ประมง
อียูบีบกรมประมงจับเรือประมงนอกน่านน้ำไทย 4 ลำจับปลาโอ ทั้งที่กรมยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เผยล่าสุดไทยประกาศร่วมเป็นภาคีซิโอฟ่า พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดการจัดการทรัพยากรประมงของประเทศสมาชิก คาดกองเรือไทยสามารถเข้าทำประมงถูกกฎหมายในพื้นที่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย มีผลตั้งแต่ 23 พ.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่กรมประมงเรียกประมงนอกน่านน้ำของไทย 14 ลำกลับจากการจับปลาในมหาสมุทรอินเดียเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) ว่า นอกจากเรือประมงทั้ง 14 ลำจะเสียหายเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาทในการเดินทางกลับก่อนกำหนด ยังไม่ได้รวมความเสียหายที่ต้องหยุดจับปลาที่ยังคิดมูลค่าไม่ได้แล้ว ทางกรมประมงยังส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความกล่าวหาจับปลาโอในมหาสมุทรอินเดียโดยพลการต่อสถานีตำรวจบางเขนจำนวน 4 ลำด้วย ทำให้เจ้าของเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสับสนกับเรื่องนี้มาก เพราะก่อนหน้านี้กรมประมงก็ไม่มีความชัดเจนว่าสามารถจับปลาโอที่ไม่ใช่ปลาทูน่าในมหาสมุทรอินเดียได้หรือไม่ ทราบแต่เพียงว่า
ปลากือเลาะห์ หรือ ปลาพลวงชมพู เป็นหนึ่งในตระกูลปลาพลวงที่จะสร้างรายได้ให้กับชาวเบตง ภายใต้นโยบาย 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจภาคใต้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แม้จะใช้เวลาในการเลี้ยงถึง 2 ปี จนได้ขนาดและราคากิโลกรัมละกว่า 3,000 บาท ต้นน้ำจากป่าฮาลาบาลา ที่เป็นต้นกำเนิด ปลากือเลาะห์ จะนำมาซึ่งรายได้อีกทาง ด้วยการสนับสนุนแพร่ขยายพันธุ์ โดยกรมประมง ส่งผลให้เกิดความร่วมมือภาครัฐกับชาวบ้าน ผ่านปลาพื้นเมืองของแหล่งแม่น้ำนี้อย่างถาวร ปลากือเลาะห์ เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลาและนราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน ความโดดเด่นในสีของเกล็ดที่มีลักษณะเป็นสีชมพู ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่สามารถกินได้ทั้งเกล็ด นิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ยังไม่สามารถวิจัยเพาะขยายพันธุ์ได้ และมีกฎหมายห้ามจับจากธรรมชาติมากิน สาเหตุที่มีราคาสูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดี หาได้ยาก อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ ถึงจะมีหน่วยงานราชการนำไปเพาะขยายพันธุ์ แต่การเลี้ยงก็ยังไม่กว้างขวาง เพราะเป็นปลาที่ตกใจง่าย คุณ
คอลัมน์ สดจากเยาวชน เมื่อความรู้ในตำราไม่อาจตอบข้อสงสัยเรื่องการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้ นักศึกษาวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์กลุ่มหนึ่งจึงลุกขึ้นมาค้นหาคำตอบด้วยการ “ลงมือทำจริง” จนสามารถเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาคใต้ได้เป็นผลสำเร็จ “ไรน้ำนางฟ้า” คืออาหารมีชีวิตชั้นดีของปลาสวยงาม ที่มีโปรตีนสูง ช่วยสร้างสีสันสดใสให้ปลา และไม่เป็นพาหะนำโรคแบบไรแดงหรือหนอนขี้หมู ทว่าไรน้ำนางฟ้ากลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากเพาะพันธุ์ยาก ทำให้นักศึกษา ปวส. ปี 2 แผนกวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย ปลา-เปรมกมล กาญจนราษฎร์ สมาย-ขนิษฐา แก้วยอด และ เนย์-ธัญญา ทองขำพยายามค้นหาคำตอบด้วยการทดลองเพาะเลี้ยง เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้เรื่องไรน้ำนางฟ้าในวิทยาลัยให้ผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามเข้ามาศึกษา เพื่อช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลาและเพิ่มศักยภาพการจำหน่ายปลาสวยงามในท้องตลาดให้มากขึ้น ด้วยการทำโครงการไรน้ำนางฟ้า ภายใต้โครงการพลังเยาวชนพลเมืองสงขลา ได้รับการสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กระบวนการทำงานเริ่มต้นจากการค้น
จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้การเกษตรหลายอย่างต้องหยุดการเพาะปลูก เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ภายในแหล่งเก็บน้ำในที่ต่างๆ มีใช้อย่างเพียงพอ เพื่อรอฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง แม้แต่เกษตรกรทางด้านการประมงก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ จึงทำให้เกษตรกรที่ไม่มีบ่อเก็บน้ำสำรองจึงต้องหยุดเลี้ยงปลาไปสักระยะเพื่อรอน้ำมาประกอบอาชีพต่อไป แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำการประมงได้ตลอดทั้งปี โดยเลือกเลี้ยงสัตว์น้ำบางชนิด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมากก็สามารถทำเงินได้ คือ คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความสนใจในเรื่องของการประมง เขาจึงหาวิธีเลือกเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เหมาะกับพื้นที่บ้าน คือการเลี้ยงกบในกระชังบกที่มีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อย แต่สามารถโตจนทำเงินได้มาก ที่เรียกง่ายๆ ว่า เลี้ยงจนมีปริมาณที่ผลิตไม่พอขายกันเลยทีเดียว สนใจการเลี้ยงกบ เพื่อสร้างรายได้ คุณสมพรชัย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำการเกษตรอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา โดยเขาเองก็ไ
จากข่าวฮือฮาชวนตาลุกวาวที่ว่ามีการซื้อ-ขายกุ้งราคาตัวละล้าน นำมาสู่ความสงสัยอยากรู้อยากเห็นว่ากุ้งอะไร ทำไมราคาแพงขนาดนั้น เจ้ากุ้งราคาหลักล้านตัวนั้นเป็นที่รู้จักในวงการว่า “กุ้งโกสต์” เป็นกุ้งสองหรือสามสี ที่มนุษย์ทำการผสมพัฒนาสายพันธุ์ ขึ้นมาจนสายพันธุ์นิ่งแล้ว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Procambarus Clakii Ghost” ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ย่อยของกุ้งเครย์ฟิช (Crayfish) กุ้งโกสต์มีลักษณะรูปแบบที่จำเพาะเจาะจง คือ หนวด ขา แถบข้างลำตัว และส่วนหาง จะต้องเป็นสีขาว ลักษณะเด่นของโกสต์ คือ บนหลังมีสามสี น้ำเงิน ขาว แดง ตัดขวางคล้ายธงชาติไทย ตลาดซื้อ-ขาย กุ้งโกสต์เริ่มขึ้นทางออนไลน์ ในกลุ่มเฟซบุ๊กต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่ม “ประมูลกุ้งเครฟิชทุกสายพันธุ์” มีสมาชิกอยู่ 2.7 แสนคน กลุ่ม “ประมูลกุ้งเครฟิชแห่งประเทศไทย” มีสมาชิกอยู่ 1 แสนกว่าคน จากนั้นเมื่อมีกระแสความนิยมพุ่งสูงจึงเกิดตลาดนัดรวมตัวกันเปิดขึ้นมาใหม่เมื่อเดือนกันยายน 2559 ที่ตลาดเจเจกรีน ในวันพุธ และบริเวณโดยรอบโซนตลาดสัตว์น้ำในตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ค้าสัตว์น้ำเดิมอยู่แล้วที่ห
กรมประมง ยอมออกประกาศคุมเข้มการใช้งานระบบ VMS เพื่อติดตามเรือประมงจัดทีมลุย! เช็กสภาพอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ 1-30 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์แจ้งเข้า-แจ้งออกเรือประมง (PIPO) ก่อนออกทำการประมง หนุนแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ชี้ที่ผ่านมาระบบมีปัญหามาจากบริษัทเอกชนและกรมประมง 90% ทำให้ อียู คลางแคลงใจสินค้าที่นำเข้า รายงานข่าวจากกรมประมง เปิดเผยว่า พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้เรือประมงขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป ที่ออกทำการประมงพาณิชย์ ต้องดำเนินการติดตั้งระบบติดตามเรือประมง (VMS) และดูแลรักษาระบบดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา เพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจสอบ ควบคุม เฝ้าระวัง ร่วมกับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ประกาศจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2560 นี้ กรมประมงจึงขอให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือ ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป นำเรือประมงและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเก็บรักษาสัตว์น้ำ เร่งเข้าตรวจสอบอุปกรณ์ VMS ภายในระยะเวลาตามที่ประกาศกำหนดไว้ ซึ่ง
ช่วง 7 เดือนมานี้ได้เกิดกระแสความนิยมเลี้ยงกุ้งสวยงามที่เรียกว่า กุ้งโกสต์ หรือ Procambarus ซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่งของกุ้งเครย์ฟิช โดยตลาดซื้อ-ขาย กุ้งโกสต์เริ่มขึ้นทางออนไลน์ ในกลุ่มเฟซบุ๊กต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่ม “ประมูลกุ้งทุกสายพันธุ์” มีสมาชิกอยู่ 2.7 แสนคน จากนั้นเมื่อมีกระแสความนิยมพุ่งสูงจึงเกิดตลาดนัดรวมตัวกันเปิดขึ้นมาใหม่เมื่อเดือนกันยายน2559 ที่ตลาดเจเจกรีน ในวันพุธ มีผู้ค้าประมาณ 170 ร้าน และบริเวณโดยรอบโซนสัตว์เลี้ยงในตลาดนัดจตุจักร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มผู้ค้าสัตว์น้ำเดิมอยู่แล้วที่หันมาขายกุ้งโกสต์ตามความนิยมของตลาดด้วย นายอธิคุณกิตติตระกูล เจ้าของฟาร์ม 99 KFishow เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กุ้งโกสต์เข้ามาในเมืองไทยเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งเป็นที่นิยมประมาณกลางปี 2559 โดยราคาซื้อ-ขายไม่มีเกณฑ์วัดตายตัว ขึ้นอยู่กับความสวยงามของลวดลายและสี เป็นราคาตามความพอใจที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายตกลงกัน โดยทั่ว ๆ ไปเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักล้านบาท ในระยะเริ่มแรกกุ้งโกสต์มีราคาโดยทั่วไปอยู่ในหลักพัน แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ราคาสูงขึ้นคือมีการพัฒนาส
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งการทำประมงก็มาแรงไม่แพ้การทำเกษตรด้านอื่นๆ โดยเฉพาะ กุ้งก้ามแดง กำลังเป็นที่จับตาของใครหลายๆ คน ที่ต้องการจะเลี้ยงสร้างอาชีพ โดยจับตามองกันว่าเป็นการเลี้ยงเพื่อตามกระแส หรือว่าเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่ยั่งยืนกันแน่ เพราะจากมุมมองจะเห็นเป็นเพียงเพาะพันธุ์ขายแล้วนำมาเลี้ยงให้สวยงามจึงดูไม่ยั่งยืน แต่จริงๆ แล้ว กุ้งก้ามแดง ไม่เพียงแต่เลี้ยงสวยงามได้เท่านั้น ยังสามารถกินได้ด้วยเช่นกัน คุณวิศรุต ใจเมือง อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสนใจในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาเองเลี้ยงแบบไม่ได้หวังเพื่อดูเป็นสัตว์น้ำสวยงามที่อยู่ภายในตู้ แต่นำมาเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อที่สามารถนำไปประกอบอาหาร เป็นเมนูกุ้งก้ามแดงที่บอกเลยว่าเห็นแล้วน้ำลายสอไม่น้อยกันเลยทีเดียว เลี้ยงกุ้งไว้เป็นอาชีพเสริม หลังว่างจากทำนา คุณวิศรุต เล่าให้ฟังว่
ปัจจุบันการอนุรักษ์ธรรมชาติถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรและผลิตผลจากสิ่งแวดล้อมจากชาวเกษตรหรือชาวประมง ที่ขณะนี้พบว่า ยิ่งเราหาประโยชน์จากธรรมชาติมากเท่าไหร่ สิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลายมากเท่านั้น โดยที่ผ่านมาจังหวัดสงขลา บริษัท ที เอส เอ็น ไวร์ จำกัด ได้ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ป.ทรัพย์อนันต์ จ.สงขลา ผลักดันสร้างต้นแบบในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าอย่างยั่งยืนและการจับปูม้าด้วยลอบดักปูสมัยใหม่เพื่อหวังสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 ในช่วงกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ป.ทรัพย์อนันต์ ต่อสู้เพื่อพิทักษ์สัตว์น้ำทะเล หรือ “ปูม้า” ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจประจำถิ่นของจังหวัด ที่กำลังลงและสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ สามารถนำประชากรปูม้าคืนสู่ท้องทะเล สร้างวงจรอนุรักษ์หมุนเวียนตั้งแต่การจับปูม้าจากทะเลเพื่อหากินและสร้างรายได้ ไปสู่การคืนพันธุ์ปูม้าสู่ท้องทะเล ซึ่งถือเป็นการอนุรักษ์วิถีธรรมชาติท้องทะเลให้แก่ชุมชนชาวบ้านใน จ.สงขลา เอง นายชำนาญ มานิล ผู้จัดการศูนย์การเรียนรู้เพาะพักลูกปูของกลุ่มประมงพื้นฐาน ป.ทรัพย์อนันต์ กล่าวว่า กลุ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติที่บ่อเลี้ยงกุ้งของนายเดชา บันลือเดช ที่ ต.ไร่เก่า อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ภายหลังจากการทำพิธีเปิดศูนย์แล้ว นายประพัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากโรคระบาด รวมทั้งปัญหาสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตมีแนวโน้มลดลงทั้งในด้านมูลค่าการส่งออกและปริมาณกุ้ง ห่วงโซ่อุตสาหกรรมถึงกับประสบภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง สภาเกษตรกรแห่งชาติตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาโรคกุ้งตายด่วน EMS (Early Mortality Syndrome) จึงได้มอบให้คณะกรรมการด้านประมงของสภาฯทำการศึกษาและหาแนวทางการแก้ปัญหาโรค และใช้พื้นที่ของนายเดชา บันลือเดช สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด ซึ่งจัดทำเป็นต้นแบบการทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งสาธิตของเกษตรกร โดยใช้นวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติจนประสบผลสำเร็จสามารถเลี้ยงกุ้งปลอดจากการระบาดของโรคและเผยแพร่ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไ
