เทคนิคเกษตร
คนไทยกับต้นกล้วยเป็นความผูกพันมาช้านาน แม้วันนี้เราจะใช้ใบตองกล้วยน้อยลง หรือเลิกใช้เชือกกล้วยไปแล้วก็ตาม แต่ประเพณีชีวิตคนไทยกับต้นกล้วยยังแยกกันไม่ได้ ไม่ว่าพิธีขึ้นบ้านใหม่ หรือขบวนแห่ขันหมากแต่งงานก็จะขาดต้นกล้วยไม่ได้ ไปจนถึงพระราชพิธีพระบรมศพก็ยังมีการแทงหยวกกล้วยเป็นลวดลายประกอบพระเมรุ ที่สำคัญคือ เครื่องบายศรีใหญ่น้อยทั้งหลายที่ใช้ในพิธีศักดิ์สิทธิ์ล้วนทำมาจากใบตองที่นำมารีดเป็นกลีบเป็นกรวยสวยงาม อันเป็นที่มาของคำสำคัญที่ผูกพันชีวิตคนไทยกับต้นกล้วยว่า “พิธีรีตอง” ข้างต้นเป็นเรื่องของกล้วยกับประเพณีไทย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการ “กินกล้วยเป็นอาหารและยา” ซึ่งดำรงอยู่ในวัฒนธรรมโภชนาการและแพทย์พื้นบ้านไทยมาแต่โบร่ำโบราณไม่ขาดสายมาจนถึงทุกวันนี้ คนไทยรู้จักกินกล้วยหลายชนิด แต่ที่ฮิตที่สุดก็คือ “กล้วยน้ำว้า” นอกเหนือจากประโยชน์ทางด้านอาหารแล้ว กล้วยยังมีคุณค่าอนันต์ในทางยา หมอพื้นบ้านใช้ใบตองอ่อนที่ยังม้วนอยู่ นำมาอังไฟสำหรับประคบรักษาอาการปวดหน้าอก อาการอักเสบพุพองของผิวหนัง หรือนำมาต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย บิด แก้ผื่นคัน สมัยที่ยาเพนิซิลลินหายาก น้ำคั้นสดจากหยวกกล้วยช่วยเยียวยาโรคหนองใน
ลุงวุฒิ หรือ นายวุฒิศักดิ์ พรมแก้ว เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการเลี้ยงสัตว์ ประจำปี พ.ศ. 2566 ได้เปิดฟาร์มเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ฟาร์มแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลบางวัน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา โทรศัพท์ 083-104-2252 ลุงวุฒิเป็นผู้นำรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่สัตว์ปีกอารมณ์ดี อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ที่นี่เน้นเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระในสวนปาล์มน้ำมัน ช่วยให้แม่ไก่มีชีวิตที่ดีขึ้น และใช้สูตรสมุนไพรแทนยาปฏิชีวนะ สามารถเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ดีกว่าการปลูกปาล์มน้ำมันเพียงอย่างเดียวหลายเท่าตัว ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้รับใบรับรองมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในระบบฟาร์มการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ขังกรง (Cage-Free) จากบริษัท คะตะลิสต์ วิสาหกิจเพื่อสังคมและได้เรียนรู้ทักษะในการจัดการฟาร์มไก่ไข่ที่ยั่งยืน เน้นวิธีการเลี้ยงที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการดูแลสุขภาพสัตว์ให้ได้มาตรฐานสากล ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งช
ภาวะโลกรวน (Climate Change) ทำให้แมลงศัตรูพืชเพิ่มจำนวนและระบาดหนักขึ้น เพราะอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้แมลงเผาผลาญพลังงานเร็วขึ้น กินพืชมากขึ้น ขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้นแล้ว ยังขยายพื้นที่ระบาดไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสลายตัวเร็วขึ้น ลดประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ทำให้เกษตรกรหลายคนประสบปัญหา แมลงศัตรูพืช “ ดื้อยา-ไม่ตาย” หลังพ่นใช้สารเคมีป้องกันกำจัดในอัตราส่วนเข้มข้นเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ที่มาของ “การดื้อยา” “การดื้อยา” หรือ การที่ศัตรูพืชต้านทานสารเคมี เกิดขึ้นได้จากการใช้สารเคมีที่ผิดวิธี หรือใช้ในอัตราที่ไม่เหมาะสม ทำให้ศัตรูพืชสร้างกลไกการต้านทานขึ้น เพื่อต้านทานสารเคมีชนิดนั้นๆ ส่งผลให้เกิดการดื้อยาในศัตรูพืชรุ่นลูกและรุ่นหลาน ทำให้สารเคมีที่เกษตรกรเคยใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถจำกัดแมลงได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากต้องพ่นสารเคมีซ้ำหรือใช้ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้กลับมีคุณภาพและปริมาณลดลง วิธีป้องกันศัตรูพืชดื้อยา กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำวิธีป้องกันศัตรูพืชดื้อยา
