ปศุสัตว์
ในอดีต จังหวัดสกลนคร มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ เกิดการชะล้างพังทลายของดินสูง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเสื่อมลง ดินแห้งจัดและขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ดินไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการทำกินได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะยากจน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 เพื่อเป็นแบบจำลองหรือพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตของภาคอีสาน ช่วยแก้ไขปัญหาของพื้นที่ภาคอีสานด้วยวิธีการต่างๆ ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ประชาชนในภูมิภาคอีสานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาต่อยอดวงจรการประกอบอาชีพภายใต้บริบทคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ เช่น การเพาะเลี้ยงหนอนนกสำหรับเป็นอาหารโปรตีนให้แก่สัตว์ปีก ทั้งเป็ด ไก่ และนก เพื่อขยายผลสู่การเพาะเลี้ยงของเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ปีกไปพร้อมๆ กัน นายรัฐพล ศรีบุญรมย์ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานศึกษาและพัฒนาป่าไม้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เปิดเผยว่า หนอนนก หรือ Mealworm เป็นหนอนที่เพาะเลี้ยงเพื่อเป็นโปรตีนที่มีชีวิตให้แก่สัตว์ปีก รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เพื่อปล่อย
“หนอนแมลงวันลาย” ดูแลง่าย เป็นแหล่งอาหารจากขยะอินทรีย์สู่อาหารโปรตีนชั้นเลิศ เป็นแมลงที่ไม่เป็นพาหะนำโรค ไม่เป็นศัตรูพืช และไม่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อชุมชน พบได้บริเวณพุ่มไม้ทั่วไปในธรรมชาติ กินน้ำและน้ำหวานเป็นอาหาร หนอนแมลงวันลายจึงเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูงสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์เศรษฐกิจที่เป็นสัตว์สวยงาม เช่น ปลาคาร์พ ปลาสวยงาม เป็นต้น เปรียบเทียบโปรตีนในแมลงต่างๆ หนอนแมลงวันน้ำหนักแห้ง 100 กรัม จะให้โปรตีนประมาณ 9-65 กรัม วงจรชีวิตหนอนแมลงวันลาย ขึ้นอยู่กับการเลี้ยง ถ้าอาหารที่ให้หนอนกินมีโปรตีนสูงวงจรชีวิตหนอนจะสั้น การเลี้ยงเพื่อไปทำอาหารให้สัตว์ ไข่หนอน 1 กรัม ระยะเวลาเลี้ยง 10 วัน จะได้หนอนสีขาว 3 กิโลกรัม หนอนอนุบาล 1 กรัม ระยะเวลาเลี้ยง 10-14 วัน เพื่อให้เป็นดักแด้ จะได้หนอนดักแด้หรือตัวดำ 3-5 กิโลกรัม สามารถนำหนอนที่ระยะเป็นสีขาวไปให้ไก่ เป็ด และปลา ภายในฟาร์มก็จะหมุนอาหารนี้ให้เป็นแหล่งโปรตีนสะอาดมาเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน แล้วก็จะได้ปุ๋ยจากมูลหนอนมาปลูกผักอินทรีย์ เนื่องจากหนอนแมลงวันลาย หรือหนอนแม่โจ้ ตัวโตเต็มวัยมีไขมัน 30 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ โ
ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ที่มาแรง มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอนค่อนข้างโต มีน้ำหนัก ขายได้ราคาดี เป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยง ซึ่งมีวงจรชีวิตสั้นและนำไปบริโภคเช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นๆ สำหรับด้วงสาคู หรือ ด้วงลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rhynchophorus ferrugineus Oliver วงศ์ Curculionidae อันดับ Coleoptera เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจำพวกแมลงที่มีชื่อเรียกว่า ด้วงงวง ด้วงไฟ ด้วงมะพร้าว ทางภาคใต้เรียกว่า