แปรรูปสินค้าเกษตร
กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรและกระยาสารท เป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดกำแพงเพชร วิทยาลัยสารพัดช่างกำแพงเพชร จึงเกิดแรงบันดาลใจนำวัตถุดิบเด่นของท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่คือ แฮมเบอร์เกอร์จากพืช (Plant based) เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่ยั่งยืน ยกระดับวัตถุดิบในท้องถิ่นภายใต้แบรนด์ “มอกกำปอ” เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ได้ การทำแฮมเบอร์เกอร์จากพืช มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เริ่มจากจัดเตรียมส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ 1. กล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร 2. กระยาสารทไทย 3. แป้งขนมปัง 4. แป้งโฮลวีท 5. ยีสต์ 6. นมถั่วเหลือง 7. น้ำตาลซอร์บิทอล 8. เครื่องปรุง วิธีทำแป้งขนมปังโฮลวีท 1. เตรียมส่วนผสมและวัตถุดิบในการทำแป้งเบอร์เกอร์ 2. ส่วนผสมของแห้งและของเหลวผสมเข้าด้วยกัน ตีผสมจนสามารถขึงเป็นฟิล์ม 3. นำแป้งโดว์มานวด จากนั้นรวบเป็นก้อนกลม บ่มในตู้บ่มโดว์เป็นเวลา 40 นาที นำมาตัดแบ่งก้อนละ 100 กรัม บ่มต่ออีก 20 นาที 4. เมื่อครบเวลา ทาหน้าแป้งโดว์ด้วยน้ำเปล่า โรยงา นำเข้าเตาอบ อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 25 นาที วิธีทำเนื้อ Patties 1. นำเปลือกกล้วยไข่สายพันธุ์กำแ
ปัจจุบัน “ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” จัดอยู่ในกลุ่มสุดยอดอาหาร super foods สมัยใหม่ เพราะมีสารอาหารสูง ทั้งแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี และกรดอะมิโนจำเป็นหลายอย่าง ที่สำคัญ มีเบต้าแคโรทีนและคลอโรฟิลล์ ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เมื่อนำผำไปปรุงอาหาร เม็ดสาหร่ายน้ำขนาดจิ๋วๆ จำนวนมากมายมหาศาล ที่มีความกรุบๆ เล็กน้อย แผ่กระจายขยายตัวไปทั่วในน้ำซุป น้ำแกง นับเป็นสุดยอดความอร่อย เพราะเนื้อไข่ผำละเอียด ละมุนละไม แทบจะละลายในปากเวลากินเลยแหละ วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เล็งเห็นคุณประโยชน์ของ “ผำ” ซึ่งเป็นสุดยอดอาหาร Super food ของเมืองไทย ที่อุดมไปด้วยโปรตีนสูงและประโยชน์อีกมากมาย จึงได้คิดค้น ผลิตภัณฑ์ “อ่อมผำ” ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย Life Style ได้เป็นอย่างดี อร่อย สะดวก ครบ จบในกล่องเดียว วิธีทำ อ่อมผำ ไม่ยุ่งยาก เริ่มจาก นำปลาร้าปลากระดี่มาต้มปลาร้าปลากระดี่ให้เดือดจนเนื้อปลาร้าละลายให้เหลือก้าง ปิดแก๊สปล่อยให้เย็นแล้วกรองเอาก้างปลาร้าออก พักไว้ จากนั้น นำตะไคร้ ข่า หอมแดง ล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นเป็นแว่น นำใบชะพลู ผักชีลาว มา
“มะพร้าว” เป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปทุกภาคของไทย มีผลผลิตตลอดทั้งปี นำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของมะพร้าว เช่น เนื้อมะพร้าว ใช้ทำอาหารทั้งคาวและหวาน น้ำมะพร้าวอ่อนใช้ดื่มแก้กระหาย ใบมะพร้าวใช้ห่อขนม จักสาน หลังคา ต้นมะพร้าวใช้แทนไม้ในการก่อสร้าง กะลาใช้ทำเครื่องดนตรีและถ่านที่มีคุณภาพ รากใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ หรืออมบ้วนแก้เจ็บคอ น้ำมันมะพร้าวใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ใช้ทาบำรุงผม