ประมง
เมื่อเอ่ยถึง กาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ฯลฯ ตลอดจนป่าไม้ธรรมชาติในเขตอุทยานฯ ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ที่ชื่นชอบความสงบ กาญจนบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดมีการทำเกษตรกรรมที่หลากหลาย เช่น ปลูกผัก ทำไร่อ้อย ตลอดจนการทำนา ฯลฯ และมีทำการประมง คือเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแม่กลอง และยังมีบางพื้นที่เลี้ยงกุ้งอีกด้วย คุณอรอนงค์ ธนพันธุ์ภูวเดช อยู่บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 13 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งเกษตรกรผู้ที่เคยปลูกพืชไร่ ผันชีวิตมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี เปลี่ยนจากไร่อ้อย ทำบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คุณอรอนงค์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพทำไร่อ้อย ด้วยปัญหาของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงคิดหาทำการเกษตรด้านอื่นที่อาจสร้างรายได้ให้กับเธอได้มากขึ้น “สมัยก่อนทำไร่อ้อยเป็นอาชีพ รายได้ปีละครั้ง เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด พอดีมีคนที่อยู่แถวอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณฯ เข้ามาเช่าที่ข้างๆ ที่เราทำไร่อ้อยอยู่ แต่เ
คุณชุมนุม ยงสืบชาติ อยู่ที่บ้านเลขที่ 199 หมู่ที่ 13 ตำบลสำโรงใหม่ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้ที่ยึดการทำเกษตรหลากหลาย แต่ที่โดดเด่นและเกิดเป็นรายได้เป็นเรื่องของการทำประมงและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งพื้นที่ทำการเกษตร 100 เปอร์เซ็นต์ เขาได้แบ่งมาทำประมงอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ก็ทำการเกษตรด้านอื่นๆ เช่น ปศุสัตว์ นาข้าว และพืชไร่บางชนิด เพื่อเสริมรายได้อีกหนึ่งช่องทาง คุณชุมนุม เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพมาได้ยึดการทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยการเลี้ยงปลาในช่วงแรกจะเน้นเลี้ยงปลานิลเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ในช่วงเวลาที่ราคาตกลงปลานิลที่เลี้ยงจำหน่ายได้ราคาที่ลดลงไปด้วย จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนเลี้ยงปลาให้หลากหลายชนิดมากขึ้น เป็นแบบบ่อรวม ภายใน 1 บ่อมีปลามากกว่า 1 ชนิด เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล และปลากินพืชอื่นๆ “บ่อปลาที่เลี้ยง ผมก็จะแยกบ่อการเลี้ยงอย่างชัดเจน อย่างบ่อที่ใช้สำหรับสร้างลูกพันธุ์ ก็จะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกอย่างเดียว ส่วนบ่อไหนที่เลี้ยงสำหรับสร้างเป็นปลาเนื้อ ก็จะเลี้ยงผลิตเป็นปลาเพื่อส่งขายให้กับตลาด ต่อมาได้
คุณจิม ครุฑฉ่ำ อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลทรายมูล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาแบบบ่อรวมมาหลายสิบปี ซึ่งการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ทำให้เธอสามารถจำหน่ายปลาได้หลากหลายชนิด จึงทำให้การเลี้ยงปลาแบบบ่อรวมเป็นงานที่สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี คุณจิม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอื่น ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครนายก จึงได้บุกเบิกมาปลูกบ้านอยู่ที่นี่และขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาทันที