12.7% ถั่วฝักยาว มีโปรตีน 2.4%) รสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหา
หลายคนมีความฝันอยากเป็นนายตัวเอง ที่ไม่ต้องทำงานประจำไปจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร มีเวลาอิสระ หนึ่งในนั้นเขาประสบความสำเร็จจาก ‘ธุรกิจการเกษตร’ ที่ เริ่มต้นจากศูนย์ โดยอดีตเขาเป็นหนุ่มวิศวะที่กลับมาพลิกโฉมพื้นที่ 2 ไร่ของตัวเอง ด้วยแนวคิด ‘ผู้ประกอบการในการทำเกษตร’ ที่จะสร้างรายได้จากพื้นที่ตรงนี้ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด คุณพันธ์-คำพันธ์ แก้วมา เจ้าของ สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม จุดเริ่มต้นมาจากอยากมีธุรกิจที่เป็นของตัวเอง คุณพันธ์มีความคิดแรกเริ่มว่า ตนเองมีที่ดินแต่เป็นต้นทุนพื้นฐาน แต่จะทำอย่างไงให้ก่อเกิดรายได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับไปพัฒนาที่ดินและผันตัวทำเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีการจัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าว 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ 30 เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่อาศัย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 พื้นที่ จุดเริ่มต้นของ “สองไร่ สโลว์ไลฟ์ ฟาร์ม” คุณพันธ์ เล่าว่า “ผมมองตัวผมเป็นผู้ประกอบการ โดยเอาแนวคิดของผู้ประกอบการมาใช้ ผมไม่ได้เป็นเกษตรกรแต่อาชีพที่ทำอิงมาจากเกษตรกร โดยผมคิดเหมือนคนญี่ปุ่นเวลาที่ทำเกษตร ป
ในประเทศไทยมีความต้องการ “ว่านน้ำ” เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันและแผนโบราณ รวมทั้งในการสกัดน้ำมันว่านน้ำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยนำ ว่านน้ำ มาแปรรูปเป็นน้ำมันหอมระเหยใช้แต่งกลิ่นเบียร์และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยอาศัยไกโคลไซด์ที่ทำให้เกิดรสขม และใช้ในป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด ว่านน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus Linn. ชื่อสามัญ Mytle Grass, Sweet Flag จัดอยู่ในวงศ์ Araceae มีชื่ออื่นคือ คงเจี้ยงจี้ ผมผา ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน (ภาคเหนือ) ตะไคร้น้ำ (เพชรบุรี) ทิสีปุตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ว่านน้ำ ว่านน้ำเล็ก ฮางคาวผา (เชียงใหม่) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านน้ำมีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะเป็นแท่งค่อนข้างแบน ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร เป็นพืชที่มีอายุหลายปี มีใบแข็งตั้งตรง รูปร่างแบนเรียวยาวคล้ายใบดาบฝรั่ง ปลายใบแหลม แตกใบเรียงสลับซ้ายขวาเป็นแผง ใบค่อนข้างฉ่ำน้ำ ดอกมีสีเขียวมีขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก มีก้านช่อดอกลักษณะคล้ายใบ ทั้งใบ เหง้า และรากมีกลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นตามที่น้ำขัง หรือที่ชื้นแฉะ สามารถพบว่านน้ำ ได้ตามร่อ
คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง เจ้าของสวนบ้านล้วนไม้ดี ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี สร้างรายได้ตลอดปีด้วยอาชีพผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงป้อนตลาดเกือบ 30 ปี คุณสุรศักดิ์แนะนำสายพันธุ์มะม่วงเด่นทำเงินของไทยและนานาชาติ ที่น่าลองปลูกเป็นไม้ผลทำเงินและปลูกเป็นไม้ผลประจำบ้าน “เมื่อก่อนมะม่วงออกตามฤดูกาล ออกมาจ๊ะเอ๋กันเลยทั้งประเทศ ทำให้มะม่วงล้นตลาด แปรรูปก็ไม่ทัน แต่ทุกวันนี้ ตลอดทั้งปี มีการใช้เทคนิคราดสาร บังคับให้มะม่วงออกนอกฤดูกาลทำให้มีผลผลิตมะม่วงเข้าสู่ตลาดทุกวัน ถ้าเรากินผลดิบ ผลสุก มันกินไม่ทัน พักเดียวมันก็เน่า ปัจจุบันไม่เจอปัญหามะม่วงล้นตลาด เพราะแปรรูปกันมากขึ้น เช่น มะม่วงมหาชนก ซื้อมะม่วงมาแล้วหั่นเข้าเก็บรักษาในรูปแบบฟรีซดรายก่อนจึงค่อยทยอยนำมาแปรรูป ”คุณสุรศักดิ์กล่าว รู้จักมะม่วงสายพันธุ์ดีทั่วโลก “น้ำดอกไม้สีทอง” คือมะม่วงอันดับหนึ่งของไทย ภาษาอังกฤษใช้คำว่า มะม่วงทองคำ ส่วนมะม่วงพันธุ์ดีของพม่า คือ “เซงตะโล่ง” ด้านมะม่วงอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ คือ กุยมาราส (Guimaras) หรือ มะม่วงคาราบาว ทุกวันนี้ ไต้หวันเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงจำนวนมาก เ
