เกษตรยั่งยืน
อว. โดย นาโนเทค สวทช. เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบ
“เม็ดฟู่ยืดอายุดอกไม้” นวัตกรรมสุดเจ๋งจากทีม klora มฟล. คว้าแชมป์ “Startup Thailand League 2025 : สตาร์ทอัพไทยแลนด์ลีค 2025” เผยช่วยคงสีกลีบดอกและความสดได้ถึง 14 วัน ทั้งยังลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวเหลือเพียง 10 % จากเดิม 40 % เตรียมขยายสู่การผลิตเพื่อจำหน่ายภายใน ต.ค.นี้ นักศึกษาจากทีม Klora มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คว้ารางวัลชนะเลิศ รับโล่รางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาทจากผลงานนวัตกรรม “เม็ดฟู่ยืดอายุดอกไม้” ภายใต้การแข่งขันในโครงการ “Startup Thailand League 2025 : สตาร์ทอัพไทยแลนด์ลีค 2025” ปีที่ 9 พร้อมรับรางวัล “University of the Year” งานดังกล่าวจัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำหรับสมาชิกทีม Klora ทั้งหมดเป็น นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประกอบด้วย นางสาวกัลยกร มิสักขะ, นางสาวพลอยไพลิน คำภิระแปง, นายชาคริต เซลามัน – สำนักวิชาการจัดการ, นายกีรติ เจริญผล สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, และ นางสาวณัฐชยา เพ็งสวัสดิ์ – สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร โดยทีมอาจารย์ที่ปรึกษา ประกอบด้วย
ปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจในการปลูกพืชเกษตรเป็นจำนวนมาก การปลูกพืชแต่ละชนิดต้องได้สายพันธุ์ที่ดี ต้องมีผลผลิตที่ดี ช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือ ความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและเมล็ดพันธุ์ หลายคนที่ไม่ใช่เกษตรกร เริ่มหันมาเป็นมือปลูก และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์และผลผลิตให้กันและกัน ความหลากหลายทางพืชพรรณธัญญาหารเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย และการเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อและส่งต่อกันเช่นนี้เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยมาช้านาน ถึงเวลาของผู้คนทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างจริงจังหรือยัง ถึงเวลาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ว่ากันว่า ช่วงวิกฤตนั้น บริษัทเมล็ดทั่วโลกต่างได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ใช่ครับบริษัทเหล่านั้นตอบมาเพราะเมื่อมนุษย์ต้องการพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องไปพบหน้า ไม่ต้องไปสมาคมพูดคุย การค้าขายแบบออนไลน์ การส่งเมล็ดพันธุ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มันเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไปเลย มนุษย์อยากกิน อยากทำเมนู อยากได้สมุนไพร คนสร้างเมล็ดพันธุ์เพื่อรองรับก็ได้เปรียบเป็นธรรมดา คนคิดก่อน ไปก่อน รวยก่อน ก็เหมาะสม แต่ถ้าเกษตรกรที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนาต้องคิดต่างแล้วหละ แต่ประชาชนเกษตรก
ยุคที่การสั่งอาหารออนไลน์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเคยสงสัยว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารที่เราใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกล่องพลาสติก กล่องกระดาษ หรือแม้แต่ถุงร้อน ปลอดภัยกับสุขภาพของเราจริงหรือเปล่า? ในโลกปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “บรรจุภัณฑ์ Food Grade” จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเดลิเวอรี ธุรกิจอาหารแปรรูป หรือผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิกต่างก็หันมาเลือกใช้วัสดุ Food Grade กันมากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจว่า บรรจุภัณฑ์ Food Grade คืออะไร มีข้อดีอย่างไร และเหตุผลใดที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมในปัจจุบัน Food grade คืออะไร? คำว่า “Food grade” หมายถึง วัสดุที่ผ่านการรับรองว่าสามารถใช้สัมผัสกับอาหารได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ก่อให้เกิดสารปนเปื้อนหรืออันตรายต่อผู้บริโภค โดยวัสดุเหล่านี้จะไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร ไม่ปล่อยสารเคมีออกมา ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม และไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติของอาหารที่สัมผัส วัสดุเหล่านี้ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำไม
การทำเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้น การใส่ใจในเรื่องของดินถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รากพืชสามารถดูดสารอาหารได้ดี ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแบคทีเรียในดินเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และมีประโยชน์มากต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ โดยแบคทีเรียจะทำหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติในดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ 1. เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การย่อยสลายสารอินทรีย์ เพราะแบคทีเรียสามารถช่วยย่อยสลายเศษซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุอื่นๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม นอกจากนี้ แบคทีเรียยังช่วยตรึงไนโตรเจน ซึ่งในแบคทีเรียบางชนิด อย่างเช่น Rhizobium สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ และเปลี่ยนเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ได้ ช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในดิน โดยปัจจุบันมีการนำปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมาใช้มากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยแบคทีเรียตระกูลไรโซเบียม (Rhizobiaceae) ที่สามาร
