พืชทำเงิน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer โดยมุ่งพัฒนาเกษตรกรอย่างรอบด้าน ให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่สอดคล้องกับการทำเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้นแบบ ในการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรรายอื่น ตลอดจนเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และความผันผวนของตลาดโลก ต้นแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน คือ นายธนวัฒน์ มโนวชิรสรรค์ Young Smart Farmer จังหวัดพังงา เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดทิพย์พังงา ภายใต้แบรนด์ “สวนบ้านแม่” (บริษัทสวนบ้านแม่ จำกัด) ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัดพังงา โดยได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นระดับภาคใต้ ประจำปี 2568 สาขาอาชีพทำสวน นายธนวัฒน์ เจ้าของสวนบ้านแม่ ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้เริ่มเส้นทางอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ปี 2558 โดยผันตัวจากอาชีพนักออกแบบ มาสานต่อสวนมังคุดของครอบครัว บนพื้นที่ 20 ไร่ ประมาณ 400 ต้น ได้พัฒนาการผลิตมังคุดและต่อยอดสู่การแปรรูป
จ.นครพนม ภายหลังมีฝนตกชุกต่อเนื่อง กลายเป็นฤดูกาลสำคัญของชาวบ้านดอนแดง หมู่ที่ 5 ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม กว่า 200 ครัวเรือน ถือเป็นหมู่บ้านอาชีพแปลกที่เดียวในไทย ที่มีรายได้จากการล่าปลิงควายมาแปรรูปส่งขายให้นายทุน ส่งออกไปยังประเทศจีน สร้างรายได้มานานกว่า 20 ปี โดยช่วงฤดูฝนถือเป็นโอกาสทอง ชาวบ้านจะออกไปล่าปลิงควายตามแหล่งน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีปลิงชุกชุม มาแปรรูปทำปลิงตากแห้งส่งขาย นายไพฑูรย์ ท้าวนาง นักล่าปลิง รวมถึงพ่อค้ารับซื้อปลิงควาย ชาวบ้านดอนแดง ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยว่า อาชีพล่าปลิงควายเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในหมู่บ้านมานานกว่า 10-20 ปี เนื่องจากเคยมีชาวบ้านไปรู้จักกับนายทุน รับซื้อปลิงส่งออกไปขายประเทศจีน จึงมาแนะนำชาวบ้านให้ทดลองทำ ออกไปล่าปลิงตามแหล่งน้ำมาขาย ทั้งตัวสด และแปรรูปปลิงตากแห้งขาย แล้วแต่ความถนัด จนสามารถสร้างรายได้จริง จึงสืบทอดเป็นอาชีพมาถึงปัจจุบัน จะมีการรับซื้อตลอดปี แต่ที่มีปลิงมากที่สุดคือช่วงฤดูฝน เป็นโอกาสทองออกล่าปลิง “ช่วงฤดูฝนเป็นโอกาสทองออกล่าปลิงหนองน้ำที่มีปลิงชุมจะเป็นหนองน้ำนิ่ง เช่น หนองหาร หนองบึง ที่มีผักตบหร
กลุ่มรักอาหารคลีน (Clean Eating) ชื่นชอบการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว ซึ่ง “ข้าวโพดหวานพันธุ์ราชินีทับทิมสยาม” เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี ที่ถูกใจคนสายคลีน ทั้งสีสัน ความกรอบหวาน คุณค่าทางอาหาร สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ สร้างแรงบันดาลใจให้ “ชูใจฟาร์มมุกดาหาร” ตัดสินใจปลูกข้าวโพดหวานใส่ถุงกระสอบขายยกต้นให้ลูกค้าสายคลีนไปหักฝักกินสดๆ กันมือตัวเอง ในราคาต้นละ 300 บาท ตลาดตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี คุณป้อม หรือ นายกฤตย์ฑาลิศร์ บุตทศ เจ้าของชูใจฟาร์มมุกดาหาร และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกพืชผักอินทรีย์พื้นบ้าน รวมทั้งข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม ซึ่งความพิเศษของข้าวโพดสายพันธุ์นี้คือ สามารถกินดิบได้ รสชาติเหมือนกับกินผลไม้ โดยนำสินค้าไปวางจำหน่ายงานแสดงสินค้าต่างๆ ในราคาเริ่มต้นที่ฝักละ 10 บาท มักถูกกลุ่มลูกค้าถามว่า ข้าวโพดที่นำมาขายสดจริงหรือเปล่า ตัดจากต้นมาแล้วกี่วัน ลูกค้าหลายคนมีความใฝ่ฝันอยากหักข้าวโพดกินสดๆ ด้วยมือตัวเอง ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์นี้ที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ในระย
คุณกมลวรรณ ภู่เจริญ หรือ คุณเดียร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง วัย 26 ปี และเจ้าของ “สวนเดียร์กมล กิ่งพันธุ์องุ่น” ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มุ่งหน้าสานต่อการเพาะปลูกพันธุ์องุ่นของครอบครัวอย่างจริงจัง ในพื้นที่กว่า 6 ไร่ มีองุ่นทั้งหมด 1,500 ต้น เพราะความไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาสายพันธุ์องุ่นมาตลอด 8 ปี จนสามารถสร้างรายได้ให้กับเธอถึงหลักแสนต่อปี คุณเดียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสวนองุ่นนั้นว่า เมื่อเธอลาออกจากมหาวิทยาลัย จึงมุ่งหน้าและมีความตั้งใจที่จะทำอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง ด้วยความที่คลุกคลีเกี่ยวกับการทำสวนองุ่นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย จึงเป็นจุดประกายความคิดให้เธอ ในการที่จะลงมือทำสวนองุ่นของครอบครัวแห่งนี้ ตั้งแต่การปลูก การพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนไปถึงการขายกิ่งพันธุ์องุ่นให้ลูกค้าที่มีความสนใจ “ที่บ้านของเดียร์มีการปลูกองุ่นไว้อยู่แล้ว เดียร์เห็นแล้วก็อยากสานต่อธุรกิจของครอบครัว พ่อสอนมาก่อน แล้วก็เริ่มปลูกด้วยตัวเอง สอนตั้งแต่ติดตาพันธุ์ ตอนกิ่ง ปักกิ่ง ลงกิ่ง และทุกอย่างที่เกี่ยวกับองุ่น จากนั้นจึงมาปลูกองุ่นแบบลูก หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัย จึ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น การทำเกษตรเพียงด้านเดียวนั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เกษตรกรหลายคนจึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ได้รับการยืนยันว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน เพราะมีผลผลิตออกจำหน่ายที่หลากหลาย ลดปัจจัยการผลิตจากภายนอกสวน ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร ไม้ใช้สอย และเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทาง สร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี เกษตรผสมผสานเป็นการทำการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง เพื่อลดความเสี่ยง มีการวางแผนการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตที่ผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรแบบผสมผสานจะไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การเกษตรแบบผสมผสานเป็นการสร้างความร่มรื่นให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตน
การทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกา หรือกฎตายตัวว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่นให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย คุณสุดชดา สุดสิริ บ้านเลขที่ 17/3 หมู่ที่ 6 ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสานพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ เลือกมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพราะทำด้วยใจรัก ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ทำตามความฝันของตนเองและสามี เพื่อเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายของครอบครัว เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ตนเองและชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่สนใจและสมาชิกในกลุ่ม นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสมาชิกต่อไป เพื่อแบ่งปันผลผลิตที่ได้ให้เพื่อนบ้าน มีความรัก มีความสามัคคี ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเพื่อได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษ การจัดสรรแบ่งพื้นที่การเกษตร ด้านพืชผัก ปลูกไม
คุณพศิน ช่วงใหญ่ มีชื่อเล่นว่า “วัฒน์” เป็นคนจังหวัดชัยนาท ได้แต่งงานกับ คุณณพัฐอร พักตร์อิงตะวัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลป่าแฝก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่หลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งคงถึงจุดอิ่มตัวหรือว่าอย่างไร ล้มป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล และออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก ระหว่างที่พักรักษาตัว ทำให้เริ่มกลับมาคิดทบทวนตัวเองว่าอะไรคือแนวทางความยั่งยืนที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างพอเพียงแบบสุขกาย สบายใจ หลังจากฉุกคิดก็เริ่มหาโอกาสเปิดดูคลิปวิดีโอเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ จนกระทั่งได้เจอเรื่องราวของ “อาจารย์สมศักดิ์ เครือวัลย์” ปราชญ์เกษตรแผ่นดิน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์ยักษ์ หรือ คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ที่ละทิ้งตำแหน่งเลขาธิการสูงสุด ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษฯ มาเริ่มต้นชีวิตทางการเกษตรจากระดับศูนย์ โดยอาศัยแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นตัวอย่างพิสูจน์และสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรได้เห็นว่าการทำกสิกรรมธรรมชาตินี้สามารถอยู่อย่างมั่งคั่งบนแนวทางที่พอเพียงได้จริงๆ ขนาดอาจารย์ยัก
