เทคนิคเกษตร
บางคนอ่านหัวข้อแล้วคงงง หม่อนคืออะไร แล้วมาเกี่ยวอะไรกับความงาม หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Morus alba Linn. ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมายตั้งแต่ ต้น ใบ ผล ราก อย่างท่านใดที่ใช้สายตามาก เช่น เพ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือขับรถในเวลากลางคืน ยอดอ่อนของต้นหม่อนช่วยได้ โดยนำส่วนยอดอ่อนของหม่อนมาต้มดื่ม และล้างตา ก็จะสามารถช่วยผ่อนคลายและช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ส่วนผลหม่อนพอสุกจะให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว ถ้าผลออกม่วงคล้ำหน่อยจะมีรสหวาน รับประทานอร่อย แถมยังมีสรรพคุณใช้รักษาโรคไขข้อ บำรุงตับ ไต และหัวใจ แก้ธาตุไม่ปกติ เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้โรคท้องผูกได้ สำหรับใบนั้นมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด มีแคลเซียมสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญหลายชนิด หากนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ได้ อีกส่วนที่สำคัญคือราก ใช้เป็นยาสมานแผลได้ดี ปัจจุบัน ได้มีการนำเอาสารสกัดจากใบหม่อนมาใช้ในตำรับเครื่องสำอาง โดยเฉพาะที่ทำให้หน้าขาว เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อม
ปชช.ชาวภูเก็ตและผู้ประกอบการ แห่ประมูลปลาสดที่ปลายแหลมสะพานหิน หลังเทศบาลนครภูเก็ตร่วมกับชมรมตกปลาจังหวัดภูเก็ต จัดแข่งขันกีฬาตกปลาจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 8 นำรายได้มอบการกุศล เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (2 เม.ย.60) บรรยากาศที่บริเวณลานด้านหน้าศาลเจ้ากิ้วเทียนเก้งสะพานหิน อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งมีการแข่งขันกีฬาตกปลาจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 8 ได้มีประชาชนชาวภูเก็ตนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจำนวนมากมาร่วมชมและประมูลปลาจำนวนมาก ซึ่งนักตกปลามืออาชีพทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 100 ชีวิต (25 ทีม)ร่วมแข่งขันตกมาได้ซึ่งมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายชนิด อาทิ เช่น ปลาอินทรี/ปลาวาฮู ปลาสาก ปลาอีโต้มอญ ปลาสละ ปลาช่อนทะเล ปลาเรนโบว์ ปลากะมงพร้าว ปลากระพงขาว ปลากระพงแดง ปลาเก๋าลาย ปลาเก๋าเพลิง ปลาหางแข็ง ปลาโอ ปลาทูน่า ปลาช่อนทะเล และปลาชนิดอื่นๆ กว่า 20 ชนิด ก่อนที่จะกลับเข้าฝั่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้นำขึ้นชั่งน้ำหนักรวมคะแนน ก่อนนำมาแขวนบนราวเหล็ก เพื่อเปิดให้มีการประมูลนำรายได้มอบคืนให้ผู้ร่วมแข่งขัน และส่วนหนึ่งนำมอบให้การกุศล และสมทบทุนปรับปรุงพลับพลาที่ประทับพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกี
ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชม โดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียว ตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ แน่นไปหมด ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียง จนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ แต่ไหนแต่ไรมา
เมื่อวันที่ 30 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่จังหวัดนครพนม ในช่วงหน้าแล้งอากาศร้อนอบอ้าวทั้งกลางวันและกลางคืนจะมีแมลงหน้าร้อนจำนวนมากหลายชนิดที่บริโภคได้ ซึ่งชาวบ้านในชนบทหลายพื้นที่จะนิยมออกหาหรือใช้เทคนิคภูมิปัญญาท้องถิ่นดักจับแมลงหน้าร้อน เช่นแมงจีนูน แมงแคง แมงขนุน จักจั่น ไว้เป็นอาหาร โดยเฉพาะชาวบ้านเหล่า ต.นาคำ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งนิยมบริโภคแมลงเป็นมาก นายวิชิต สมรฤทธิ์ ชาวบ้านเหล่ารายหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากบ้านเหล่ามีสภาพป่าธรรมชาติจะสมบูรณ์มากจากการอนุรักษ์ป่าชุมชนของชาวบ้าน จึงทำให้มีแมลงหลายชนิดจำนวนมาก โดยชาวบ้านที่นี่จะรู้ว่าแมลงชนิดไหนบริโภคได้ตลอดจนวิธีการดักแมลง เช่น จักจั่น แมงจีนูน แมงขนุน กุดจี่ แมลงซอน ฯลฯ วิธีการดักแมงจีนูนนั้นชาวบ้านได้ทำไม้ไผ่ยาว 7-8 เมตร ตัดก้นขวดพลาสติกเปิดฝา นำถุงพลาสติก สวมก่อนนำยางรัดแล้วมัดติดที่ปลาย ก่อนจะออกไปล่าแมลงทั้งแมงจีนูน แมงแคง แมงขนุน ตามต้นไม้ที่มีใบอ่อน ในพื้นที่ป่าชุมชนท้ายหมู่บ้านวันหนึ่งหาได้ 700-1,000 ตัว นำมาประกอบอาหารเช่นทอด แกงต่างๆ ตำป่น ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำไปขายสร้างรายได้ ซึ่งในแต่ละปีจะหากินแมลงได้ในเพียงช่
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม การหาหนูนากลายเป็นของคู่กันกับท้องถิ่นที่มีอาชีพการทำนา ซึ่งสามารถหาได้ทั้งช่วงทำและหลังทำนา ด้วยเครื่องมือหลากชนิด แต่ชาวบ้านในบริเวณทุ่งนาตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการทำลวดผูกติดกับไม้ไผ่ทำเป็นบ่วงจับหนูนาขาย บวกความขยันความชำนาญในการดูทางเดินของหนูนา วางบ่วงตามเส้นทางเดินของหนู ตามหัวไร่ปลายนา จนสามารถจับหนูนาส่งขายเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว นายสมพงษ์ ศิริสุข อายุ 63 ปี ประชาชนในหมู่ 4 ตำบลราชสถิตย์ เปิดเผยว่า ตนเป็นข้าราชการเกษียณและได้หาหนูนาขายเป็นอาชีพเสริม ซึ่งต้องใช้ความขยัน อดทนและสำคัญต้องมีความรู้และความชำนาญในการดูทางเดินของหนู แต่นับเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงาม โดยการใช้ไม้ไผ่มาผ่าเป็นท่อนแล้วเหลาทำเป็นคันดักหนู กว้าง 2 เซนติเมตร สูงประมาณ 90 เชนติเมตร ผูกด้วยลวดทำเป็นบ่วงสำหรับดักหนูประมาณ 100 อัน พร้อมทำการติดธงสัญลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อสะดวกในการเก็บกู้ พอเข้าช่วงเย็นก็จะขี่รถจักรยานยนต์พร้อมลูกชาย ออกไปเก็บบ่วงกับดักหนูตามคันสวนและตามคันนาที่คาดว่าจะมีหนูนาอาศัยอยู่ โดยต้องหาดูร่องรอย ทางเดินของหนูนา
ถ้านับการเดินทางไปเชียงของนั้น ฉันไปมามากกว่าสิบครั้ง แต่เชื่อไหมว่าไปทุกครั้งก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง เชียงของเป็นเมืองมีเสน่ห์ สวยทุกมุม ทุกฤดูกาล แม้แต่วันนี้…วันที่เรามาชุมนุมกันเพราะมีปัญหา…ได้โปรดอย่าผ่าน แม้ว่าคำว่ามีปัญหาจะผ่านเข้ามา อยากจะเล่าถึงครั้งแรกที่ไปเชียงของก่อนนะคะ ความสุขแรก ช่วงนั้นเป็นนักข่าวฝึกหัดอยู่ที่หนังสือเกษตรวันนี้ บก. สั่งให้เดินทางไปเชียงของเพื่อไปดูปลาบึกที่แม่น้ำโขง