แปรรูปสินค้าเกษตร
จังหวัดระยองมี “สับปะรดทองระยอง” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัดระยอง ที่ผ่านการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่บางครั้งก็ประสบปัญหาสับปะรดล้นตลาด ราคาตกต่ำ เนื่องจากผลสับปะรดไม่ได้ขนาดตามที่โรงงานส่งออกกำหนด วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และเกิดแนวคิดอยากช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่น ให้มีรายได้เพิ่มจากสินค้าตกเกรดโรงงาน โดยนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าในรูปแบบ “ถ่านสับปะรดดูดกลิ่น” ซึ่งกระบวนการแปรรูปใช้นวัตกรรมเผาไหม้ให้สับปะรดยังคงรูปร่างเดิม กลายเป็นถ่านดูดซับกลิ่น ตอบโจทย์กับสังคมยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ถ่านสับปะรดดูดกลิ่น มีคุณสมบัติ การใช้งานได้นานมากกว่า 1 ปี ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ไม่มีน้ำหอม สารเคมี หรือสารก่อมะเร็ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ใช้ดูดซับกลิ่นได้หลากหลายสถานที่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน ควรนำผลิตภัณฑ์ไปผึ่งแดดทุกๆ 3 เดือน โดยผลิตถ่านสับปะรดดูดกลิ่น ขนาดกลาง ขายราคา 59 บาท ขนาดใหญ่ราคา 69 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ทาง Facebook : ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุ
รู้หรือไม่ว่าการกินข้าวมีเคล็ดลับอยู่ที่ “การกินตามช่วงอายุ” ที่ควรกินให้เหมาะสม และถูกประเภทตามช่วงอายุจะทำให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน! เคล็ดลับที่ 1 การกินข้าวช่วงวัยเด็กอายุ 6 เดือน-3 ปี ในช่วงที่เด็กเริ่มโตเข้าสู่ช่วงวัยที่เริ่มหย่านมแม่ และสามารถกินอาหารอ่อนๆ ได้ ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องการสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ในช่วงนี้เองที่เราอยากแนะนำให้เด็กเล็กเริ่มกินข้าวแบบบดละเอียด สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็กเล็ก : ข้าวหอมมะลิ, ข้าวกล้อง แนะนำเพิ่มเติม : – ข้าวที่นำมาบดให้เด็กเล็กกินต้องเป็นข้าวที่บดละเอียด – ควรหุงข้าวให้ไม่แข็ง โดยเฉพาะข้าวกล้องหากคุณแม่อยากให้ลูกน้อยกิน แนะนำว่าให้นำข้าวไปแช่น้ำไว้ก่อนหุง เพราะข้าวจะได้นุ่มไม่แข็ง – เมื่อเด็กอายุได้ 7 เดือนขึ้นไปให้ปรับเป็นข้าวบดหยาบเพื่อฝึกการเคี้ยว และสามารถให้เด็กกินเพิ่มขึ้นได้ เคล็ดลับที่ 2 การกินข้าวในช่วงวัย 4-15 ปี เป็นช่วงวัยที่สามารถกินข้าวสวยได้แล้ว โดยไม่ต้องนำข้าวมาบดเหมือนในช่วงแรก แต่ว่ายังต้องกินข้าวที่มีความนุ่มเคี้ยวง่าย และไม่ควรแข็งเกินไป สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็ก : ข้าวหอมมะล
ในแต่ละปี หน่วยงานภาครัฐ ต้องเสียงบประมาณก้อนโตเพื่อกำจัดวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำ โดยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับชนิดของวัชพืชและสภาพแวดล้อม รวมทั้งใช้เครื่องจักรกลในการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้การไหลของน้ำเป็นปกติ และลดโอกาสการเติบโตของวัชพืชวัชพืชในน้ำหรือตามริมฝั่งคลองส่งน้ำที่มีดินชื้น โดยวัชพืชรากหยั่งดิน มีใบและดอกลอยตามผิวน้ำ มีลำต้นอ่อน ใบบาง ลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด รวมทั้งพืชลอยน้ำที่มีรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา ฯลฯ วัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวา มักเติบโตเร็วและอุดตันคลอง ทำให้การไหลของน้ำลดลง ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ เมื่อวัชพืชตายและเน่าเปื่อยในน้ำ จะทำให้เกิดสารอินทรีย์จำนวนมาก และแบคทีเรียจะใช้ปริมาณออกซิเจนในน้ำสูงขึ้น ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ขณะเดียวกันวัชพืชยังเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์ของแมลงบางชนิด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนและสัตว์ นอกจากนี้ วัชพืชน้ำเหล่านี้ยังลดประสิทธิภาพการเกษตรเพราะกีดขวางการทำนาข้าวและการเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำในคลองส่งน้ำ นำวัชพืชคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่
สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง การลงทุนเรื่องสุขภาพสำคัญที่สุด และคุ้มค่ากว่า นอกจากยอมเหนื่อยในการออกกำลังกายแล้ว การกินอาหารเป็นยา ก็ดีกว่าการกินยาเป็นอาหาร และหากสามารถปลูกสมุนไพรไว้ใช้เองเป็นยาสามัญประจำบ้าน ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย แถมไม่ต้องกังวลกับเรื่องสารพิษตกค้างของยา เมืองไทยมีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถบำบัดอาการโรคเบื้องต้นที่พบในชีวิตประจำวันได้ดี เช่น ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไอ เป็นต้น ซึ่งสมุนไพรไทยที่ผ่านการวิจัยตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีสรรพคุณทางยาชัดเจนได้แก่ 1.ฟ้าทลายโจร รสชาติขม มีสรรพคุณแก้ไข้และเจ็บคอ หากต้องการให้รับประทานได้ง่ายขึ้นก็ต้องนำ ใบแห้งมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกกลอน จะทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น 2.มะแว้งเครือ แก้อาการไอ ละลายเสมหะได้ชะงักทีเดียว หากมีอาการไอและมีเสมหะก็นำผลมะแว้งสด 3-4 ผล มาอมไว้ในปากจนกระทั่งมีรสจืดจึงคายทิ้ง 3.หอมแดง บำบัดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล โดยนำหอมแดงมาทุบแล้วต้มในน้ำจนเดือด ค่อยๆ แง้มฝาและค่อยๆ สูดดมเอาส่วนของน้ำมันหอมระเหยเข้าไป จะช่วยให้จมูกโล่งขึ้น สำหรับเด็กอ่อนนำหอมผ่าซีกวาง
โภชนาจารย์ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ (น.ณ ปากน้ำในทางประวัติศาสตร์ศิลปะ และพลูหลวงในทางโหราศาสตร์) เคยบอกว่า ต้นไม้เกือบทุกชนิดกินได้ เหมือนกับที่เป็นยาได้ อาจารย์พูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าใครหลงป่า เสบียงหมด ก็ให้นั่งลง หลับตา แล้วควานมือไปรอบๆ หยิบจับเจอต้นอะไรเข้า ต้นนั้นแหละเด็ดเอามากินได้ ก็เป็นความเปรียบที่อรรถาธิบายคำบอกเล่าข้างต้นได้ชัดเจนดี แน่นอนว่า ความรู้เรื่องการกินพืชที่ไม่ใช่พืชอาหารกระแสหลักแบบนี้สาบสูญไปมากจากคนเมือง ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อมีพืชผักขายให้ซื้อกินในตลาด ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าตามเมืองใหญ่แล้ว ก็ไม่เห็นว่าชาวเมืองจำเป็นต้องดิ้นรนเหนื่อยยากไปหาเก็บหากินอะไรอีก และที่หายไปพร้อมๆ กับชนิดของพืชกินได้ คือสูตรอาหารที่จะเอามาทำกินนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นว่า อาหารในเขตเมืองย่อมเหมือนๆ กัน คือวางฐานอยู่บนวัตถุดิบและวัฒนธรรมอาหารกระแสหลักของคนส่วนใหญ่ แต่อาหารนั้นไม่เคยหยุดนิ่งหรอกครับ ปัจจุบันมีอาหารแปลกๆ ขายตามตลาดชุมชนย่อยๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารในวัฒนธรรมแรงงานท้องถิ่นภูมิภาค และแรงงานข้ามชาติ คนเมืองรุ่นนี้จึงมีโอกาสได้กลับมาระลึกชาต
