เกษตรยั่งยืน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทย ในยุคที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายชุมชนเริ่มหันกลับมาทบทวนวิธีคิดและแนวทางการดำรงชีวิตของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและอาหารให้กับครัวเรือน หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนพลังของการรวมตัวของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน คือชุมชนบ้านนาเรียง ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านให้กลายเป็นแปลงผักปลอดสารของชุมชน ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน แต่ยังสร้างรายได้เสริม และก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว การขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในชุมชน โดยมี คุณบุษบา ยุบลชู ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสาร เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญที่ชวนสมาชิกในหมู่บ้านมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดหลักของโครงการคือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างรู้คุณค่า เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน รวมถึงผู้ที่สนใจการปลูกผักปลอดภัย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการผลิตอาหารของหมู่บ้าน ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 20 ครัวเร
ปิดทองหลังพระฯ น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 สานพลังขับเคลื่อนชุมชน พัฒนา 10 หมู่บ้านทั่วประเทศ สู่พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู บ้านโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านเหล่าฝ้าย อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ตัวอย่างภาคอีสาน นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทางมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาร
ในพื้นที่ตำบลหนึ่งที่ผู้คนกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเกษตรคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานาน แต่ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่ไร่มาเสมอ คือกองซากซังข้าวโพด เศษไม้ และวัสดุเหลือทิ้งในแปลงที่ย่อยสลายยาก ชาวบ้านจึงทำอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำ คือ “เผา” เพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ในครั้งถัดไป จนวันที่แนวคิดใหม่เริ่มผลิบานขึ้นในใจของ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มองเห็นปัญหาที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมของเสียที่ดูไร้ค่า จะกลายเป็นประโยชน์ไม่ได้?” เพราะทำให้ต้นทุนการไถกลบสูงขึ้น และบางครั้งกระทบถึงผลผลิตในรอบถัดไป สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเศษซาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาโอกาสใหม่ในกองของเหลือเหล่านั้น “พอมีแนวคิดว่าอยากจะเอาของเหลือที่ได้จากการปลูกข้าวโพดมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผมก็ได้ประสานให้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วย ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ ต่อมาเกิดการเรียนรู้และสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มีรายได้สู่ชุมชน” เมื่อของเสียกลายเป็นคุณค่า จุดเริ่มต้นของไบโอชาร์ คุณถนอม เล่าว่า สมาชิกในกลุ่ม
ผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี พื้นที่การเกษตรจำนวนมากเสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรสร้างแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อให้มีแหล่งน้ำพอเพียงสำหรับดูแลรักษาพื้นที่เพาะปลูกพืชตลอดทั้งปี ลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในระยะยาวอย่างยั่งยืน ลุงทองปาน เผ่าโสภา ปราชญ์ชาวบ้านหนองกุลา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หมู่ที่ 14 ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ริเริ่มแนวคิดการทำธนาคารน้ำใต้ดิน สำหรับใช้เพาะปลูกพืชในฤดูแล้งตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนจนกลายเป็นต้นแบบให้ภาครัฐ นำแนวคิดดังกล่าวไปขยายผลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งทั่วประเทศ ลุงทองปานเล่าถึงที่มาของแนวคิดการสร้าง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” หรือเรียกว่า “แก้มลิงที่มองไม่เห็น” ว่า ตนเองได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากข้อมูลข่าวสารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้วิธีการสังเกตบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ในช่วงฤดูแล้งพบว่า เมื่อสูบน้ำไปได้ระยะหนึ่งน้ำก็จะแห้ง ไม่สามารถสูบได้อีก และช่วงฤดูฝนน้ำที่ท่วมขังบริเวณบ่อ จะแห้งเร็วกว่าบริเวณอื่นๆ ซึ่งจากการสังเกตดังกล่าวจึงได้ทดลองขุด
“แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” เป็นคำกล่าวถึงความจริงใจที่เต็มเปี่ยมของ คุณสุริยา ขันแก้ว ชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “อู๋” อยู่บ้านเลขที่ 137/1 หมู่ที่ 11 บ้านแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 e-mail : [email protected] หรือ Facebook : suriyakhunkaew การศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ภรรยา คุณหทัยรัตน์ ขันแก้ว มีลูกชายและลูกสาว รวม 2 คน คุณสุริยา ขันแก้ว นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับงานประจำบริษัทเอกชนที่มีรายได้เป็นเงินเดือน เดือนละเกือบแสนบาท มาทำเกษตร แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นกลับมาใช้ชีวิตถิ่นเดิมที่บ้านเกิดในชนบท เขาวางแผนชีวิตและครอบครัวไว้อย่างน่าสนใจ วางแผน วาดฝัน ออกแบบแปลงเกษตร การจัดการแปลง ศึกษาหาความรู้จนมั่นใจว่าการเกษตรและครอบครัว ลงมือทำจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดด จุดเด่นการทำเกษตรของคุณสุริยาจึงอยู่ที่การวางแผนและผลิตพืชผลทางการเกษตรจากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เป็นแบบผสมผสานในแปลงนาเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มของพื้นที่ การนำเทคโนโลยีการจ่ายน้ำแบบ เปิด-ปิด อัตโนมัติ มาใช้ในแปลง ทุ่นเวลาและแรงงาน