ปุ๋ยเคมีก็แพงหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันดีกว่า สัตว์บางตัวที่เลี้ยงไว้ในฟาร์มมีประโยชน์กว่าที่คิด โดยเฉพาะ “ขี้” เป็นธาตุอาหารและยาบำรุงชั้นดีของพืชผัก ที่เกษตรกรบางคนสามารถสร้างรายได้เสริมได้จากการเลี้ยงไส้เดือน วัว หมู และสัตว์ชนิดอื่นๆ สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยคอกได้ ช่วยลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยไปได้เยอะ ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาจากมูลสัตว์ ที่ถูกเลี้ยงเอาไว้ในวงจรของเกษตรผสมผสาน ปุ๋ยคอกที่ใช้อาจเป็นมูลของสัตว์ชนิดไหนก็ได้ ปุ๋ยคอกที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ต้องเป็นมูลสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อย่อยสลายก่อน ถึงจะทำให้พืชสามารดูดซึมธาตุอาหารที่มีไปใช้ประโยชน์ได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมมูลสัตว์ต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นปุ๋ยคอก ใช้ยังไงให้ถูกเหมาะสมกับพืชที่ปลูกไปดูกันเลย 🐷มูลหมู มูลหมูเป็นมูลสัตว์ที่มีปริมาณธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช มูลหมูเป็นปุ๋ยคอกที่ดีสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่ต้องการฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง การใส่มูลหมูควรพิจารณาจากปริมาณธาตุอาหารที่ต้องการของพืชและสภาพดิน โดยควรใส่มูลหมูที่แห้งสนิทเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อโรคแล
ในสภาวะวิกฤตโรคระบาด ภัยคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 ไข้เลือดออก หรือแม้แต่ไข้หวัดธรรมดาๆ ที่คนบ้านเราประสบพบเจอมาชั่วนาตาปี เมื่อก่อนการเข้าถึงยารักษาโรค ที่นักการแพทย์คิดค้นขึ้นมา ใช้รักษาคนไข้ให้หายจากโรคภัยหลายๆ อย่าง เข้าถึงยาก เพราะยาหายาก ราคาสูง แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็เช่นเดียวกัน เข้าได้ไม่ทั่วถึง และยาบางตัวก็มีราคาสูงเท่าทองคำ แต่คนเรามันก็ยังเวียนว่ายอยู่ในโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นนั้น จึงมีการคิดค้น เอาองค์ความรู้สมัยเก่าก่อน ที่เรียกว่า “ภูมิปัญญา” มาใช้ หรือประยุกต์บ้าง โดยเฉพาะภูมิปัญญาด้านยารักษาโรค ที่เรียกกันว่า “สมุนไพร” หลายท่านคงรู้จักพืชชนิดนี้ “กะเพรา” พืชที่เป็นทั้งผัก เป็นทั้งสมุนไพร ที่รู้จักกันมี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง ทั้ง 2 อย่างเป็นผักมากคุณค่าเหมือนกัน นำมาทำอาหารได้หลายอย่าง แต่กะเพราแดง หายากกว่า ไม่ค่อยมีแพร่หลายเหมือนกะเพราขาว กะเพราแดงมีกลิ่น รส หอมฉุนรุนแรงกว่า นิยมนำมาเป็นยามากกว่านำมาทำอาหาร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะนำมาทำอาหารไม่ได้ เพียงแต่เป็นผักที่หายากกว่าเท่านั้นเอง ก็มีกระจายไปอยู่ในสวนที่ต่างๆ แต่ไม่ค่อยพบที่ปลูกก