จากพื้นที่นาข้าวที่เคยสร้างรายได้เพียงช่องทางเดียว วันนี้ถูกปรับเปลี่ยนบางส่วนให้กลายเป็นสวนอินทผลัมที่ให้ผลผลิตคุณภาพ ส่งขายถึงมือลูกค้าในราคาที่น่าพอใจ คุณธัญญา กาญจนประดิษฐ์ หญิงแกร่งและเก่งของจังหวัดกาญจนบุรี มองเห็นถึงอนาคตตลาดอินทผลัมว่าผลตอบแทนต่อไร่น่าจะเป็นสินค้าที่มีราคา เธอจึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรบางส่วนที่เคยทำนา แบ่งมาปลูกอินทผลัมเพื่อกระจายความเสี่ยงในเรื่องของการสร้างรายได้ จากการทดลองในครั้งนั้นถือว่าประสบผลสำเร็จดี ที่ได้ปรับเปลี่ยนที่นามาปลูกอินทผลัม “การปลูกอินทผลัมเราแบ่งการปลูกเป็น 2 ช่วงอายุ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกรุ่นแรก 8 ไร่ กับรุ่นที่ 2 บนเนื้อที่ 7 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกอินทผลัมทั้งหมด ประมาณ 15 ไร่ แบ่งจากพื้นที่นามาปลูก ส่วนที่อื่นก็ยังมีทำนาอยู่ด้วยควบคู่กันไป แทนที่จะปลูกข้าวอย่างเดียว ก็มาปลูกอินทผลัมเสริม เป็นการกระจายรายได้ให้ครบทุกด้าน เพราะไม่อยากทำพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว” คุณธัญญา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกอินทผลัม สำหรับการปลูกและการเลือกซื้อสายพันธุ์อินทผลัมนั้น คุณธัญญา บอกว่า ช่วงแรกได้ศึกษาหาข้อมูลเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการเดินทางไปศ
ยางพารา นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ทำรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นพืชที่กรีดได้เกือบทุกวัน มีต้นทุนการจัดการภายในสวนไม่สูงมาก ใช้เวลาทำงานไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งยังเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีตลาดมารองรับอยู่ตลอด แต่เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบันราคายางค่อนข้างมีความผันผวนสูง อาจส่งผลกระทบกับรายได้ในบางช่วงของเกษตรกรหายไป ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องปรับตัวหาทางรอดด้วยการหาพืชอย่างอื่นมาปลูกเสริมในสวนยาง เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนมาใช้จ่ายในครอบครัว และอีกส่วนเก็บเป็นเงินออมไว้ คุณถนอมชัย กล่อมปัญญา หรือ พี่หนอม อยู่บ้านเลขที่ 80/3 หมู่ที่ 1 ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เกษตรกรหัวสมัยใหม่ จากเมื่อก่อนทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว ปรับตัวตามสถานการณ์มองหาพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิดมาปลูกแซมในสวนยาง บนแนวคิด วันสต็อป เซอร์วิส ครบจบในสวนเดียว ที่มีกระบวนการปลูก-แปรรูป และทำการตลาดเอง ทำให้สามารถจัดสรรรายได้จากพืชได้ทั้งแบบรายวัน รายเดือน และรายปี มีเงินหมุนใช้ในครอบครัวอย่างไม่ขัดสน พี่หนอม เล่าถึงจุดเริ่มต้นปลูกพืชแซมในสวนยางว่า ก่อนหน้านี้ตนเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ควบคู่ไปกับการขายอาหาร
โดยทั่วไป วานิลลาถูกมองว่าเป็นพืชที่ให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นเหมาะสม เช่น พื้นที่สูงในภาคเหนือ หรือบางพื้นที่ของภาคอีสาน เนื่องจากการออกดอกของวานิลลามักได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในบางช่วงของปี ทำให้หลายคนมองว่าพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แหล่งปลูกวานิลลาที่เหมาะสม แต่ปัจจุบันนี้ได้เริ่มมีการปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ภาคใต้แล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีอดีตข้าราชการวัยเกษียณเป็นผู้บุกเบิกทดลองปลูกมานานกว่า 3 ปี หลังศึกษาสายพันธุ์และปรับวิธีการจัดการแปลงให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่สวนวานิลลาแห่งนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตเชิงการค้า โดยคาดการณ์ผลผลิตไว้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผลผลิตในรอบแรก ขณะเดียวกันเจ้าของสวนได้วางแผนด้านการตลาดล่วงหน้า ทั้งการหาช่องทางจำหน่ายและการต่อยอดช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย เพื่อรองรับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวานิลลาในฐานะพืชมูลค่าสูงที่สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ปลูกใหม่ๆ ได้ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม พี่ยา-ตรียา กลิ่นสุคนธ์ อดีตข้าราชการวัยเ
