เทคนิคเกษตร
ตามที่ กทม. ได้มีการประกาศปรับขึ้นค่าเก็บขยะ 3 เท่า เริ่มตุลาคม 2568 บ้านไหนช่วยแยกขยะลดเหลือ 20 บาทต่อเดือน สมัครลดค่าขยะได้แล้วผ่านแอป BKK WASTE PAY โดยอัตราค่าเก็บขนและกำจัดมูลฝอยทั่วไป แบ่งเป็นรายเดือนและเป็นครั้งคราว สำหรับรายเดือน กรณีที่มีปริมาณขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อเดือน (ค่าเก็บและขนเดือนละ 30 บาท ค่ากำจัดเดือนละ 30 บาท) แต่หากมีการคัดแยกขยะและลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กรุงเทพมหานครกำหนด จะจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าเดิมที่เคยจ่าย คือเดือนละ 20 บาท (ค่าเก็บและขนเดือนละ 10 บาท ค่ากำจัดเดือนละ 10 บาท) กรณีที่มีปริมาณขยะมากกว่า 20 ลิตรต่อวัน แต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 120 บาทต่อ 20 ลิตร และกรณีที่มีปริมาณขยะเกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 8,000 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร (ค่าเก็บและขน 3,250 บาท และค่ากำจัด 4,750 บาท) วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงได้นำวิธีการทำถังหมักเศษอาหาร เพื่อเปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยมาฝาก ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายมากๆ ใช้งบเพียงหลักสิบ แต่จะมีบางอุปกรณ์ที่อาจจะต้องขอยืมเพื่อนบ้างมาใช้บ้าง วิธีการทำถังหมักOK อุปกรณ์ 1. ก
“หญ้าเนเปียร์” หรือ “หญ้าบาน่า” เป็นหญ้าที่ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายและไม่เป็นพิษต่อสัตว์อีกด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว แพะ แกะ ปลา ไก่ นิยมนำมาปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารหยาบเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม เพื่อช่วยลดต้นทุน มีคุณค่างทางอาหารสัตว์สูง เป็นหญ้าที่มีโปรตีนสูงอีกด้วย รวมถึงสามารถเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง สามารถเก็บเกี่ยวต้นได้ตลอดทั้งปี และเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปีต่อการปลูก 1 ครั้ง ช่วงหน้าแล้งหญ้าเนเปียร์จะโตช้า การนำหญ้าเนเปียร์สดมาบด ปั่น ตากแห้งเก็บไว้ในช่วงหน้าแล้ง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่ทำกัน โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการปลูกอ้อย เป็นพืชที่ดูแลง่าย ใช้ระยะเวลาให้ผลผลิตประมาณ 45 วัน ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยทั่วไปควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ ชื่อสามัญ : King grass ชื่อวิทยาศาสตร์ : P. purpureum King grass ต้นประเทศที่นำเข้า : ประเทศอินโดนีเซีย ปีที่นำเข้า : มกราคม 2533 ผู้นำเข้า : นายชาญชัย มณีดุล ลักษณะเด่นชัด : ลำต้นสูง แตกกอ
บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของการทำเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ แบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่ง 30% ส่วนแรกสำหรับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มพูนรายได้ ส่วนที่ 2 แบ่ง 30% สำหรับเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว การปลูกไร่อ้อย และหญ้าเนเปียร์ หญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างซึ่งกำลังนำหญ้าชนิดนี้มาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรได้รายได้ดี ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร (วษท.