ด้วงสาคู หรือด้วงลาน ลักษณะตัวเต็มวัย ด้วงสาคูตัวเต็มวัยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 2.2-3.5 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมส้ม หรือสีน้ำตาลปนดำ ปากยาวบอบบาง มีงวงโค้ง มีจุดแต้มสีน้ำตาลแต้มกระจายบริเวณด้านบนของอกปล้องแรก ซึ่งจุดแต้มนี้มีหลายรูปแบบ ปีกคู่หน้ามีริ้วรอยเป็นเส้นๆ ตามความยาวของปีก ปีกคลุมไม่มิดส่วนปลายท้อง ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกัน โดยที่ตัวผู้จะมีขนมองเห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะเป็นแนวบริเวณส่วนกลางตามความยาวของงวง ทั้งนี้ รูปแบบการเลี้ยงด้วงสาคูในปัจจุ
“โคขุน” ไม่ได้เป็นเพียงการเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่าย แต่คือธุรกิจที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม และความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพความสำเร็จได้ชัดเจน คือ คุณสานน กันรัมย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สไมล์ บีฟ จำกัด ที่สามารถพัฒนาอาชีพเสริมในอดีต ให้กลายเป็นธุรกิจโคขุนครบวงจร ที่ตลาดให้การยอมรับ จากการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีการควบคุมมาตรฐานการผลิตในทุกขั้นตอน ส่งผลให้ฟาร์มสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพ ป้อนตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว พลิกเกมเลี้ยงโคเนื้อ สู่ธุรกิจโคขุนครบวงจร คุณสานน เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันสายพันธุ์แท้ ต่อมาประมาณปี 2557 มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนเกษตรรายอื่นๆ ที่มีการเลี้ยงโคขุนและยังไม่มีทิศทางการทำตลาดที่จัดเชน ช่วงนั้นจึงได้ตัดสินใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการทำตลาดโคขุน และสร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้สามารถผลิตเนื้อส่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง “ในระยะแรกเจออุปสรรคบ้างแต่สู้ไม่ถอยครับ พอสู้มาเรื่อยๆ ทำให้เนื้อโคขุนในกลุ่มของผมเป็นที
ฟาร์มไก่ไข่แห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “ธุรกิจ” แต่เริ่มจากการต่อสู้ของครอบครัวเกษตรกรรุ่นเตี่ยรุ่นแม่ที่ย้ายถิ่นฐานมาสร้างครอบครัว และลองทำกินทุกอย่าง ตั้งแต่การเลี้ยงไก่เนื้อ เลี้ยงปลา แต่ไม่ใช่ทุกความพยายามจะประสบความสำเร็จ สุดท้าย “ไก่ไข่” กลายเป็นทางเลือกที่พาครอบครัวไปต่อได้ แม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีกินมีใช้ในฐานะปานกลางจนสามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ คุณวัฒณ์-ชาณุวัฒณ์ สิวะโมกข์ เจ้าของฟาร์มไข่ไก่ King Eggs (ราชาไข่ไก่) คือทายาทรุ่น 2 ที่เติบโตมากับภาพเหล่านี้ พร้อมความตั้งใจเล็กๆ ว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาดูแลกิจการ แต่ชีวิตกลับพาให้ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัว ความตั้งใจก็ถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งช่วงหลังปี 2546 เมื่อผ่านวิกฤตไข้หวัดนกระบาด ไก่ที่ถูกทำลายหมดฟาร์มแทบไม่เหลืออะไร เหลือเพียงเตี่ยกับแม่ที่ต้องเผชิญกับความจริงตรงหน้า จากนั้นทุกคนในครอบครัวได้มาช่วยกันเริ่มต้นใหม่และสร้างเป็นฟาร์ม King Eggs จนถึงปัจจุบัน “การเริ่มต้นใหม่ในครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เตี่ยกับแม่ตัดสินใจขายที่ รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมด แล้วกลับมาเลี้ยงไก่อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แบบเดิม จา