เชื่อหรือไม่ เห็ดที่มีจำหน่ายในตลาดทุกชนิด มีสารที่สำคัญในการเสริมภูมิให้แก่ร่างกายมนุษย์ได้ เห็ดทุกตัวมีคุณสมบัติเป็นยาต่างกัน ดังนั้น เวลานำเห็ดไปปรุงเป็นอาหาร ควรใช้มากกว่า 1 ชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลายในการบำรุงร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น เห็ดมอเรล ช่วยบำรุงปอดและสมอง เห็ดเยื่อไผ่ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ประสาทที่เสื่อม เห็ดเยื่อไผ่ ใช้ทำเครื่องสำอาง ช่วยบำรุงผิวได้ดีกว่าครีมหอยทาก เห็ดหัวลิง ใช้บำรุงสมอง เห็ดเผาะ, เห็ดถอบ ช่วยบำบัดอาการเบาหวาน เห็ดพิมาน ช่วยบำรุงต่อมลูกหมาก เห็ดนางรม, นางฟ้า ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไขมันในเลือด เห็ดลมหรือเห็ดกระด้าง เห็ดหอม และเห็ดแครงหรือเห็ดตีนตุ๊กแก มีสารต้านมะเร็งสูง ญี่ปุ่นใช้สารสกัดจากเห็ดแครงรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เห็ดหูหนูดำและเห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงเลือด เห็ดเป็นยา ดีต่อสุขภาพ “ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล” อดีตผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเห็ดองค์การสหประชาชาติ (ระหว่างปี 2524-2548) และผู้ก่อตั้งสถาบันอานนท์ไบโอเทค อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี กล่าวว่า “เห็ดทุกชนิดมีสารสำคัญ” ที่สามารถนำไปทำเป็น “ยารักษาโรค” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ ยก
มะนาวถือเป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน แทบทุกบ้านต้องมีติดไว้ ไม่ว่าจะใช้ปรุงอาหาร คั้นน้ำ หรือเพิ่มรสชาติให้เมนูธรรมดากลายเป็นจานอร่อย ที่สำคัญมะนาวยังเป็นพืชที่ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ และถ้าหากมีการปลูกและดูแลดี ยังสามารถต่อยอดสร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย สำหรับใครที่เคยต้องซื้อมะนาวในราคาสูง โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง แถมยังต้องลุ้นว่ามะนาวที่ซื้อจะมีน้ำหรือไม่ การปลูกมะนาวไว้กินเองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย มะนาวปลูกได้ทุกบ้าน เพียงเลือกสายพันธุ์ให้ตรงพื้นที่ ประเทศไทยมีมะนาวให้เลือกปลูกหลากหลายสายพันธุ์ ตามความชอบและความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมะนาวแป้น มะนาวนิ้วมือ มะนาวหวาน มะนาวตาฮิติ มะนาวไร้เมล็ด มะนาวแป้นรำไพ มะนาวเลมอน ไปจนถึงมะนาวยักษ์ แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่น ข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกันไป บางพันธุ์น้ำเยอะ เปลือกบาง บางพันธุ์ทนแล้งดี เหมาะปลูกเชิงการค้า ซึ่งมะนาวจัดเป็นพืชที่ปลูกขายก็ทำเงินดี ปลูกไว้กินเองก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเห็นผล เมื่อเลือกสายพันธุ์ได้แล้ว ขั้นต่อมาคือการเลือกพื้นที่ปลูก ใครมีพื้นที่สวนก็ปลูกลงดินได้ตามสะดวก แต่สำหรับบ้
โรงเรียนวัดเกาะแก้ว หมู่ที่ 1 บ้านเกาะแก้ว ตำบลบางตะบูนนอก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่บนพื้นดินที่ยื่นออกไปในท้องน้ำ จึงเรียกว่าเกาะแก้ว จึงประสบปัญหาดินเค็มแม้กระทั่งน้ำโดยรอบก็เป็นน้ำเค็ม นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพาะปลูกพืช ครูและนักเรียนมีความพยายามใช้พื้นที่ของโรงเรียนเพียงน้อยนิด ให้เกิดประโยชน์โดยการสร้างแปลงผักสวนครัว และตั้งใจทำแปลงไม้พื้นถิ่น เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ อาจารย์พจน์ และ อาจารย์อำภรรณ ใจแสน ครูที่ปรึกษาด้านเกษตร