กำแพงเพชร) แนะนำเคล็ดลับการทำ ปุ๋ยโบกาฉิ ซึ่งผู้คิดค้นคนแรกคือ ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ คำว่า โบกาฉิ (Bokashi) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า การหมัก (Compost) การทำปุ๋ยโบกาฉิ เป็นการทำปุ๋ยหมักด้วยอินทรียวัตถุ ที่หมักด้วยจุลินทรีย์ EM มาประยุกต์ใช้โดยผ่านกระบวนการหมักแบบแห้ง มีการผสมกากน้ำตาลเข้าไปเพื่อช่วยในกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ก่อนจะหมักด้วยวัตถุดิบตามสูตรจนได้ที่และนำไปใช้ให้เกิดผลดีในการปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและมีคุณภาพในการเพาะปลูกพืช การทำปุ๋ยโบกาฉิ การทำปุ๋ยโบกาฉิ มีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากเตรียม วัสดุ อุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ มูลสัตว์ แกลบดิบ รำละเอียด จุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล น้ำสะอาด วิธีทำ ขั้นที่ 1. เตรียมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล ใส่ลงน้ำในถังที่เตรียมไว้ ขั้นที่ 2. นำมูลสัตว์ และรำละเอียดผสมให้เข้ากัน ขั้นที่ 3. นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกพอหมาดๆ นำมาคลุกกับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากัน ความชื้นประมาณ 40-50% (กำแล้ว ไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ) ขั้นตอนการหมัก นำส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน ถุงปุ๋ย ที่อาก
การปลูกข้าวในพื้นที่นาดินทราย ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการปลูกข้าว เพราะดินทรายไม่อุ้มน้ำ เนื่องจากมีทรายเป็นองค์ประกอบหลักถึง 85% ทั้งดินมีธาตุอาหารต่ำ โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม (K) ที่มีน้อยกว่าดินชนิดอื่นๆ ดังนั้น การปลูกข้าวนาดินทรายจึงต้องอาศัยการปรับปรุงโครงสร้างดิน รวมทั้งเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพดิน เช่น พันธุ์ข้าวเบาที่เก็บเกี่ยวได้เร็ว รวมทั้งใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับตามระยะการเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงแตกกอ และระยะตั้งท้องเพื่อบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์ ต้านทานโรคได้ดี เพิ่มน้ำหนักรวง ให้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพและปริมาณสูง คุณจำเนียร วราหะ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อำเภอทับทัน จังหวัดอุทัยธานี เข้าใจคุณสมบัติของนาดินทรายว่ามีความสมบูรณ์ของดินต่ำ และต้องบำรุงเพิ่มธาตุอาหารให้ดินอุดมสมบูรณ์ โดยใช้ปุ๋ยซอยล์เมตเป็นตัวช่วยทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ข้าวแตกกอดี รวงใหญ่ได้น้ำหนัก และได้ผลผลิตคุณภาพสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำนายุคใหม่ต้องปรับตัวให้ทันโลก คุณจำเนียรรักในอาชีพการเกษตร โดยสืบทอดอาชีพทำนาจากพ่อแม่ พัฒนาตัวเองสู่การเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้ทันโลก เพราะทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร
“ยุง” มักสร้างความรำคาญให้กับคนในบ้านไม่น้อย บินวนรอบตัวเราตลอดเวลา และยังเป็นพาหะตัวร้ายของโรคไข้เลือดออก โรคไข้มาลาเรีย หรืออื่นๆ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวม 8 สมุนไพรไล่ยุง เป็นทางเลือกจากธรรมชาติที่ช่วยป้องกันยุงไม่ให้เข้ามาในบริเวณบ้าน จะมีสมุนไพรชนิดไหนกันบ้างมาดูกันเลย 1. ตะไคร้หอม (คนทนได้ แต่ยุงไปก่อน) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon nardus (L.) Rendle ชื่อวงศ์ : POACEAE ชื่ออื่นๆ : จะไคมะขูด ตะไคร้แดง ตะไครมะขูด ข้อมูลทั่วไป มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย สรรพคุณทางยา – ราก แก้แผลในปาก – เหง้า เป็นยาบีบมดลูก ขับประจำเดือน ขับปัสสาวะ ขับระดู ขับลมในลำไส้ – เหง้าและใบ มีน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งกลิ่นน้ำหอม สบู่ มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา ใช้เป็นยากันยุงและเข้ายาอบ สรรพคุณไล่ยุง/กำจัดยุง : น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ไล่ยุง มีสารที่สำคัญคือ Citronellal และ Geraniol ความเข้มข้นที่ 10% และ 20% มีประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้ไม่แตกต่างจาก DEET (N,N-diethyl-meta-toluamide) ความเข้มข้น 20% สามารถไล่ยุงได้ 70% นานถึง 4 ชั่วโมง โดยหากเตรียมครีมเบสโดยใช้
ยายวัย 72 ปี สายลุย ปีนต้นตาลเก็บยอด สานชะลอมหนามตาลขาย สู้ชีวิตด้วยแรงกาย แม้ลูกหลานอยากให้พัก แต่ใจยังรักงานเกษตร นางอำพร ภู่ระหงษ์ หรือ ป้าตุ๊ อายุ 72 ปี ชาว อ.บางแพ จ.ราชบุรี หลังทราบว่าเป็นหญิงแกร่ง มีพละกำลังปีนต้นตาลเก็บยอดอ่อน มาสานชะลอมหนามตาลขายเป็นรายได้เลี้ยงชีพ เมื่อไปถึง ป้าตุ๊ได้พาผู้สื่อข่าวเดินทางไปในหมู่บ้าน เพื่อไปปีนต้นตาล โดยพบว่า ป้าตุ๊มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมคำล่ำลือ เคลื่อนไหวแคล่วคล่องว่องไว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถไต่ก้านตาลขึ้นไปถึงยอดที่มีความสูงเกือบ 10 เมตร จากนั้นใช้มีดอีเหน็บเล่มเล็กค่อยๆ บรรจงตัดใบอ่อนที่อยู่ใจกลางยอดออกมาใช้งาน โดยป้าตุ๊จะออกมาปีนเก็บยอดตาลสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง โดยจะจ่ายค่ายอดตาลให้กับเจ้าของต้น ในราคายอดละ 10 บาท และทำเช่นนี้มาแล้วกว่า 20 ปี ป้าตุ๊ เปิดเผยว่า ในอดีตถุงพลาสติกถือเป็นของหายากและมีราคาแพง ชาวบ้านจึงนำวัสดุจากธรรมชาติ อาทิ ไม้ไผ่ ใบมะพร้าว และใบตาล มาจักสานเป็นภาชนะและของใช้ต่าง ๆ ทั้ง กระบุง กระจาด กระด้ง และชะลอมหลากหลายรูปทรง โดยเฉพาะ “ชะลอมหนามตาล” ชาวบ้านในพื้นที่จะนิยมทำขึ้นเพื่อใช้ใส่ลู
“ส้มโอ” เป็นผลไม้ไทยเพียงชนิดเดียวที่จะมีราคาแพงช่วงในฤดู ถ้าออกนอกฤดูจะมีราคาถูกลง เนื่องจากผลผลิตส้มโอไทยจะมีการส่งออกมากที่สุดในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศกาลสารทจีน ซึ่งจะตรงกับผลผลิตส้มโอแก่และเก็บเกี่ยวขายได้พอดี ปัจจุบัน ฮ่องกง ยังเป็นประเทศที่สั่งซื้อส้มโอจากประเทศไทยมากที่สุด โดยสายพันธุ์ส้มโอที่นิยมส่งออก ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ทองดี และพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นต้น ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เจ้าของสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร กล่าวถึง 5 ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มโอ ได้แก่ 1.เงินทุน เพราะเกษตรกรที่ปลูกส้มโอ กว่าจะเริ่มเก็บผลผลิตออกขายได้ ต้องรอจนกระทั่งต้นส้มโออายุได้ 5 ปี ดังนั้น การทำสวนส้มโอ เงินทุนจะจมในช่วง 5 ปีแรก หากใครสนใจทำสวนส้มโอควรลงทุนด้วยเงินในกระเป๋าตัวเอง อย่าลงทุนโดยอาศัยเงินกู้ เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยก้อนโตกว่าในระยะ 5ปีแรก กว่าจะได้เงินสดจากการขายผลผลิต เกษตรกรควรสำรวจว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เงินทุนเท่าไร เมื่อถึงปีที่ต้นส้มโอเริ่มออกดอกติดผลแล้ว หากเกษตรกรเกิดขัดสนเงินทุนในช่วงปลายมือบ้าง ก็สามารถกู้จากธนาคารไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเว
หลายๆ คน เวลาพูดถึง “มะพร้าว”🥥 คงจะนึกถึงน้ำหอมหวาน เนื้อเนียนนุ่ม แสนอร่อย แถมมะพร้าวยังเป็นส่วนผสมที่ใส่ในขนมไทยหรือนำมาประกอบทำอาหาร🍲 สายเข้าครัววันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพามาทำความรู้จักมะพร้าวในแต่ละประเภทว่าต่างกันยังไง และนำมาทำขนมหวานอะไรได้บ้าง ไปดูกันเลย✨ . 💚 มะพร้าวอ่อน ลักษณะ : น้ำของมะพร้าวจะมีรสชาติหอมหวานละมุน เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับ : วุ้นมะพร้าวน้ำหอม เค้กมะพร้าวน้ำหอม ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน อาหารประเภทต้ม ผัด แกง ยำ เช่น ยำมะพร้าวอ่อน แกงคั่วหมูมะพร้าวอ่อน ห่อหมกมะพร้าวอ่อน 💛 มะพร้าวทึนทึก ลักษณะ : ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เนื้อค่อนข้างมัน หอม เปลือกเริ่มเป็นสีน้ำตาล เหมาะสำหรับ : ขูดเพื่อโรยหน้าหรือคลุกเคล้ากับขนม รวมทั้งทำเป็นไส้ขนมด้วย เช่น ขนมต้ม ขนมตาล ขนมเปียกปูน ขนมกล้วย ส่วนขนมที่มีไส้ทำจากมะพร้าว เช่น ขนมใส่ไส้ 🧡 มะพร้าวกะทิ ลักษณะ : เป็นมะพร้าวแก่ซึ่งมีน้ำหนักมาก เนื้อสัมผัสมีลักษณะหนานุ่ม เหนียว และมีสีขาวขุ่น มีน้ำข้นเหนียวเล็กน้อย เหมาะสำหรับ : นิยมนำมาใส่ในขนมที่กินกับน้ำกะทิ เช่น ทับทิมกรอบ ลอดช่อง ซ่าหริ่ม ❤️ มะพร้าวห้าว ลักษณะ : เป็นมะพร้าว
“การตอนกิ่งมะละกอ” ถือได้ว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยที่ไม่ต้องใช้เมล็ด เนื่องจากการปลูกมะละกอด้วยเมล็ดจะมีการกลายพันธุ์ถึง 90% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเสี่ยงมากในการปลูกเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนกับต้นแม่ ผิดกับการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ต้นพันธุ์ที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกอย่าง นายคำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559 อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแตง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ขยายพันธุ์มะละกอโดยการตอน สามารถเก็บผลผลิตได้หลังปลูกเพียง 2 เดือน เท่านั้น นายคำพันธ์ บอกข้อดีของการตอนมะละกอ ดังนี้ ได้ผลผลิตไม่กลายพันธุ์ ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยว ดูแลรักษาง่าย ต้นแข็งแรง ต้นไม่สูง ไม่หักโค่นง่าย แตกกิ่งก้านมากขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น ให้ผลผลิตเร็ว หลังจากปลูกด้วยกิ่งตอน 2 เดือน อุปกรณ์ในการตอน ประกอบด้วย…ขุยมะพร้าว ถุงพลาสติก มีดตอน เชือกฟาง “เลือกกิ่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป นับจากยอดลงมา 25-30 เซนติเมตร ใช้มีดปาดกิ่งมะละกอเฉียงขึ้นไป แล้วใช้เศษไม้หรือหินคั่นรอยปาดไม่ให้สนิทกันอย่างเดิม หุ้มด้วยตุ้มตอน ที่ทำให้พอเหมาะกับขนาดของกิ่ง ม