นั่นคือการเดินทางไกลครั้งแรกของนักข่าวฝึกหัดที่ทำข่าวครั้งแรก มีนักข่าวหลายสำนัก มีรถออกจากกระทรวงเกษตรฯ ตอนเย็น แต่นักข่าวฝึกหัดไปไม่ทันรถ โทร. กลับไปหา บก. คิดว่าท่านพูดว่า ไปไม่ทันก็กลับมาไม่ต้องไปแล้ว แต่ที่ไหนได้ท่านบอกว่า ให้นั่งรถประจำทางตามไปเลย เป็นอันว่าต้องนั่งรถไปคนเดียวและทำข่าวอยู่คนเดียว ความคลาดเคลื่อนบางครั้งก็ดีงาม เป็นจังหวะของเวลา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้าว่าเราเหมาะที่จะเป็นนักข่าวได้ไหม เพราะแทนที่จะตรงไปเชียงของเลย นั่งรถไปที่พะเยาเพื่อไปสถานีประมงน้ำจืดก่อน เพราะทีมนักข่าวจะแวะไปที่นั่นก่อน ตั้งใจจะไปรวมกลุ่มกับพวกเขาปรากฏว่าเขาออกเดินทางไปเ
ในยุคนี้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จะขายอยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากเรื่องคุณภาพที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยราคาที่ต้องสมเหตุสมผลแล้ว อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องนวัตกรรม ซึ่งทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ “หญ้าแฝก” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้ปลูก วันนี้กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว แม้จะเป็นวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ประมาณ 20 คน แต่ก็มีสินค้านวัตกรรมที่ทำให้หลายคนทึ่งในภูมิปัญญาของคนที่นี่ โดยได้นำหญ้าแฝก ซึ่งเป็นหญ้าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแนะนำให้ปลูกเพื่อป้องกันหน้าดินพังทลายมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้ารวมกับฝ้าย ทำให้ได้ผ้าฝ้ายผสมหญ้าแฝก ซึ่งถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแรกที่ทอผ้าดังกล่าว แต่ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงระยะนำร่อง ยังไม่ได้มีวางขายทั่วไป คุณนิ่มนวล นาโพตอง ประธานกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม เล่าว่า คนในหมู่บ้านพื้นเพดั้งเดิมมาจากภาคอีสาน ซึ่งมีการทอผ้าหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม ผ้าทำฟูกที่นอน และผ้าถุง หรือผ้าขาวม้า เพื่อใช้สอยในครัวเรือน เป็นของฝาก ของรับไหว้ในงานแต่ง ของที่ระลึกในงานบุญ และเทศกาลต่างๆ พอเหลือใช้ จึงแบ่งขายบ้างเ
ที่นี่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีประเพณีแตกบ้าน โดยชาวบ้านจะหอบลูกจูงหลานออกจากบ้าน ไป รับประทานอาหาร ตามทุ่งนานอกหมู่บ้าน ทำพิธี นั่งนอน โดยมีแม่หม้ายเป็นคนไปเรียกให้ออกจากหมู่บ้าน จากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. จึงพากันกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสร้างกล ให้เภทภัยหายไป คำว่า “แตกบ้าน” หมายถึงการอพยพเคลื่อนย้ายบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะบ้านเดิมมีเหตุเภทภัยต่างๆ นานา อาจเพราะเกิดโรคระบาดรุนแรง มีผีสางนางไม้อาละวาดในหมู่บ้าน มีผีห่าลงกินคนและสัตว์หรือเพราะความฝันและทำนายของพ่อกะจ้ำ (ผู้นำทางจิตวิญญาณให้หนีจากที่เดิม) ตลอดจนกลัวสัตว์ร้ายต่างๆ จะมาทำอันตราย ฯลฯ นั่นคือ ความหมายของการแตกบ้านที่เกิดจากสภาพจริง