น้ำมะพร้าวใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้อาเจียนเป็นโลหิตและบวมน้ำ ทำเป็นน้ำส้มสายชู อีกหนึ่งแนวทางเพิ่มมูลค่ามะพร้าวที่น่าสนใจคือ การทำไวน์มะพร้าว โดยทั่วไป ผลไม้ที่นำมาผลิตเป็นไวน์ส่วนใหญ่ นิยมใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น กระเจี๊ยบ หม่อน สตรอเบอร์รี องุ่น ฯลฯ เพราะทำได้ง่าย แต่การทำไวน์จากมะพร้าว ซึ่งมีความหวานและกลิ่นหอม จึงทำได้ยากกว่าผลไม้อื่น เพราะต้องใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อให้ได้ไวน์ที่มีคุณภาพและมีรสชาติอร่อย จึงขอนำเสนอเทคนิคการทำไวน์มะพร้าวใน 2 รูปแบบ จากภูมิปัญญาชาวบ้านและผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ การผลิตไวน์มะพร้าวน้ำหอมบนต้น จากภูมิปัญญาชาวบ้าน จ.ขอนแก่น นายสมร ไชโยธา อยู่บ้าน
ถั่วนัตโตะหรือถั่วเน่า คือ “ถั่วเหลืองหมัก” เป็นอาหารพื้นเมืองของคนญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าถั่วนัตโตะจะมีลักษณะข้นเหนียวและยืดออกมาเป็นเส้นๆ เหตุผลที่มันมีลักษณะแบบนั้น เพราะเกิดจากกระบวนการหมักของถั่วนัตโตะที่นำถั่วเหลืองมาหมักกับแบคทีเรีย (Bacillus subtilis) ที่เป็นสายพันธุ์แบคทีเรียที่เหมาะสำหรับทำนัตโตะโดยเฉพาะ สำหรับเมือกเหนียวยืดที่เคลือบอยู่บนผิวถั่วเหลืองมันได้มาจากกระบวนการย่อยโปรตีนระหว่างการหมักนั่นเอง ส่วนเวลาที่เรารับประทาน แนะนำว่าให้ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากับเครื่องปรุง ซึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมใส่ จะเป็นเครื่องปรุงคล้ายมัสตาร์ด ชื่อ “คาราชิ” หรือ “โชยุ” เวลาคีบขึ้นมาจะมีเมือกยืดติดกับตะเกียบ เราต้องหมุนตะเกียบวนๆ เพื่อให้เมือกยืดๆ ขาดออกจากกัน ส่วนมากนิยมรับประทานกับข้าวสวย แต่ด้วยกลิ่นของนัตโตะที่มีกลิ่นค่อนข้างฉุน และรสชาติที่ไม่ได้อร่อยลิ้น ทำให้หลายคนไม่ชอบรับประทานมัน แน่นอนว่าตามสำนวนที่คนโบราณเคยว่าไว้ ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ อะไรที่ดูไม่อร่อยแท้จริงมันอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ แถมโปรตีนสูง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ปรับสมดุลลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ชะลอความแก่ก่อนวัย บำรุงสมอง เป็นต้น &nbs
ผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่ มักมีทักษะด้านประสาทสัมผัสที่ดี สามารถแยกความแตกต่างของกลิ่น เสียง และรสชาติได้แม่นยำ ในต่างประเทศจึงเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตา ทำงานทดสอบสินค้าเวชสำอาง สบู่ ยาสระผม ฯลฯ ผศ.ดร.ธิติมา วงษ์ชีรี ศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ( มจธ.) ร่วมกับ หน่วยวิจัยด้านประสาทสัมผัสและผู้บริโภค มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กลุ่มผู้บกพร่องทางการมองเห็น ( Sensory Intelligence Group : SIG ) ได้ดำเนินโครงการ “เซนส์ซีรีส์ (Sense series)” เพื่อมอบโอกาสให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็นได้ทำในสิ่งที่แปลกใหม่ โดยใช้ประสาทสัมผัสสร้างอาชีพในฐานะ “ นักผสมชาหรือ Blender ” ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการนี้ เปิดโอกาสให้กลุ่มคนพิการสายตา สมาชิก SIG นำความรู้ด้านประสาทสัมผัสมาฝึกฝนเพิ่มประสบการณ์ด้านการดมกลิ่น การจัดกลุ่มกลิ่น และการรับรสชาติ สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพอิสระในฐานะ นักผสมชาหรือ Blender ทำงานได้ที่บ้าน นำไปสู่การสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในอาชี
“ ต้นหนามพุงดอ ” ในประเทศไทยพบขึ้นตามแหล่งดินเค็ม ที่ดินรกร้าง พบมากตามพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล เช่น อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านในอำเภอกุยบุรีใช้ประโยชน์ “หนามพุงดอ” ในฐานะผักพื้นบ้าน นำมาเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ ผลสุก กินเป็นผลไม้ ส่วน ยอดอ่อน มีกลิ่นฉุนใช้เป็นเครื่องเทศดับคาว เช่น ทำเมนูคั่วใส่หมู แต่เดิมชาวบ้านในอำเภอกุยบุรี ยังรับประทานหนามพุงดอกันไม่เป็น เมื่อทราบว่า สามารถรับประทานได้ จึงนำยอดหนามพุงดอมาทำเป็นเมนูเป็นอาหารคาว เช่น ไข่เจียวหนามพุงดอ แกงหนามพุงดอคอหมูย่าง ต้มกะทิใส่กุ้ง แกงส้มกุ้งหนามพุงดอ ลวกกินกับน้ำพริก รวมถึงนำไปใส่ในขนมครกเพิ่มรสชาติมันปนขมเล็กน้อย ได้รสชาติอร่อยเช่นเดียวกับการกินผักหวาน แถมได้สรรพคุณทางยา ช่วยแก้ไข้ แก้ร้อนใน และช่วยในการนอนหลับ ต่อมาชาวอำเภอกุยบุรี ได้นำหนามพุงดอไปพัฒนาต่อยอดเป็นเมนูอาหารอื่น ๆ เช่น ขนมเค้ก ซึ่งในครั้งแรกทำจากยอดหนามพุงดอสด แต่มีกลิ่นแรงและกลิ่นฉุน จึงนำไปลวกก่อนแล้วค่อย ๆ พัฒนาสูตรจนมาเป็น คัพเค้กหนามพุงดอ สูตรขนมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนกุยบุรี วิธีทำ “คัพเค้กหนามพุงดอ” ขั้นตอนการทำ
ปัจจุบันการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าถือเป็นทางเลือกและทางรอดที่ดีสำหรับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินข่าวกันจนชินหู ทั้งในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำบ้าง หรือเกิดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดบ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่หาย แต่ถ้าหากเกษตรกรเจ้าของสวนลองเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการหาตลาดขายปลีกเองบ้าง หรือเริ่มต้นแปรรูปจากผลิตภัณฑ์ในสวนก่อนก็คงจะดีไม่น้อย หรือถ้าสวนไหนไม่มีปัญหาแต่อยากเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ คุณรสสุคนธ์ สุวรรณเพชร หรือ พี่พลอย อยู่บ้านเลขที่ 19/2 หมู่ที่ 9 ตําบลโนนเปือย อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร อดีตเซลส์ขายอุปกรณ์การเกษตร กลับบ้านเกิดผันตัวสู่ชีวิตเกษตรกรเต็มขั้น ปลูกพืชผสมผสาน พร้อมกับงานแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตช่วยสร้างรายได้หลักในปัจจุบัน ตามมาดูกันว่างานแปรรูปสร้างรายได้ของสาวเก่งคนนี้จะเป็นอย่างไร พี่พลอย เล่าจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า เมื่อก่อนตนเองทำงานเป็นเซลส์ขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ดูแลพื้นที่ในโซน ระยอง จันทบุรี และตราด ทำมานานเป็นสิบปี จนถึงจุดที่อยากกลับบ้านมาดูแ