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การผสมผสาน ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น ให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่า การทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากกา
ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล นักวิจัยระดับเเนวหน้าของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพอาหารทะเล และการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ พร้อมคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้คิดค้นและพัฒนา “ไบโอแคลเซียม” นวัตกรรมแคลเซียมที่สกัดจากกระดูกปลา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า พร้อมทั้งช่วยลดขยะ ลดของเสีย และสนับสนุนแนวคิด Zero Waste เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง สามารถพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยงานวิจัยนี้ได้รับการจดสิทธิบัตร (IP) แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2564 จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้เกิดจาก ผู้วิจัยเล็งเห็นถึงคุณค่าของกระดูกปลาที่เหลือทิ้ง เเละก่อให้เกิดปัญหาสิ่งเเวดล้อมในท้องทะเล โดยทางภาคใต้ของประเทศไทยมีโรงงานแปรรูปอาหารทะเลจำนวนมาก เเละก่อให้เกิดเศษเหลือของปลาเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปปลา เช่น ปลาแล่ และปลาทูน่ากระป๋อง ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ เเละในขณะเดี
กรมการข้าวโดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรม เพรสทัวร์ (Press Tour) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจแนวทางและประชาสัมพันธ์ด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) สู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าข้าวยั่งยืนอย่างถูกต้อง และช่วยยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าข้าวยั่งยืนในอนาคต มาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มีความแตกต่างจากมาตรฐานข้าวคุณภาพ GAP และข้าวอินทรีย์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ มาตรฐาน GAP เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่วนมาตรฐาน ข้าวอินทรีย์ มีแนวทางคล้ายกับ GAP แต่เข้มงวดกว่าในด้านการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีววิธี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนเริ่มมองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปลอดภัย และมาจากธรรมชาติ กลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซุปเปอร์ฟู้ดคืออาหารที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ เมื่อเทียบกับปริมาณอาหารทั่วไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการสุขภาพดีแบบไม่ต้องยุ่งยาก เพราะให้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน “ผำ” จัดเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฟู้ดที่กำลังมาแรง และกำลังจะมีอนาคตสดใส จาก “ผำ” ที่เปรียบเสมือนสาวน้อยบ้านๆ ได้ถูกนำมาจับแต่งตัวใหม่ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันมากขึ้น “ผำ” จึงกลายเป็นพืชที่ถูกจับตามอง ตลาดในประเทศตื่นตัวรู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ “ผำ” จะไม่ใช่สาวน้อยพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังไปเฉิดฉายในตลาดต่างประเทศ ทีนี้มาดูกันว่าจะมีประเทศอะไรบ้างที่เปิดรับ “ผำ” และเกษตรกรรวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจส่งออก ต้องเตรียมตัว และเตรียมเอกสารอย่างไรบ้าง เงื่อนไขการนำเข
หากพูดถึง “สวนผักบ้านคุณตา” ที่สุขุมวิท 62 กรุงเทพมหานคร ในสายกรีนจะรู้จักว่าเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรคนเมือง ซึ่งวันนี้เราพาท่านผู้อ่านไปรู้จักเจ้าของสวนผักบ้านคุณตาซึ่งก้าวสู่ความเป็นเจ้าของพื้นที่เกษตรคนเมืองใจกลางเมืองหลวงของไทย นั่นคือ คุณกรชชนก หุตะแพทย์ หรือ “น้องฝ้าย” ซึ่งคลุกคลีกับวิถีชีวิตความพอเพียงตั้งแต่วัยเยาว์ จนมาถึงวัย 36 ปี ที่เปรียบชีวิตของเธอได้กับเป็น “ต้นไม้” ที่เติบโตด้วยการมีต้นแบบที่ดีให้เรียนรู้ถึงความพอเพียง ต้นแบบนั้น คือ คุณพ่อคมสัน หุตะแพทย์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา (Media Center for Development Foundation : MCDF) ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี โดยเน้นงานด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการอบรม เพื่อส่งเสริมด้านเกษตรอินทรีย์ และเกษตรยั่งยืน ซึมซับต้นแบบที่ดี ตามรอยพ่อสู่เกษตรพอเพียง การซึมซับต้นแบบที่ดี ทำให้คุณกรชชนกเรียนต่อปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไปต่อยอดเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สาขาสิ่งแวดล้อม โดยตรง เรียกว่า เอาจริงเอาจังกับงานด้านสิ่งแวดล้อมก่อน