แต่ประเพณีการแตกบ้านในที่นี้คือการทำพิธีแตกบ้านหรืออพยพย้ายบ้านตามประเพณีความเชื่อเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันยังมีการปฏิบัติอย่างมากมายและค่อนข้างจะเคร่งครัดในบางท้องถิ่น ซึ่งมีความเป็นมาการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ความเป็นมา การแตกบ้านไม่มีใครทำการศึกษาและมีหลักฐานอ้างอิง จึงไม่ทราบความเป็นมาที่ชัดเจน ถามจากคนเฒ่าคนแก่ก็บอกทำตามประเพณีเกี่ยวกับวันอุบาทว์ วันอัปมงคลที่พ่อพราหมณ์กล่าวไ
ชาวประมงริมทะเลในหลายพื้นที่ ของ จ.สตูล 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ท่าแพ อ.ละงู และอำเภอทุ่งหว้า ต่างนำเรือประมงลำน้อยออกล่าแมงกะพรุนลอดช่อง แทนการออกหาปลาในท้องทะเล หลังฤดูนี้มีแมงกะพรุนชุกชุม ในท้องทะเลอันดามัน ทำให้เหล่าบรรดาแม่บ้าน ที่อาศัยริมชายฝั่งออกมารับจ้างในการแปรรูปทำแมงกะพรุนให้กับ พ่อค้าต่างถิ่น ที่เดินทางเข้ามารับซื้อแมงกะพรุนกันถึงหมู่บ้าน สร้างงาน รายได้งดงาม ให้ชาวประมงในหลายพื้นที่ จ.สตูลกันคึกคัก เหมือนอย่างเช่น จุดรับซื้อและแปรรูปแมงกะพรุน บ้านหาดทรายยาว หมู่ที่ 2 ต.ตันหยงโป อ.เมืองสตูล บรรดาแม่บ้านชาวประมงเรือเล็ก และหนุ่มสาว ว่างงาน ออกมารับจ้างในการแปรรูปแมงกะพรุน ด้วยกรรมวิธีในการถนอมอาหารก่อนส่งต่อไปยังบริษัทต่างประเทศที่รอรับซื้ออีกทอดหนึ่ง นายอับดุลฮาลีม ฮะยีบิลัง อายุ 56 ปีและนายมังซุร ฮะยีบิลัง อายุ 18 ปี บ้านเลขที่ 75 หมู่ 2 บ้านหาดทรายยาว ต.ตันหยงโป อ.เมือง สองพ่อลูก เล่าว่า หลังไม่ได้ทำประมงโพงพางเพราะกฎหมายไม่อนุญาต ก็นำเรือออกล่าแมงกะพรุนมาร่วมสัปดาห์แล้ว นำเรือออกไปตั้งแต่เช้ากลับมาใกล้เที่ยง ได้แมงกะพรุนลอดช่องครั้งละไม่น้อยกว่า 200 ตัว พ่อค้ารั
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่สนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา นายเดชอิศม์ ขาวทอง ประธานกรรมการบริหารสนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ได้จัดการแข่งขันศึกวัวชนคู่แห่งศักดิ์ศรีนัดพิเศษแห่งปีของวงการวัวชนในภาคใต้อีกครั้ง โดยคู่เอกของรายการเป็นการพบกันของ 2 สังกัดค่ายวัวชนชื่อดังแห่งแวดวงการเมืองใหญ่ใน จ.สงขลา ระหว่าง”โคโหนดหลังขาวชัยชนะ”สังกัดค่ายของ นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทีมการเมืองดังฝั่ง อ.หาดใหญ่ กับ”โคแดงพลังสิงห์เจ้าปัญญา”หรือไอ้ทิว สังกัดค่าย นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ หรือ “ส.จ.เอก” สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)สงขลา เขต อ.สิงหนคร ทีมฟากนักการเมืองดังแห่งคาบสมุทรสทิงพระและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นายเดชอิศม์ เผยว่า คู่นี้เริ่มแรกมีเงินเดิมพันรวมกันแค่ 4 ล้านบาท ฝ่ายละ 2 ล้านบาท แต่จนถึงวันแข่งขันมีวงเงินเดิมพันสูงถึง 24 ล้านบาท ฝ่ายละ 12 ล้านบาท และเป็นสถิติใหม่ของสนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จากเดิมที่คู่ของโคแดงหนึ่งในเขา หรือไอ้แดง กับโคนิลแซมเพชรทองแท้ หรือไอ้ดำวังนา สร้างสถิติไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในวงเงินเดิมพันสูงถึง 20 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวร
