ปศุสัตว์
สวัสดีครับ เจอกันกับผม ธนากร เที่ยงน้อย เป็นครั้งแรกในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” ที่ผมอาสามาเขียนประจำ คอลัมน์นี้ผมตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรรายย่อยที่มีแนวคิดก้าวหน้า มีวิธีการปฏิบัติที่น่าสนใจ เหมาะควรที่จะเสนอเป็นตัวอย่างให้แก่พี่น้องเกษตรกรท่านอื่นๆ พบกันครั้งแรกผมขออนุญาตเล่าที่มาที่ไป ว่าทำไมผมต้องเจาะจงนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรรายย่อย? คำตอบก็เนื่องมาจากข้อมูลมากมายทั้งของภาครัฐและเอกชน ชี้ตรงกันว่าเกษตรกรรายย่อยคือคนสำคัญ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตรรายงานว่า “เกษตรกรรายย่อยถือเป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเป็นกลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยนำรายได้มาใช้จ่ายในระดับชุมชนเกิดการหมุนเวียนของเงินตรา” หรือ FAO (2018) ที่รายงานว่า ผลผลิตอาหารในโลก ราว 80% ผลิตมาจากฟาร์มขนาดเล็กของครอบครัว และเกินกว่า 90% ของฟาร์มทั่วโลกเป็นฟาร์มขนาดเล็กที่เป็นธุรกิจของครอบครัว คำถามถัดมา ใครคือเกษตรกรรายย่อย? คำตอบที่เป็นประกาศของภาครัฐ เกษตรกรรายย่อยคือ เกษตรกรที่ทำนาไม่เกิน 50 ไร่ กรณีทำ
นม เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งภายในน้ำนมประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการและสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้ นมนอกจากจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคแล้ว นมยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อีกด้วย จึงเกิดเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เหมือนเช่น คุณโกมินทร์ บุตรดี อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 14 ตำบลซับสนุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่ยึดอาชีพการเลี้ยงโคนมมาเกือบ 30 ปี จึงทำให้เวลานี้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี เรียนจบทางการเกษตร จึงเริ่มมาทำงานด้านนี้ คุณโกมินทร์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาเกี่ยวกับวิชาทางด้านการเกษตรแล้ว ในช่วงแรกได้ทำงานเป็นลูกจ้างทั่วไปต่อมามีโครงการเกษตรกรก้าวหน้า โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้มีการประกาศว่าผู้ที่จบทางด้านการเกษตรและยังไม่มีงานประจำทำ มายึดอาชีพทางการเกษตร โดยผู้ที่สมัครเข้าโครงการต้องจบการศึกษาทางการเกษตร จึงจะสมัครเป็นเกษตรกรก้าวหน้าได้ “บ้านเดิมผมอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี ช่วงนั้นไปเรียนจบ ปวส. ที่เกษตรสุรินทร์ พอดีรัฐบาลในช่วงนั้นประกา
“ไก่พื้นเมือง” หรือ “ไก่บ้าน” ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาของเนื้อไก่” เพราะแข็งแรง ทนทาน เลี้ยงดูง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี มีความต้านทานโรคสูง เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีไขมันต่ำ นำมาปรุงอาหารได้อร่อยหลากหลายเมนู ยกตัวอย่างเช่น “ไก่บ้านตะนาวศรี” ที่มีรสชาติและรสสัมผัสอร่อยเข้มข้นถูกปากผู้บริโภคแล้ว เนื้อไก่ยังมีโปรตีนสูง แต่มีปริมาณไขมันต่ำกว่าไก่ทั่วไป จึงได้รับความนิยมสูงติดตลาดมานานกว่า 20 ปี “ไก่บ้านตะนาวศรี” นับเป็นไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เดียวที่ถูกนำมาพัฒนาเชิงการค้าอย่างครบวงจรรายแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด” ซึ่งกลายเป็นผู้นำตลาดไก่พื้นเมืองครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทยอีกด้วย กว่าจะเป็น “ไก่บ้านตะนาวศรี” ด้วยความช่างคิดของ “คุณลิขิต สูจิฆระ” ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ซึ่งผันตัวเองจากการเป็นอาจารย์ทางด้านเกษตรมาใช้ชีวิตแบบเกษตรกรเต็มขั้น ท่านไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและปรับปรุงทั้งสายพันธุ์และกระบวนการเลี้ยงไก่บ้านหรือไก่พื้นบ้านให้มีคุณภาพดีขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทำอย่างไรให้ไก่พื้นบ้าน มีคุณภาพเนื้อที่ดี อร่อย เหมา
ปัจจุบันความสำเร็จของการทำเกษตรเกิดจากการมองถึงโอกาสในเรื่องของการประหยัดต้นทุนมากขึ้น เพราะการลดต้นทุนเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สินค้าต่างๆ มีผลกำไรในการขายสินค้าแต่ละครั้ง เพราะถ้าหากไม่มีการคำนึงในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต ก็จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีแต่เพิ่มภาระหนี้สิน หรือบางรายมีผลกำไรที่ไม่มากพอ แม้แต่เกษตรกรที่ทำปศุสัตว์เองในเวลานี้หลายๆ ครัวเรือนที่ได้มีการใส่ใจในเรื่องการลดต้นทุนมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้แล้ว ยังสามารถมีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายในคราวจำเป็น อย่างเกษตรกรหลายรายได้มีการประหยัดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ในการขายแต่ละครั้งมีรายได้เพียงพอ เหมือนเช่น คุณเกษร สุขสุคนธ์ อยู่บ้านเลขที่ 257 หมู่ที่ 7 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยึดอาชีพเลี้ยงโคลูกผสมเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ โดยเน้นประหยัดต้นทุนด้วยการนำไปเลี้ยงตามทุ่งหญ้าทุ่งนา ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนในเรื่องค่าอาหาร สามารถมีกำไรจากการขายได้เป็นอย่างดี คุณเกษร เล่าให้ฟังว่า ทำอาชีพเสริมเกี่ยวกับเลี้ยงโคเนื้อมากว่า 10 ปี เพราะสมัยก่อนนั้นยังไม่ได้คิดที่จะทำงานอาชีพทางด้านนี้ ต่อมาได้รับ
เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทรงเป็นห่วงราษฎรมีแหล่งอาหารโปรตีนไม่เพียงพอ ทรงแนะให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง “ไก่แม่ฮ่องสอน” เพื่อช่วยให้ราษฎรในพื้นที่มีอาชีพ พร้อมแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพ “ไก่แม่ฮ่องสอน” เป็นไก่พื้นเมืองท้องถิ่นที่เลี้ยงกันในชนบทเกือบทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เกษตรกรที่เลี้ยงมีทั้งในหมู่บ้าน รวมทั้งชาวเขาในเขตที่สูง ไม่ว่าจะเป็นชาวกะเหรี่ยง มูเซอ ลีซอ ฯลฯ ลักษณะทั่วไปของไก่พันธุ์นี้คล้ายกับไก่ป่า จึงคาดว่าเป็นไก่ที่มีต้นพันธุ์มาจากไก่ป่า โดย เพศผู้ มีลักษณะขนคอและหลังสีเหลืองแดงเข้ม ขนลำตัวและหางมีสีดำ มีขนปุยขนที่โคนหาง หงอนจักร ใบหน้าแดง แข้งและปากมีสีดำหรือเทา มีขนตุ้มหูสีเหลือง ผิวหนังขาวอมแดง และ เพศเมีย มีลักษณะขนลำตัวสีน้ำตาลกระเหลืองหรือน้ำตาลลายป่าทั้งตัว หงอนจักร ใบหน้าแดง ปากและเเข้งสีดำหรือเทาหรือน้ำตาล มีขนตุ้มหูสีเหลือง ผิวหนังขาวอมแดง ชาวบ้านเลี้ยงไก่แม่ฮ่องสอนเพื่อการบริโภค ไว้จำหน่าย สร้างความเพลิดเพลินในแบบไก่สวยงาม รวมถึงยังเลี้ยงเป็นไก่ล่อหรือต่อไก่ป่า ตำบลแม่เงา อำเภอข