ร.ต.อ. วิศิลป์ ทองฤทธิ์ หรือคนส่วนใหญ่เรียกว่า ครูศิลป์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สันติราษฎร์ประชาบำรุง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ หันมาปลูกพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นกว่าพริกไทยสายพันธุ์อื่นๆ ด้วยรสชาติที่เผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ทนทานต่อโรค ปลูกได้ทุกสภาพอากาศ ให้ผลผลิตเร็ว และสามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญคือ มีราคาดี จึงถือเป็นพืชแซมในสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ที่สามารถสร้างรายได้อย่างดีอีกชนิดหนึ่ง จุดเริ่มของตำนาน ครูศิลป์ เล่าว่า ปี 2560 ได้เกษียณอายุราชการ โดยตนเองรับราชการครูในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมากว่า 30 ปี จึงมีโอกาสไปศึกษาดูงานตามโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ ทำให้รับความรู้ด้านการเกษตรมากมาย ประกอบกับในปีนั้น ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จึงได้มีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางพาราที่อยู่ติดกับบ้าน จำนวน 2 ไร่ มาทำเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งภายในแปลงมีการปลูกพืชผักหลายชนิด พร้อมกับเริ่มต้นปลูกพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน
รูปร่างหน้าตาแปลกตา…แถมยังมีเกล็ดใสคล้ายหยดน้ำค้างเกาะอยู่ทั่วต้น นี่คือ “ผักเกล็ดหิมะ” พืชที่หลายคนกำลังตั้งคำถามว่า มันคืออะไร แล้วทำไมถึงกลายเป็นพืชทำเงินกิโลกรัมละหลายร้อยบาทได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพืชตัวนี้ “ปราบเซียน” ทั้งเรื่องการปลูกและการขาย แต่ถ้าใครสามารถปั้นผลผลิตจนได้คุณภาพและหาตลาดเจอ ก็ถือเป็นอาชีพเสริมมูลค่าสูงที่ไม่ควรมองข้าม ผศ.ดร.ชัยรัตน์ บูรณะ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตรนวัตและการจัดการ ได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชและนวัตกรรมการเกษตร ผู้ต่อยอดและพัฒนา “ผักเกล็ดหิมะ” หรือ Ice Plant พืชมูลค่าสูงที่ได้รับความสนใจในตลาดสุขภาพอยู่ในระดับหนึ่ง พร้อมสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนสามารถสร้างรายได้เสริมให้สมาชิกในเครือข่ายเฉลี่ยราว 30,000-50,000 บาทต่อเดือน อาจารย์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ก่อนเข้าสู่เส้นทางการศึกษาด้านเกษตรกรรม เป็นคนที่ชื่นชอบการปลูกพืชอยู่แล้ว แต่ในเวลานั้นยังไม่ได้เข้าใจโครงสร้างหรือกลไกระดับเซลล์และโมเลกุลของพืชอย่างลึกซึ้ง กระทั่งได้ศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก จึงค้นพบว่าแม้พืชแต่ละชนิดจะมีลักษณ
ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญ หลายคนเริ่มหันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น ทั้งเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย และลดรายจ่ายในครัวเรือน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การปลูกผักในภาชนะเหลือใช้ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “แปลงผัก D.I.Y.” ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ที่บ้าน ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็ตาม การปลูกผักในภาชนะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากเริ่มต้นทำเกษตรในบ้าน การเลือกภาชนะให้เหมาะสมกับพืชและพื้นที่ที่เรามีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะภาชนะที่ดีไม่เพียงช่วยให้ผักเติบโตได้ดี แต่ยังเพิ่มความสวยงามให้กับพื้นที่ของเราอีกด้วย มาดูกันว่ามีภาชนะประเภทไหนบ้างที่เหมาะกับการปลูกผัก และข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบคืออะไร เคล็ดลับการเลือกภาชนะ การเลือกภาชนะสำหรับปลูกผักเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และทำให้การดูแลสะดวกขึ้น การเลือกภาชนะที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ดังนี้ 1. ขนาดของภาชนะ สำคัญมาก ภาชนะต้องมีขนาดเหมาะสมกับชนิดพืช ผักรากตื้น เช่น ผักสลัด กะเพรา ใช้กระถางตื้นหรือเล็กก็เพียงพอ ผักรากลึก เช่น มะเขือเทศ แครอท ควรเลือกภาชนะลึกและใหญ่ 2. การ