โดยในช่วงแรกที่มาทำก็ไม่ได้เลี้ยงปลาแบบเชิงเดี่ยว แต่เลี้ยงแบบบ่อรวม ซึ่งใน 1 บ่อ จะประกอบด้วย ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ และปลาจีน “เนื้อที่ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 7 ไร่ เราก็แบ่งทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 6 ไร่ และอีก 1 ไร่ ก็แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าพอเหมาะ เพราะบริเวณบ้านไม่ต้องมีพื้นที่มาก เอาตรงอื่นมาทำบ่อเลี้ยงปลา ส่วนคันบ่อและบริเวณบ้านที่เหลือ ก็แบ่งเป็นเนื้อที่ปลูกพืชผักสวนครัว ก็ทำให้มีรายได้อีกทางในช่วงที่รอปลาโตจนกว่าจะขายได้” คุณจิม เล่าถึงที่มา ในช่วงแรกก่อนที่จะนำปลามาปล่อยลงบ่อ คุณจิม บอกว่า จะเตรียมบ่อ ขนาด 6 ไร่ ให้มีความพร้อมสำหรับเลี้ยง
คุณธนวัตน์ คำเฟือง เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาหมออยู่ที่ตำบลปากพระ อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเขามองเห็นถึงในเรื่องราคาของปลาหมอว่าน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่น จึงได้นำมาทดลองเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จเป็นงานที่สร้างเงินให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณธนวัตน์ เล่าให้ฟังว่า เลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาชีพเสริมหลังว่างจากทำงานประจำ เพราะมองว่าถ้างานด้านนี้ดีก็จะหันมาทำเป็นอาชีพหลักในอนาคต ซึ่งก่อนที่จะลงมือเลี้ยงจึงได้ศึกษาและทดลองเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเปรียบเทียบระหว่างการเลี้ยงปลานิลกับปลาหมอ ว่าปลาชนิดไหนเลี้ยงแล้วจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน “ช่วงนั้นทดลองเอาปลาหมอกับปลานิล มาทดลองเลี้ยงในกระชังก่อน ปรากฏว่าปลาหมอมันไม่โต แต่ปลานิลโตดีกว่า ซึ่งช่วงนั้นก็ทำกระชังเลี้ยงในบ่อดิน พอทดลองไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นความแตกต่างของปลา 2 ชนิดนี้ เห็นว่าปลาหมอเลี้ยงได้ดีในบ่อดิน ก็เลยตัดสินใจเลี้ยงปลาหมอแทน เพราะเรื่องของราคาก็ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก ก็เลยตกลงปลงใจตั้งแต่นั้นมา” คุณธนวัตน์ เล่าถึงที่มา คุณธนวัตน์ บอกว่า เมื่อเลี้ยงปลาหมอมาหลายรุ่นจนจับขายได้เรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าปลาชนิดนี้ให้ผลตอบ
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ และผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ค้นพบปลาค้างคาวชนิดใหม่ของโลก จากลุ่มน้ำแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่า “ปลาค้างคาวอมก๋อย” และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oreoglanis omkoiense Suvarnaraksha, 2020 โดยได้ตีพิมพ์ในวารสาร Raffles Bulletin of Zoology ฉบับที่ 68 หน้า 779-790 ปี 2020 ซึ่งปลาในสกุลนี้พบได้ในบริเวณต้นน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ น้ำไหลแรง ใสสะอาด เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทั้งยังสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนบนพื้นที่สูง รศ.ดร.อภินันท์ กล่าวว่า “ปลาค้างคาวอมก๋อย (Oreoglanis omkoiense) จัดอยู่ในสกุล Oreoglanis ซึ่งเป็นสกุลของปลาที่มีรูปทรงลู่ไปกับน้ำ ส่วนท้องแบนราบ แนบติดกับก้อนหินใต้น้ำ ก้านครีบเดี่ยวของครีบท้องกับครีบหูรวมถึงหนวดที่ขากรรไกรบนและบริเวณริมฝีปากจะมีตุ่มขนาดเล็กมากใช้ในการยึดเกาะกับก้อนหิน ส่วนของปากจะเป็นช่องสามเหลี่ยม ส่วนปลายของหนวดที่ขากรรไกรมีพังผืดยึดและลู่ไปด้านหลัง จัดอยู่ในวงศ์ปลาแค้ติดหิน (Sisoridae) เป็นปลาค้างคาวที่พบในลุ่มน้ำแ
