ปศุสัตว์
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด โดยทั่วไปสามารถเลี้ยงได้ทุกช่วงเวลา โดยช่วงที่จิ้งหรีดเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่จิ้งหรีดจะกินอาหารตลอดเวลาทำให้โตไวกว่าช่วงฤดูอื่น ตลอดจนแม่พันธุ์จิ้งหรีดวางไข่ได้ดี ไข่จิ้งหรีดมีการฟักเป็นตัวอ่อนได้ค่อนข้างเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงร้อนแล้งก็ยังคงต้องได้รับการดูแลจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดต้องพึงระวัง ได้แก่ 1. ควรจัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดภายในกล่องเลี้ยงให้มีมากพอและจัดให้โปร่ง เพื่อให้ภายในกล่องเลี้ยงมีการถ่ายเทอากาศได้ดี หากอากาศร้อนมาก ควรมีการฉีดพ่นน้ำเป็นระยะๆ เพื่อระบายความร้อน 2. ควรเปลี่ยนน้ำในถาดที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดทุกวัน โดยอาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง และเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละสองครั้ง 3. อาหารที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปต้องไม่เสื่อมคุณภาพ ถ้าเป็นพืชผัก เช่น ฟักทอง หรือผักพื้นบ้านอื่นๆ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี เพราะจิ้งหรีดจะมีความรู้สึกไวต่อสารเคมี หากกินอาหารที่มีสารเคมีปะปนอย
“แพะ” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง กินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ให้ผลผลิตเนื้อและนม จึงนิยมเลี้ยงแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยอิสลามนิยมใช้แพะประกอบพิธีทางศาสนาและใช้บริโภคในครัวเรือน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงสนับสนุนทุนให้ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมและชุมชน สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ดำเนินแผนวิจัยการส่งเสริมเลี้ยงแพะอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ พ.ศ. 2563-2565 ทีมวิจัยได้วางแผนการผลิตส่งเสริมการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ และการจัดการสุขภาพแพะ พัฒนาสูตรอาหารสำหรับแพะเนื้อและแพะนม โดยใช้อาหารสัตว์ในท้องถิ่น การชำแหละแพะและการแปรสภาพได้มาตรฐานฮาลาลสากล เพื่อให้มีเนื้อแพะและน้ำนมแพะดิบที่มีมาตรฐานสู่ผู้บริโภค รองรับการเติบโตตลาดทั้งในประเทศและส่งออกที่
การทำเกษตรแบบผสมผสานคือการนำทุกอย่างที่ทำภายในฟาร์ม มาช่วยต่อยอดในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกสิ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ทำ จึงทำให้มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่สามารถมีผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นการทำปศุสัตว์ นอกจากจะจำหน่ายสัตว์ได้แล้ว ยังสามารถนำมูลสัตว์ที่ได้มาใส่ให้พืชที่ปลูก ส่งผลให้ไม่ต้องซื้อปุ๋ย แต่ยังได้ผลผลิตที่ดีจากการปลูกพืชตามไปด้วย คุณนิรันดร พันธุ์โยศรี หรือ คุณน้อย อยู่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 11 ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสมาชิกกลุ่มผลิตข้าวหอมอินทรีย์ลาวา เซราะตลุง และเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงแพะแกะจังหวัดบุรีรัมย์ (2017) จำกัด ได้นำแกะมาเลี้ยงภายในพื้นที่ และสิ่งที่ได้จากการเลี้ยงแกะของคุณน้อยก็คือ มูลแกะที่ได้นำมาใส่ในแปลงนาข้าวที่ปลูก นอกจากจะช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนปุ๋ยแล้ว ผลผลิตข้าวที่ได้ต่อไร่มีจำนวนสูงขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนปุ๋ยแพง เลี้ยงสัตว์เอามูลคือคำตอบ คุณน้อย เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาเลือกเลี้ยงแกะเกิดจากที่ราคาปุ๋ยมีราคาที่แพงขึ้น ทำให้เวลาต
ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดพะเยา จะรู้ว่าในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้จะมีบรรดาจิ้งโกร่ง หรือจิ้งกุ่ง หรือจิ้งหรีดยักษ์ จะพากันออกมาผสมพันธุ์และอยู่ในรูกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านต่างพากันขุดหานำออกมาขาย สร้างรายได้วันละหลัก 100-1,000 กว่าบาท ต่อวัน โดยชาวบ้านที่ขุดหาได้นำมาจำหน่ายให้กับแม่ค้าในหมู่บ้านรับซื้อ ในราคาตัวละ 1.50-2 บาท แม่ค้าก็จะนำไปขายต่อตัวละ 2-2.50 บาท สร้างรายได้เป็นอย่างดี จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุด นิยมใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ จิ้งโกร่ง คั่วเกลือ ป่นจิ้งโกร่ง แกงหน่อไม้ใส่จิ้งโกร่ง จิ้งโกร่ง ชุบแป้งทอด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมใช้เป็นเหยื่อจับปลาหรือเหยื่อปักเบ็ดได้เช่นกัน ชื่อท้องถิ่น ภาคกลาง และทั่วไปเรียก จิ้งโกร่ง จิ้งหรีดหัวโต จิ้งหรีดหางสั้น อีสานเรียก จิโป่ม จิดโป่ม จิ๊หล่อ เหนือเรียก จิ้งกุ่ง แหล่งที่พบและการแพร่กระจาย จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก สำหรับชนิดที่พบในประเทศไทยจะเป็นสกุล Brachytrupes ซึ่งมีเพียงชนิดเดียว คือ Brachytrupes portentosus หรือที่เรียก จิโป่ม หรือ จิ้งหรีดหางสั้น แต่จิ้งหรีดในสกุลนี้
ในช่วงที่บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนัก นาข้าวบริเวณท้ายเขื่อนจมอยู่ใต้น้ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ กลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือก็ต้องปรับตัวให้ทันท่วงทีเนื่องจากช่วงนี้หญ้าหายากอันเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัย คุณทองแดง อ่อนตาแสง อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 10 บ้านโพธิ์ตาก ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เอาวัวมาไว้ที่นี่ 3-4 วันแล้ว เลี้ยงวัว 32 ตัว วันหนึ่งเตรียมหญ้าให้วัว 30 มัด แล้วก็ฟางให้ตอนเย็นอีก 5 มัด ตอนเช้า 09.00 น. จะให้หญ้าวัว 20 มัด เกี่ยว 3 คน มียายเต้อ พ่อใหญ่พา และฉัน แต่ละปีอัดฟางไว้เยอะไหมครับ ฟางอัดไว้ปีละหมื่นสอง ถ้าฟางเราเองจ้างเขาอัดก้อนละ 18 บาท แต่ถ้าซื้อก้อนละ 30 บาท ผู้เขียนถามว่าช่วงน้ำท่วมแก้ปัญหาอย่างไร คุณทองแดง ตอบว่า ถ้าน้ำไล่ที่ตรงนี้ก็ย้ายไปที่ใหม่ คอกอยู่ในสวนที่บ้านโนนฆ้อง หมู่ที่ 5 การดูแลวัวหนีน้ำให้อยู่บนที่สูง น้ำไม่ท่วมแล้วเราก็ต้องเกี่ยวหญ้าให้เพียงพอ หนีน้ำทั้งวัวทั้งควายมีแต่เกี่ยวหญ้าให้กิน ถ้าน้ำท่วมหญ้าหมด ก็ต้องไปหาที่อื่นไปหาขอเกี่ยว หญ้าเขาไม่ขายถือว่าช่วยกันยามเดือดร้อน ปีที่
เป็ดเป็นสัตว์ปีกอีกประเภทหนึ่งที่เลี้ยงดูง่าย สามารถกินอาหารตามธรรมชาติได้ และให้ผลผลิตไข่จำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงรองมาจากไก่ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีพันธุ์เป็ดไข่เชิงการค้าและพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีจำนวนเป็ดที่เลี้ยงในประเทศไทยในปัจจุบัน (มีนาคม พ.ศ. 2564) รวม 17,737,537 ตัว (เป็ดไข่ 16,819,398 ตัว และเป็ดเนื้อ 9,181,539 ตัว) ผลผลิตไข่เป็ดส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยและแปรรูปเป็นไข่เค็ม สายพันธุ์เป็ดน่าเลี้ยง พันธุ์กากีแคมเบลล์ เป็ดไข่เชิงการค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีขนลำตัวสีน้ำตาล ในเพศผู้มีขนที่บริเวณส่วนอกเข้มกว่าลำตัว และมีขนที่ปลายหางม้วนงอ สามารถจำแนกเพศได้ง่าย โดยเพศผู้มีขนเป็นวงแหวนสีน้ำตาลอ่อนรอบคอ มีขนที่หัวสีเขียว เพศเมียให้ผลผลิตไข่ฟองแรกที่อายุประมาณ 18-20 สัปดาห์ และให้ผลผลิตไข่อย่างน้อย 280 ฟองต่อตัวต่อปี พันธุ์กบินทร์บุรี เป็ดไข่ที่พัฒนาพันธุกรรมจากเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์โดยกรมปศุสัตว์ สามารถให้ผลผลิตไข่เมื่อมีอายุ 150-160 วัน โดยให้ผลผลิตไข่ประมาณ 280-300 ฟอง ต่อตัว ต่อปี พันธ
คุณนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “โคขุน” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ดีให้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยในปี 2565 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ เดือนธันวาคม 2565) พบว่า พื้นที่การเลี้ยงครอบคลุมทั้ง 19 อำเภอ พบการเลี้ยงมากที่สุดในอำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอไชยา โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 200 ราย จำนวนโคขุนรวมทั้งจังหวัด 866 ตัว จากการลงพื้นที่ของ สศท.8 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตโคขุนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม และเลี้ยงแบบรายเดียว ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุน คือ คุณปรีชา เรืองแสง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจากการสัมภาษณ์ คุณปรีชา บอกว่
เกษตรกรสาวสวยบึงกาฬ ที่ชาวโซเชียลรู้จักในนาม “เด็กเลี้ยงควาย by ใบเตย” จากเด็กเลี้ยงควายไล่ทุ่งเริ่มจากเลี้ยงแก้เหงากลายมาเป็นความชอบ ทำรายได้สูงสุดหลักล้านต่อปี เพื่อที่จะพัฒนาให้เป็นควายงามส่งเข้าประกวด โดยเริ่มพัฒนาจากแม่พันธุ์ควายเนื้อ เป็นควายงาม แรงบันดาลใจที่ทำให้เปลี่ยนความคิดและมุมมองเกิดขึ้นตอนไปเห็นควายในสนามประกวด คุณสริฏา เดชา หรือ คุณใบเตย เจ้าของโขงนทีฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่ที่ หมู่ 10 ตำบลโพธิ์หมาแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นสาวดีกรีปริญญาตรี จบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาสัตวศาสตร์ เอกการผลิตสุกร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบเอกสายโคกระบือโดยตรง คุณใบเตย เล่าว่า ยังไงก็สามารถพัฒนาได้เหมือนหมู หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาและเลี้ยงพัฒนาให้เป็นควายงามที่ดี นิสัยความน่ารักของควาย เขาพูดไม่ได้แต่สามารถแสดงพฤติกรรมให้เห็น ความยากของการเลี้ยงควายที่พัฒนา คือ ความอดทน และระยะเวลา เนื่องจากควายที่พัฒนาจะใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องเกือบปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี เรื่องของความอดทนจึงมาก่อน จุดเริ่มต้นที่สนใจ เกิดจากการที่เราจะซื้อควายงามมาเลี้ยงแต่ไม่รู้ประวัติ
โคนมในประเทศไทย ได้รับความนิยมในการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เพราะเนื่องจากผลผลิตของโคนมนั้นได้ผลตอบแทนที่ดี จึงมีเกษตรกรหลายรายที่หันมาเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เพราะประเทศไทยของเรานั้นมีพื้นที่และสภาพอากาศที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งในเรื่องของอาหารสัตว์ เช่น ทุ่งหญ้าที่ใช้ในการเลี้ยง ข้าวโพด มันสำปะหลัง เปลือกข้าว รำข้าว เปลือกสับปะรด ยอดอ้อย กากน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งมีราคาจำหน่ายที่ถูก สามารถใช้แทนกันได้ หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งจำหน่ายในราคาที่เพิ่มขึ้น การเลี้ยงโคนมจึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตผลที่ผลิตได้ เช่น แทนที่จะผลิตมันสำปะหลังเพื่อส่งออก สำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ในต่างประเทศ ก็นำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ เพื่อส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า เป็นต้น นอกจากนี้ ทางรัฐบาลก็ได้ให้การส่งเสริมทางด้านสินเชื่อการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์สัตว์โดยการผสมเทียม การบริการสัตวแพทย์ และเกษตรกรสามารถขายน้ำนมดิบได้ในราคาประกันที่เป็นธรรม สำหรับ Cow scoring แอปพลิเ
เดนมาร์ก มีชื่อเสียงในด้านการผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมมาเป็นร้อยปี เป็นเจ้าแห่งวงการนมเนยว่างั้น เกษตรกรวัวนมในเดนมาร์กส่วนใหญ่จัดเป็นรายย่อย แต่ละรายก็เป็นเจ้าของฟาร์มวัวไม่ใหญ่ มีวัวหลักสิบหลักร้อย แต่ละคนก็ดูแลฟาร์มตัวเองไป ช่วยกันเองในครอบครัว ไม่ค่อยมีลูกจ้าง เพราะค่าจ้างแพง แต่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยเพื่อเบาแรงแบบจัดเต็ม พื้นที่ผลิตวัวนมของเดนมาร์ก กระจายไปทั่วทั้ง ภาคกลาง (Jylland) มีฟาร์มโคนมจำนวน 10,500 แห่ง และโคนมจำนวน 600,000 ตัว, ภาคตะวันตก (Vestjylland) มีฟาร์ม 6,500 แห่ง วัวนม 350,000 ตัว, ภาคตะวันออก (Østjylland) มีฟาร์ม 5,000 แห่ง วัว 250,000 ตัว และภาคเกาะ (Sjælland) มีฟาร์ม 2,000 แห่ง วัวนม 100,000 ตัว เดนมาร์กมีอากาศอบอุ่นชื้น แต่ฝนน้อย อันนี้ก็มีปัญหากับวัวเขาไม่น้อย แต่เขาแก้ปัญหาโดยการพัฒนาระบบโรงเรือนที่ทันสมัย ควบคุมสภาพอากาศภายในโรงเรือนให้เหมาะสมกับวัว มีระบบให้อาหารอัตโนมัติ ระบบจัดการสุขภาพวัว ระบบติดตามการผลิต ทั้งหมดเป็นระบบอัตโนมัติ ประหยัดแรงงาน และแม่นยำ ต้นทุนการผลิตนมของเขาสูงกว่าเรา และกว่าคู่แข่งในตลาดนมของโลกมาก ต้นทุนอาหารสัตว์ ยารักษาโรค และค่า