เวลาเลือกซื้อผักตามแผงตลาด หลายคนมักมองข้ามผักที่มีรอยหนอนกัดหรือดูไม่สวยงาม และเลือกหยิบผักหน้าตาดีแทน แต่รู้ไหมว่า ‘ผักขี้เหร่’ ที่หลายคนมองข้ามนั้น ไม่เพียงมีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผักสวยๆ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณแพทตี้-ปิตุพร ภูโชคศิริ เจ้าของ Hug Hed Farm อดีตเชฟมืออาชีพในต่างประเทศ ที่ตัดสินใจหันหลังให้ครัวเมืองนอก กลับมาปลูกผักออร์แกนิกในบ้านเกิด จนสามารถต่อยอดความสำเร็จ ส่งผักสดคุณภาพสู่ชั้นวางในห้างได้อย่างภาคภูมิใจ หลายคนอาจสงสัยว่า อาชีพเชฟที่มีรายได้ดี ทำไมถึงเลือกเปลี่ยนเส้นทางมาทำเกษตร? คุณแพท เล่าว่า “ตอนที่ทำงานเป็นเชฟอยู่ต่างประเทศ มีช่วงวันหยุดยาวประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเริ่มงานใหม่ เลยตัดสินใจกลับบ้าน และลองทำโรงเห็ดเล็กๆ หลังบ้าน คิดแค่ว่าจะปลูกเห็ดขายเล่นๆ ระหว่างพักงาน แล้วค่อยกลับไปทำงานตามแผนเดิม แต่ตอนนั้นเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นเท่านั้น” ช่วงที่กลับมาอยู่บ้านตรงกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนแผนกลับไปทำงานต่างประเทศออกไป จากนั้นจึงเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ โดยมองว่าโรคระบาดครั
ในยุครุ่งเรือง ประเทศไทยเคยส่งออกสับปะรดกระป๋องเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ทุกวันนี้ ยอดการส่งออกสับปะรดกระป๋องมีแนวโน้มลดลง เพราะต้นทุนแรงงานรวมทั้งปุ๋ยสูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนการผลิตสับปะรดสูง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่รวมต้นทุนนำเข้าเหล็กแผ่นสำหรับผลิตกระป๋องที่มีราคาสูง ทำให้ไทยเสียเปรียบ “ฟิลิปปินส์” ซึ่งมีต้นทุนผลิตที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม และสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน มีต้นทุนผลิตแค่ 2 บาทต่อกิโลกรัม เดิมทีเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกสับปะรดส่งโรงงานอย่างเดียว เพราะทำง่าย ถึงเวลาก็ตัดแล้วรับเงิน ไม่ต้องหาตลาด ระยะหลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคา หักต้นทุนแล้วแทบไม่เหลืออะไรเลย เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกสับปะรดผลสด เช่น สับปะรดพันธุ์ MD2 เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด ปลูกสับปะรดสด 5 พันธุ์ใหม่ เจาะตลาดจีน คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม แกนนำเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตาสับปะรด กล่าวว่า ทางเครือข่ายตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกสับปะรดผลสด จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 17 หรือพันธุ์จินจ้วน 2. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 23 หรือพันธุ์มะม่วง 3. สับปะรดของ
เมื่อตอนที่แล้วเราได้พูดถึงทิศทางและโอกาสของ “ผำ” กันไปแล้ว ครั้งนี้มาต่อกันในอีกมิติสำคัญ นั่นคือเรื่องของมาตรฐานการผลิต ช่องทางการตลาด รวมถึงการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการผลักดัน “ผำ” ให้ก้าวจากพืชพื้นบ้าน สู่การเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคตในอุตสาหกรรมอาหารและเวลเนส หากถามว่าการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อ “ผำ” มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อาจารย์อารักษ์อธิบายว่า ต้องยอมรับว่า “มีแรงส่งที่ชัดเจน” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะของนโยบายและการขับเคลื่อนในแต่ละยุครัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านหลายยุคสมัย แต่ประเด็นเรื่อง Wellness, Future Food และความมั่นคงทางอาหาร กลับไม่เคยหลุดออกจากวาระการประชุม โดยเฉพาะการพัฒนาอาหารปลอดภัย อาหารฟังก์ชันนอล (Functional Food) และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก “ผำ” เองถือว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว เพราะเริ่มถูกผลักดันในฐานะ Future Food มาตั้งแต่ราวปี 2555 หรือกว่า 10 ปีก่อน ก่อนที่กระแส Plant-based และ Wellness E