พยายามช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องดินเค็ม รวมถึงน้ำเค็มที่มีอยู่รอบโรงเรียน ซึ่งวิธีแก้ปัญหาอย่างง่ายที่สามารถทำได้คือ การเลือกพืชที่เหมาะกับดินเค็มมาปลูก ส่วนใหญ่เป็นพืชสวนครัว เช่น ตะไคร้ กะเพรา โหระพา พริก และพืชกินใบ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง และผักกาดขาว ไม้ยืนต้นอื่นๆ ไม่สามารถปลูกได้ เพราะเมื่อรากของไม้ยืนต้นหรือไม้ผลเริ่มลงรากลึกก็พบกับน้ำเค็ม ทำให้หยุดการเจริญเติบโต ครูและนักเรียนลองผิดลองถูกมาตลอด เคยลองปลูกแตงกวา บวบงู ตอนแรกก็งามดี พอเริ่มติดลูกก็จะแกร็น ส่วนมะม่วงเจริญเติบโตดีได้สักระยะ ใบก็เริ่มเหี่ยวแห้งตาย เมื่อเรารู้ว่าดินของ
เมื่อเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนเริ่มมองหาวิธีเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตและครอบครัว ทั้งเรื่องการงาน การเงิน และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากการจัดบ้าน ทำความสะอาดใหญ่ และปรับฮวงจุ้ยแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานคือการปลูกต้นไม้มงคล ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความร่มรื่นและความสวยงามให้บ้าน แต่ยังเชื่อกันว่าสามารถเสริมพลังบวกและโชคลาภให้กับผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวม 9 ต้นไม้มงคลที่เหมาะกับการปลูกเพื่อเสริมดวงรับปีใหม่มาฝาก จะมีชนิดไหนบ้างตามไปดูกันเลย 1. ต้นวาสนา เป็นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกเพราะชื่อสื่อถึงโชคชะตาและโอกาสชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการยืนยัน แต่ในวงความเชื่อ หากใครดูแลจนต้นออกดอกและส่งกลิ่นหอมจะถือเป็นสัญญาณแห่งสิริมงคล กำลังมีโชคลาภหรือข่าวดีเข้ามาสู่ครอบครัว ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงพลังแห่งปัญญา ความมั่นคง และโชคลาภเข้ามาในบ้าน เป็นต้นไม้ที่ออกดอกยากอีกชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่จะออกดอกในช่วงฤดูหนาว ปลายเดือนพฤศจิกายน-มกราคม หรือหากอยู่ในพื้นที่อากาศเย็นก็อาจจะออกดอกได้ง่ายยิ่งขึ้น ดินที่เหมาะสำหรับปลูกต
👒Lava Laweng ผลิตภัณฑ์ปักมือ Handmade จากกลุ่มแม่บ้าน บ้านลาเวง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ปักผ้าด้วยมือของสมาชิกในชุมชนบ้านลาเวง เริ่มต้นการฝึกฝนการปักผ้าด้วยมือแบบการปักซอย เป็นการปักผ้าโบราณของไทยด้วยวิธีปักขึ้นลงถี่ๆ สับหว่าง แซม และโค้งไปตามลวดลายภาพต้นแบบ สู่การต่อยอด สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน 🧕🏻คุณเจ๊ะนาตีป๊ะ มะหอและ ประธานวิสาหกิจชุมชน ผ้าคลุมผมสตรีบ้านลาเวง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเกิดวิสาหกิจชุมชนผ้าคลุมผมสตรีบ้านลาเวง เกิดขึ้นจากชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกรีดยางพารา หลังราคายางถูกลง ชาวบ้านในชุมชนมีความถนัดในการเย็บผ้า ปักผ้า ชาวบ้านในชุมชนเป็นสมาชิกของศิลปาชีพก็นำมารวมกลุ่มกันเอาสมาชิกที่มีความถนัดในการเย็บผ้า ปักผ้า ช่วยกันผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อนำมาขาย เพื่อประกอบทำเป็นอาชีพ จากเดิมมีอาชีพหลักอยู่แล้ว อันนี้ถือเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่มให้กับครัวเรือน 🧵แรกเริ่มด้วยทำเป็นผ้าคลุมผมสตรีก่อน หลังได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงมีการพัฒนาออกมาเป็นสินค้ารูปแบบต่างๆ เพราะว่างานฝีมือสามารถอยู่ได้บนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยางรัดผม เข็ม