โคเนื้อเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถเลี้ยงเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้อย่างเหมาะสม หลายครอบครัวนิยมเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ประจำปี และสามารถดูแลควบคู่ไปกับงานประจำได้ไม่ยุ่งยาก หากมีการจัดการฟาร์มที่ดี โดยเฉพาะการแบ่งพื้นที่ทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดภาระและลดต้นทุนได้มาก การเลือกใช้สายพันธุ์ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ จึงไม่มีสูตรตายตัวสำหรับผู้เลี้ยง เพราะแต่ละชุมชนก็มีเอกลักษณ์และรูปแบบการค้าขายที่แตกต่างกันไป คุณมิ้น-กชพรรณ กุกไชย ได้เริ่มเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมชาโรเล่ย์เป็นอาชีพเสริม ภายในฟาร์มที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาในตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน เดิมทีครอบครัวทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาตลอด แต่ราคาผลผลิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน ทำให้รายได้ไม่แน่นอน จึงเริ่มมองหาแนวทางสร้างรายได้เพิ่ม การเลี้ยงโคเนื้อจึงกลายเป็นคำตอบที่เหมาะสม โดยเฉพาะโคลูกผสมชาโรเล่ย์ที่ตลาดในพื้นที่มีความต้องการสูง พ่อค้ามักเข้ามารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม ทำให้เป็นสายพันธุ์ที่เธอเลือกพัฒนาต่ออย่างจริงจัง พลิกเกมโคเนื้อด้วยโคลูกผสมชาโรเล่ย์ ลดต้นทุน-เพิ่มกำไรอย่างเห็นผล คุณมิ้น เล่าใ
แมลงดานา ถือเป็นอาหารที่นิยมนำมาประกอบอาหารชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หอม เมื่อนำมาใส่อาหารจะช่วยเพิ่มหรือปรับปรุงกลิ่นของอาหารให้น่ากินมากขึ้น อาหารที่นิยมใช้แมลงดานาเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ น้ำพริกแมลงดา ซุบหน่อไม้ อาหารประเภทยำ เป็นต้น การนำแมลงดานามาประกอบอาหาร นิยมนำแมลงดานามาเผาไฟให้สุกก่อน เพื่อให้ความร้อนกระตุ้นให้มีกลิ่นมากขึ้น แล้วจึงมาตำผสมกับอาหารหรือบดแล้วคลุกใส่อาหาร นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บแมลงดานาให้สามารถเก็บได้นานด้วยวิธีการดองเค็มกับน้ำปลาหรือน้ำเกลือ เนื่องจากแมลงดานาในปัจจุบันเป็นที่หายาก หากเป็นช่วงนอกฤดูกาลแมลงดานาเกิดขึ้นตามธรรมชาติได้น้อย ก็ทำให้ผลผลิตไม่พอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงมีการสังเคราะห์สารเลียนแบบ ซึ่งจะให้กลิ่นเหมือนกลิ่นแมลงดานา มาใช้สำหรับปรุงอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำน้ำพริกแมลงดาที่ต้องใช้ในปริมาณมาก แมลงดานามีลักษณะรูปร่างรูปไข่ ลำตัวแบนยาว ประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาล มีขนขนาดเล็กปกคลุม มีขา 6 ขา ขาคู่หน้าใช้สำหรับจับเหยื่อ การคุ้ยหาอาหาร ส่วนขา 2 คู่หลัง ใช้สำหรับการว่ายน้ำและการเดิน อาหารของแมลงดานาคือ ลูกอ๊อด ลูกปลาขนาด
คุณวันดี สอนฮุง ยึดอาชีพทำสวนยางพารามากว่า 10 ปี ต่อมาได้เลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา โดยในช่วงแรกเน้นเลี้ยงแบบขุนเพื่อส่งขายให้กับพ่อค้า และพัฒนาการเลี้ยงมาเรื่อยๆ เน้นผสมพันธุ์สำหรับขายลูกแพะ จนเกิดเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณวันดี เล่าว่า บนเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาปลูกยางพารา คุณวันดีจึงได้แบ่งพื้นที่นาบางส่วนมาปลูกยางพารา ประมาณ 10 ไร่ และพื้นที่ที่เหลือยังทำนาอยู่เช่นเดิม