“ หญ้าแฝก” เป็นพืชที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดคุณภาพและอนุรักษ์น้ำ ความพิเศษของหญ้าแฝกคือมีรากจำนวนมากประสานกัน สามารถยึดดินไม่ให้พังทลาย โดยปกติหญ้าแฝกจะมีใบมากและมีการเจริญเติบไตได้เร็ว จึงจำเป็นต้องตัดใบหญ้าแฝกอยู่เป็นประจำ ดังน้น สำนักงาน กปร. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ สนใจศึกษาวิจัยเรื่องการนำใบหญ้าแฝกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะใบหญ้าแฝกมีลักษณะเด่นเรื่องความเหนียวและทนทาน สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น ใบหญ้าแฝกที่เหมาะสมในการนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรม คือ หญ้าแฝกหอม พันธุ์ศรีลังกา พันธุ์กำแพงเพชร 2 พันธุ์สุราษฎร์ธานี และพันธุ์สงขลา 3 เป็นต้น ลักษณะของใบหญ้าแฝกหอมที่เหมาะจะนำมาใช้งานคือ ใบหญ้าแฝกที่มันและยาว เมื่อโดนน้ำใบจะนิ่ม จึงเหมาะกับการนำมามำสินค้าหัตถกรรมจากใบหญ้าแฝกหลากหลายรูปแบบ ทั้งกระเป๋าถือ ตะกร้า หมอนอิง โคมไฟ ที่รองจาน กระถางต้นไม้ รองเท้า ฯลฯ จากฝีมือการจักสานและถัก
“ หน่อไม้ ” เป็นหน่ออ่อนของต้นไผ่ หน่อไม้อุดมด้วยสารอาหารมีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสูงทั้งโพแทสเซียม แมงกานีส ทองแดง มีปริมาณไขมันและแคลอรี่ต่ำจึงเป็นที่สนใจของคนรักสุขภาพ นิยมนำมาอาหารหลากหลายเมนู รวมทั้งใช้หน่อไม้แปรรูปเป็นอาหารเสริมและเครื่องสำอางค์จำหน่ายไปทั่วโลก เนื่องจาก หน่อไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง และมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนัง หน่อไม้จึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้า มอยเจอร์ไรเซอร์ มาส์ก จำหน่ายไปทั่วโลก ตลาดหน่อไม้ทั่วโลกมีมูลค่าตลาดในปี2023 อยู่ที่ 0.44 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.68 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 “หน่อไม้” แปรรูปอาหารได้หลากหลาย หน่อไม้ เป็นสินค้าขายดีตลอดทั้งปี ทั้งหน่อไม้สด หน่อไม้แห้ง หน่อไม้ดอง สามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้กิมซุงหรือไผ่ตงลืมแล้ง หน่อไม้บงหวาน ทั้งหน่อไม้นึ่ง หน่อไม้ไผ่รวกที่เก็บจากป่าธรรมชาติ และปลูกในสวนไผ่ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเลย นครนายก ปราจีนบุรี และกาญจนบุรี ฯลฯ ในอดีตการต้มหน่
เห็ดเยื่อไผ่ เป็นที่นิยมบริโภคมานานกว่า 3,000 ปี โดยประเทศจีนใช้เห็ดเยื่อไผ่เป็นอาหารและยาบำรุงร่างกายฮ่องเต้ และขุนนางชั้นสูง มณฑลเจียงซู ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ในป่าไผ่ ก่อนจะมีการขยายพื้นที่เพาะเห็ดเยื่อไผ่ไปทั่วประเทศ จีนมุ่งมั่นศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์กระโปรงยาวสีขาวมายาวนานกว่า 80 ปี โดยผลิตเห็ดเยื่อไผ่เชิงการค้าได้แก่ Phallus indusioto Fisch และ P. echinovolvato ที่มีราคาซื้อขายสูงกิโลกรัมละ 3,000-5,000 บาท ป้อนอุตสาหกรรมยา ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และอุตสาหกรรมอาหาร โดยเมนูอาหารยอดนิยมคือ เมนูซุปเยื่อไผ่ เห็ดเยื่อไผ่ (Dictyophora spp. Synonyme : Phallus) มีชื่อเรียกตามลักษณะเด่นที่เห็นทั่วไป เช่น เห็ดร่างแห เห็ดเต้นรำ (Dancing mushroom) ในประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า เห็ดราชา (King of mushroom) นอกจากนี้ยังเรียกว่า “stinkhorn” ต่อท้ายชื่อ เพราะส่วนบนสุดของเห็ดเป็นแหล่งผลิตสปอร์และมีกลิ่นเหม็น ใช้ล่อแมลงให้มาดูดกิน และช่วยในการขยายพันธุ์เชื้อเห็ดตามธรรมชาติ ลักษณะทั่วไปของเห็ดเยื่อไผ่ ดอก