การเพาะเลี้ยงปลาปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่เห็นและนิยมกัน คือ การเพาะเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่ ในกระชังริมแม่น้ำ บ่อซีเมนต์ และอื่นๆ (เชิงพาณิชย์) ซึ่งการเพาะเลี้ยงตามที่กล่าวมา สามารถควบคุมปริมาณน้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถเร่งการเจริญเติบโต ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายทำเงินไวกว่าการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงปลาในเชิงพาณิชย์ แต่ละรอบการผลิตต้องใช้ต้นทุนสูง ทั้งเรื่องของอาหาร วิตามินเสริมต่างๆ ตลอดจนค่าจ้างแรงงานในการจับปลาไปจำหน่าย ทำให้เกษตรกรหลายรายหันมาปรับสูตรการเพาะเลี้ยงปลา หันมาพึ่งพิงธรรมชาติ เพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิต คุณพรปวีร์ แสงฉาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับการทำนาในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม เหมาะที่จะเพาะเลี้ยงปลามากว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่พร้อม เพียงเปิดน้ำเข้าบ่อก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้แล้ว ประจวบเหมาะในช่วงนั้นทางญาติฝ่ายแม่เลี้ยงกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นได้สัมผัสและศึกษาวิธีการเลี้ยงจนเกิดความชำน
คุณมานิตย์ โสภณ อยู่บ้านเลขที่ 150 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาช่อนมากว่า 20 ปี โดยรับซื้อลูกพันธุ์จากชาวบ้านที่ไปช้อนมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติในอำเภอสองพี่น้อง หรือชาวบ้านบางรายเลี้ยงไว้ภายในร่องสวนเองเมื่อปลาช่อนมีลูกก็จะนำมาส่งขายให้กับเธออีกหนึ่งช่องทาง จากอาชีพช่างเย็บผ้า สู่ชีวิตเกษตรกร คุณมานิตย์ เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีเธอมีอาชีพเป็นช่างเย็บผ้า ต่อมาช่วงนั้นมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพ จึงกลัวว่าจะทำงานบริการลูกค้าได้ไม่เต็มที่ จึงได้มองหาอาชีพใหม่กับสามีว่าจะทำอย่างอื่นที่ทำงานไม่แข่งกับเวลาเหมือนอาชีพที่ทำอยู่ จึงได้มีแนวความคิดมาอนุบาลพันธุ์ปลาช่อนเพื่อเลี้ยงให้ลูกพันธุ์มีขนาดที่ใหญ่ส่งขายให้กับเกษตรกรนำไปเลี้ยงต่อไป “ช่วงแรกที่มาทำ ก็เริ่มจากเล็กๆ ก่อน ปักตาข่ายเลี้ยงในคลองก็ทำแบบง่ายๆ ใช้ไม้หลักแค่ 4 เสา ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 4 กระชัง พอได้ทดลองขายก็มีกำไรเกิดขึ้น ทีนี้ก็มองไปว่าน่าจะมีกำไรหากจะทำเป็นอาชีพอย่างจริงจัง หลังจากนั้นมาก็ค่อยๆ ขยับขยายและพัฒนามาเรื่อยๆ โดยทำเฉพาะปลาช่อนเพียงอย่างเดียว” คุณมานิตย์ เล่าถึงที่มา ลูก
การเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว เป็นที่นิยมบริโภคและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นสัตว์น้ำที่นิยมนำมาประกอบอาหารและส่งเป็นสินค้าออกไปสู่ต่างประเทศ ในลักษณะของปลาแล่เนื้อสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาสนใจเพาะเลี้ยงจำหน่ายในเชิงธุรกิจในรูปแบบของบ่อดินขนาดใหญ่ และในกระชังตามริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา การเลี้ยงปลาในบ่อดิน เป็นการเลี้ยงวิธีเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจะนิยมและให้ความสนใจ เนื่องจากปลาสามารถหาอาหารกินเองตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยง จะมีทั้งวัชพืช ธาตุอาหารต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นอยู่ภายในบ่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยต่อการเติบโตของปลาในบ่อได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเหมือนกับการเพาะเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ ที่ใช้ต้นทุนในการเลี้ยงแต่ละครั้งที่สูง คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณอยู่ที่บ้านเลขที่ 4/3 หมู่ที่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นหนึ่งตัวอย
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัตว์น้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาตินับวันยิ่งลดน้อยลง ทำให้การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้ปริมาณของแหล่งโปรตีนมีเพียงพอต่อความต้องการของจำนวนประชากรที่สูงขึ้น ซึ่งนับว่าประเทศไทยโชคดีที่มีเกษตรกรเก่งในเรื่องการเกษตร สามารถผลิตทั้งพืชผัก ผลไม้ หรือแม้แต่ด้านปศุสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ ณ เวลานี้กระแสการรักสุขภาพยิ่งมาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงนิยมบริโภคปลาและผักมากขึ้น จนทำให้เห็นว่าตามร้านอาหารหลายๆ แห่ง มีเมนูปลามากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปลากะพง นับว่าเป็นปลาที่จะต้องมีอยู่ในเมนูอาหารเลยที่แน่ๆ เพราะเนื้อปลามีความอร่อย รสชาติดี ราคาก็สมเหตุสมผล เมื่อสั่งมากินราคาก็ไม่หนักมากนัก ซึ่งผู้เขียนเองก็ชื่นชอบเมนูปลากะพงเช่นเดียวกัน จึงสงสัยใคร่รู้ว่าปลากะพงที่ผู้เขียนชื่นชอบนี้ มีวิธีการเลี้ยงและจัดการแบบใดบ้าง ทำไมปลาชนิดนี้ยิ่งมีขนาดใหญ่ราคายิ่งแพง มีการเลี้ยงพิเศษอะไรไหม ซึ่งในปักษ์นี้ ผู้เขียนจะนำเสนอการเพาะเลี้ยงลูกปลากะพง ที่ได้รับการฝึกให้อาหารเม็ด เพื่อให้เกษตรกรที่ซื้อไปเ
อาหารสัตว์น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเลี้ยง ถ้าสัตว์น้ำมีอาหารกินอย่างเพียงพอและมีคุณภาพดี ก็จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว มีสุขภาพดี แข็งแรง พร้อมให้ลูกได้มากมาย อันเป็นเป้าหมายต่อการทำธุรกิจของผู้เพาะเลี้ยง ดังนั้น ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำจึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหาร จากจุดเริ่มต้นที่เลี้ยงปลาสวยงามขาย นำไปสู่การขายอาหารปลาควบคู่จนประสบความสำเร็จมีลูกค้ามากมาย กลายเป็นธุรกิจขายส่งอาหารสัตว์น้ำครบวงจรชื่อ “พงษ์จิวานิชฟาร์ม” ตั้งอยู่เลขที่ 29/13 หมู่ที่ 11 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 10 ปี คุณนุ้ย เจ้าของฟาร์มเล่าว่า แต่เดิมตัวเธอกับแฟนเลี้ยงปลาสวยงามขายเป็นรายได้เสริมเนื่องจากชื่นชอบ ส่วนอาหารปลาใช้วิธีซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือ ทำมาหลายปีมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่คิดว่าไม่สามารถรับภาระค่าอาหารต่อไปได้ จึงหันมาผลิตไรทะเลเองพร้อมกับส่งขายให้ลูกค้าได้รับความสนใจ จึงขยายวงจรด้วยการนำอาหารสัตว์น้ำชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นไรแดง ไส้เดือนน้ำ หนอนแดง กุ้งฝอย กุ้งขาว และเนื้อปลาแช่แข็ง เป็นต้น มาขายส่ง นำไปสู่ธุรกิจขายอาห