เมื่อต้นยางพาราเจริญเติบโตจนสามารถกรีดให้น้ำยางเป็นผลผลิตได้ จึงยึดเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และช่วงที่ยางผลัดใบที่ต้องมีการพักการกรีด จึงได้หาแพะมาเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ในเวลาต่อมา “การเลี้ยงแพะเริ่มแรกเลยคือลูกชาย เขาก็มาบอกว่าเห็นที่อื่นเลี้ยงแล้วขายได้ ก็เลยหานำมาเลี้ยง โดยช่วงแรกเน้นเลี้ยงเป็นแบบแพะขุนขายก่อน ก็ประสบผลสำเร็จดี แต่ด้วยปริมาณแพะที่เยอะขึ้นทำให้พื้นที่อีก 7 ไร่ที่เคยทำนาปรับมาปลูกหญ้าเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงแพะขุนแทน พอตลาดเริ่มนิ่งสามารถขายได้ดี ก็เลยเกิดแนวความคิดใหม่ เลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกพันธุ์ขาย น่าจะตอ
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเทรนด์อุตสาหกรรม “อาหารแห่งอนาคต (Future Food)” คือ เทรนด์อาหารอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารแบบเดิม ให้ตอบโจทย์การลดสภาวะโลกร้อนไปพร้อมกับสร้างระบบอาหารที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการสูงและดีต่อความยั่งยืนของโลก เป็นที่มาของความหลากหลายในการต่อยอดที่ไม่จำกัดรูปแบบหน้าตาของอาหารอนาคต ขอเพียงทำแล้วตอบโจทย์แนวทาง “ดีต่อใจ-ดีต่อสุขภาพ-ดีต่อโลก” จิ้งหรีด จัดอยู่ในเทรนด์อุตสาหกรรม Novel Food หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “อาหารใหม่” เป็นซุปเปอร์ฟู้ด (Super Food) ที่ให้สารอาหารสูง โดยจิ้งหรีดถือเป็นอีกแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตที่สำคัญ หากประเทศไทยมีการสนับสนุนส่งเสริมการเลี้ยงในระบบที่ทันสมัยมากขึ้น ได้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่แม่นยำ ในอนาคตจิ้งหรีดจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล ด้วยสภาพอากาศของประเทศไทยที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นที่สุด คุณบัญชร นามธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามสิบสอง อินโนเวท จำกัด (32 BUG FARM) ตั้งอยู่ที่ ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มจิ้งหรีดแนวตั้ง นว
ปัจจุบัน “ชันโรง” หรือผึ้งจิ๋ว นับเป็นแมลงเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากดูแลจัดการง่าย แถมให้ผลตอบแทนสูง ชันโรงเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้ง ช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังมีผลพลอยอีกมากมาย เช่น การขายตัวอ่อนนางพญาผึ้งชันโรง การขายน้ำผึ้งชันโรง ยางไม้ (ชัน) หรือ พรอพโพลิส (Propolis) ที่อุดมด้วยคุณค่าโภชนาการ สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้หลายชนิด อาทิ สบู่ หรือโลชั่น ฯลฯ น้ำผึ้งชันโรงไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่มีสรรพคุณทางยา ถือเป็นยาอายุวัฒนะ เพราะชันโรงมีพฤติกรรมเก็บน้ำหวานจากดอกไม้และละอองเกสรของพืชที่มีคุณสมบัติทางยามาใช้เป็นอาหารเช่นเดียวกับผึ้ง ชันโรงดูดน้ำหวานดอกไม้ 20 เปอร์เซ็นต์ และเก็บเกสรดอกไม้ 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผึ้งทั่วไปมักดูดน้ำหวานจากดอกไม้ 80 เปอร์เซ็นต์ และเก็บเกสรดอกไม้ 20 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน น้ำผึ้งชันโรงขายได้ราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีส่วนประกอบของสารฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ สมานแผล และช่วยบำรุงสมอง อยากรู้เรื่อง “ชันโรง”ต้อง