การทำเกษตรอินทรีย์สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เรามีพื้นที่เหลือข้างบ้านก็สามารถนำพืชผักที่เราชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมนั้นๆ มาปลูก ดูแลเอาใจใส่รดน้ำบ้าง ไม่นานนักเราก็ได้พืชผักที่ปลูกเหล่านั้นมากิน แต่การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้ายุ่งยากกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือนและการทำเกษตรเคมีเพื่อการค้าหลายเท่านัก จากอดีตที่เป็นนักวิชาการศึกษาในตำแหน่งศึกษานิเทศน์ อาจารย์สมหมาย หนูแดง ได้รับราชการครบอายุ 25 ปี เมื่อปี 2537 จึงได้ลาออกจากราชการมาทำไร่ ตั้งแต่ได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสารพิษที่ตกค้างในอาหาร ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้งเข้าไปยิ่งพบว่ามีสารพิษตกค้างในอาหารแทบทุกชนิดจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตพืชที่ไม่มีสารพิษตกค้างเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับพืชผักที่มีคุณภาพที่ดีกว่า บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จึงเริ่มศึกษาว่าจะทำอย่างไร จากองค์ความรู้ของส่วนราชการต่างหลายๆ หน่วยงาน โดยเริ่มต้นศึกษาดินในไร่ก็พบว่าดินมีคุณสมบั
เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีรวมไปถึงระบบนิเวศด้วยเช่นกัน ซึ่งเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและปราศจากสารตกค้าง แต่ยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำอีกด้วย นอกจากประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยการทำเกษตรอินทรีย์หากมีการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานต่างๆ จะช่วยทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ คุณดาด้า-ณัฐรินี สกุลจงเกษมสุข เจ้าของไร่เกษมสุขผักอินทรีย์ ได้ยึดการปลูกผักอินทรีย์ที่ไม่ใช่เพียงเพราะความรักความชอบเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความมีใจล้วนๆ ที่อยากให้ทุกคนในครอบครัวได้กินผักที่มีคุณภาพ และพร้อมส่งต่อความตั้งใจนี้ให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อผลผลิตในสวนอยู่ตลอดทั้งปี แรงบันดาลใจของการทำเกษตรอินทรีย์ อยากให้ครอบครัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย คุณดาด้า
บ้านปูโชว์ต้นแบบ SE รุ่นใหม่ “Seeds Journey” ผู้ประกอบการกลุ่มชาติพันธุ์สัมผัสโมเดล “ธุรกิจยั่งยืน-สังคมอยู่รอด” ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในโครงการ BC4C ปีที่ 14 บริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายร่วมกับสถาบัน ChangeFusion โชว์ความสำเร็จของโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 14 ผ่านกิจการ “Seeds Journey” หนึ่งในผู้ชนะในปีที่ 14 ซึ่งได้ยกระดับอัตลักษณ์อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า สู่โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 50% ตอกย้ำแนวการทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของบ้านปู ‘เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต’ (Embracing Potential, Energizing People) ที่ต้องการส่งเสริมศักยภาพคนเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ชุมชน และสังคม สร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการดำเนินชีวิต นายรัฐพลสุคันธีผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กรบริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Seeds Journey” คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความตั้งใจของโครงการ BC4C ได้อย่างชัดเจน จากกลุ่มคนที่เริ่มต้นด้วยแพชชันที่อยากผ
ปัญหาขยะในครัวเรือนเป็นหนึ่งในต้นตอของวิกฤต “ขยะล้นเมือง” ที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่น่ามอง ส่งกลิ่นรบกวน หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงพาหะนำโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นภาระต่อระบบจัดการของภาครัฐที่ต้องรับมือกับปริมาณขยะจำนวนมหาศาลอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะ “ขยะอินทรีย์” เช่น เศษอาหาร เศษผัก หรือใบไม้แห้ง ที่มักถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ทั้งที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ จากปัญหานี้ ทำให้ อาจารย์เมธี จันทโรปกรณ์ และ รศ.ดร.สุนทรี ขุนทอง แห่งภาควิชาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้พัฒนา คิดค้น “ถังหมักขยะอินทรีย์แบบใช้อากาศ” สำหรับใช้ในครัวเรือน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลประกาศให้ปัญหาขยะเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างยั่งยืน การทำงานของถังหมักนี้อาศัยกระบวนการย่อยสลายแบบใช้อากาศ โดยสามารถเติมเศษอาหารและใบไม้แห้งได้เรื่อยๆ ใช้ระยะเวลาหมักเพียง 1-2 เดือน ก็สามารถเปิดฝาถังเพื่อนำปุ๋ยหมักไปใช้ได้ทันที “ถังหมักนี้ถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน ตั้งวา
หลายคนอยากทำ เกษตรยั่งยืน เพราะเชื่อในแนวคิด “ปลูกแบบปลอดภัย ทั้งต่อคนปลูกและคนกิน” แต่พอลงมือทำจริงกลับพบว่า…ไม่ง่ายอย่างที่คิด มีทั้งเรื่องต้นทุนสูง ปัญหาการผลิต การตลาดไม่แน่นอน และเครือข่ายสนับสนุนไม่พอ ทำให้หลายรายต้องถอย หยุดปลูก หรือกลับไปใช้วิธีเดิม บทความนี้สรุป 4 เหตุผลใหญ่ที่ทำให้หลายคนไปไม่รอด พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด และเสนอแนวทางพัฒนาสู่โมเดล Social Enterprise (SE) ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรรมยั่งยืน คือ ระบบเกษตรที่ครอบคลุมวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิต และการจัดการทุกรูปแบบเพื่อให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ซึ่งนำไปสู่การพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิม ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หรือการลดใช้สารเคมี จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรได้ 1. ปลูกแล้วเจอปัญหาจนท้อ เพราะขาดความรู้–ขาดประสบการณ์–ขาดพี่เลี้ยง นี่คือสาเหตุแรกที่เกษตรกรจำนวนมากเจอ เช่น ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เกษตรกรเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ปีแรก ใช้ปุ๋ยหมักไม่พอ คุณภาพดินยังไม่ฟื้น กลายเป็นผล