ลูกหว้า เป็นผลไม้ป่าพื้นบ้านเป็นที่ชื่นชอบของเด็กบ้านนอกสมัยก่อน เด็กๆ นิยมเก็บลูกหว้ามาจิ้มเกลือ ได้รสชาติเปรี้ยวฝาด กินแล้วปากและฟันจะดำ ปัจจุบันนี้ลูกหว้าเริ่มหากินยากแล้ว เนื่องจากลูกหว้าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา จึงถูกพัฒนาต่อยอดในรูปแบบเครื่องดื่มน้ำลูกหว้า แยมลูกหว้า และไวน์ลูกหว้า หากใครคิดวิธีที่จะเก็บลูกหว้าไว้แปรรูปนอกฤดูกาล ควรคัดสรรลูกหว้าที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน มีความฝาดน้อยที่สุด มาเก็บไว้โดยวิธีแช่แข็งเสียก่อน โดยธรรมชาติ ต้นหว้าจะให้ผลผลิตปีละครั้ง จะเริ่มติดผลประมาณเดือนมีนาคม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีแดง ผลสุกจัดมีสีดำเข้ม รสหวานอมเปรี้ยว ติดฝาดเล็กน้อย ผลสุกช่วงประมาณปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ยืดอายุเครื่องดื่มน้ำลูกหว้า ในรูปแบบ “ น้ำลูกหว้าผง” ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีคุณค่ามาก เช่น วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรต ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ที่ผ่านมานิยมนำผลสุกมากินเป็นผลไม้และใช้ทำเป็นน้ำผลไม้ แต่ก็เก็บไว้นานไม่ได้ วิธียืดอายุน้ำผลไม้ให้นานที่สุดคือ การทำเป็นน้ำผลไม้อบแห้ง ให้อยู่ในรูปน้ำผลไม้ผงกึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง นวัต
การดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในสังคมยุคปัจจุบัน ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาในการทำอาหาร และต้องการความสะดวกสบาย กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกระบี่จึงนำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาเป็นจุดพัฒนานวัตกรรมอาหารให้เข้ากับสังคมยุคปัจจุบันมากที่สุด จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ขนมจีนน้ำยากึ่งสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อน ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับคนที่มีเวลาน้อย เดินทางบ่อย และต้องการทานอาหารได้อย่างสะดวก ประหยัดพื้นที่ในการพกพา อีกทั้งสามารถทานได้ทุกวัย มีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ได้นำสินค้าประมงในอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ คือ ปลาเสียบที่ทำมาจากปลาหลังเขียว มาผลิตเป็นน้ำยาขนมจีน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้าน และนวัตกรรมการแปรรูปโดยวิธีการรมควัน พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ขนมจีนน้ำยากึ่งสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อน ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยรุ่นใหม่ ผลิตภัณฑ์ขนมจีนน้ำยากึ่งสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อน มีส่วนผสมสำคัญ ได้แก่ เนื้อปลาเสียบ เนื้อปลานิล ตะไคร้ พริกแห้ง กะปิ กระเทียม หอมแดง กระชาย น้ำตาล เกลือ ขั้นตอนการทำเริ่มจาก ชั่ง
ต้นคราม จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร เป็นพรรณไม้ที่ชอบแสงแดด ทนทานต่ออากาศร้อน ฝน และดินเค็มได้ดี พบขึ้นได้ตามป่าโปร่งทางภาคอีสานและทางภาคเหนือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชาวบ้านนิยมปลูกต้นคราม เพื่อใช้สำหรับทำสีย้อมผ้า และใช้น้ำคั้นจากใบคราม นำมาใช้บำรุงเส้นผม ช่วยป้องกันผมหงอก เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับพืชสมุนไพรในท้องถิ่น วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาครได้นำใบครามมาแปรรูปเป็น “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรย้อมผมออร์แกนิคจากผงคราม (Indigo)” เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ปลอดภัยจากสารเคมี สินค้าทางเลือกของกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ ทั้งเป็นสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม สามารถแก้ปัญหาผมหงอกในกลุ่มลูกค้าสูงวัยหรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนสีผมแบบปลอดภัย และสินค้านี้สามารถแข่งขันกับสินค้าที่มีจำหน่ายในท้องตลาดได้สบาย โดยชูจุดเด่นเรื่องสินค้ากลุ่มออร์แกนิค เป็นการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทย มาแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรในท้องถิ่น เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือชุมชน วิธีการทำ สมุนไพรย้อมผมสูตรใบคราม ใช้ส่วนผสมสำคัญคือ ผงจา
วิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรี ตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้การพัฒนาสินค้าเกษตรแฟชั่นแบรนด์ไทย “ตานีสยาม” ที่ใช้ประโยชน์จาก “ต้นกล้วยตานี” ตั้งแต่ยอดจรดโคน ออกแบบสร้างสรรค์จนได้แฟชั่นกระเป๋าสุดเก๋ หมวกสุดเท่ และอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันสินค้าตานีสยาม มีคุณภาพดีไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ เพราะเป็น 1 ในสินค้า “Soft Power” ของไทยที่ไปเติบโตไกลถึงฝั่งยุโรปได้อย่างเต็มตัว มุ่งผลิตสินค้า “ZERO WASTE” กล้วยตานีถือว่าเป็นราชินีแห่งกล้วย คนโบราณเชื่อว่าจะมีนางตานีสถิตอยู่ กล้วยตานี หลังปลูกประมาณ 7- 8 เดือน มีลำต้นใหญ่ สูงประมาณ 3-4 เมตร ใบใหญ่สีเขียวและเหนียวมีเงา รู้หรือไม่ว่า ต้นกล้วย 1 ต้น ใช้ได้ทุกส่วน ไม่เว้นแม้แต่ยางกล้วยใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทางกลุ่มตัดต้นกล้วยเพื่อทำกระเป๋าแต่ละครั้ง ส่วนที่ไม่ได้นำมาผลิตกระเป๋าจะถูกนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นเพื่อไม่ให้เกิดขยะเหลือทิ้ง เป็นกระบวนการผลิตแบบ ZERO WASTE ลดขยะให้กับชุมชนอย่างแท้จริง CREATIVE ECONOMY > ZERO WASTE กล้วยตานี ใบกล้วย – ใช้ทำบายสี, ภาชนะใส่อาหาร ก้านกล้วย R
“มะม่วงป๊อบ” (Mango POP) ข้าวเกรียบมะม่วงอบกรอบกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์แปรรูปใหม่ล่าสุด ที่เข้ามาฉีกกฎวงการแปรรูปมะม่วงไทยไปจากเดิมให้มีความหลากหลาย และถือเป็นการช่วยลดปัญหาทั้งในด้านผลผลิตที่ล้นตลาด รวมถึงการช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรให้มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกด้วย คุณสุธาสินี สมพันธ์ หรือ พี่หญิง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงศรีนคร อยู่บ้านเลขที่ 41/1 หมู่ที่ 4 ตำบลศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่ถึงแม้จะไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมัยใหม่มาก่อน แต่มีความพยายามที่จะเรียนรู้ลองผิดลองถูกเพื่อให้รู้และเพื่อให้หลุดพ้นไปจากวิถีการแปรรูปมะม่วงแบบเดิมๆ ที่สามารถทำได้เพียงมะม่วงกวน พี่หญิง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแปรรูปมะม่วงว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกรตนเองทำอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถยนต์มาก่อน ควบคู่กับการมีพื้นที่มรดกจากปู่ย่าให้ชาวบ้านแถวนี้ได้เช่าที่ดินทำกิน ปลูกผักเลี้ยงสัตว์หารายได้เล็กๆ น้อยๆ จุนเจอครอบครัวไป แต่ด้วยสถานการณ์ช่วงหลังมานี้เศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก ตนเองจึงมีความคิดที่จะลองเปลี่ยนใจมาเป็นเกษตรกรเองสักครั้ง โดยใช้พื้นที่ที่มีอ