วันที่ 16 มิถุนายน 2546 นับเป็นวันสำคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านปางมะนาว ตำบลหินดาต อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยเป็นวันจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านปางมะนาว โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 11 ราย และจากก้าวแรกของการเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ การดำเนินงานของกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านปางมะนาวได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผลงานต่าง ๆ ออกมาให้เห็นอย่างเด่ชัด จนกลายเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างของจังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านปางมะนาว ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ 11 ตำบลหินดาต อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 087-729 -0765 ปัจจุบัน มีสมาชิก 37 คน และมี นายไพบูลย์ ศรีภักดี เป็นประธานกลุ่ม มีคณะกรรมการบริหาร 7 คน ทุนดำเนินการ 606,800 บาท มีทรัพย์สินมูลค่า 471,500 บาท มีผลผลิตโคขุนออกสู่ตลาดทั้งคอกรวม และคอกแยกไม่น้อยกว่า 300 ตัว ต่อรุ่น (4 เดือน) รวมกลุ่มแก้ปัญหา จากที่ต่างคนต่างทำ กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านปางมะนาว เดิมเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว ต่อมาปี 2546 ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มฯ เพื่อหาเงินไปซื้อโคมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม “ตอนแรกมีลักษณะต่างคนต่างเลี้ยง ไม่มีร
ปัจจุบันกระแสการเลี้ยงไก่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับคนไทย เนื่องจากมีไก่ให้เลือกเลี้ยงได้มากมายหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นไก่พื้นเมือง ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งไก่ดำมองโกเลีย ไก่ดำสายพันธุ์มองโกเลีย เป็นไก่ที่มีลักษณะไม่แตกต่างจากไก่ทั่วไปเท่าใดนัก แต่มีเอกลักษณ์อยู่ที่มีสีดำทั้งตัวคือ เนื้อสีดำ กระดูกสีดำ หรือแม้แต่เครื่องในก็ยังเป็นสีดำ ซึ่งไก่ดำที่เลี้ยงในบ้านเราจะเป็นไก่ดำเลือดผสม เพราะมีการเลี้ยงกันมาค่อนข้างนาน จึงอาจทำให้มีการผสมข้ามสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา คุณยงยุทธ ใหม่ตา อยู่บ้านเลขที่ 242 หมู่ที่ 5 ถนนท่าวังผา-เชียงคำ ตำบลริม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความชื่นชอบในไก่ดำมองโกเลีย ถึงแม้ว่าเขาจะมีงานประจำที่ทำอยู่ก็ตาม ก็ได้นำไก่ดำชนิดนี้มาเลี้ยงภายในบริเวณบ้าน จนเป็นงานอดิเรกยามว่างที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว การเลี้ยงไก่ เป็นสิ่งที่ชอบตั้งแต่เด็ก คุณยงยุทธ ชายหนุ่มอารมณ์ดีอัธยาศัยยิ้มแย้ม เล่าให้ฟังว่า เมื่อเข้าสู่วัยทำงานได้มีโอกาสรับราชการเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข ต่อมาจึงได้มองหาอาชีพเสริมที่นอกเหนือจากงาน
จังหวัดลพบุรี มีศักยภาพในการปลูกอ้อยโรงงาน ประมาณ 8 แสนไร่ แต่หลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานลดลงมาก เนื่องจากประสบภัยแล้งต่อเนื่องและราคาที่ตกต่ำ ทำให้มีผลกำไรลดลง คุณอ้อม หรือ คุณจีรนันท์ กล่ำเพชร เกษตรกรชาวไร่อ้อยจึงสนใจลงทุนทำฟาร์ม “เลี้ยงแพะ” เป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ สู้ภัยแล้ง แรกๆ ก็เลี้ยงไม่กี่ตัว จนถึงปัจจุบัน มีกว่า 60 ตัว ลูกแพะตัวผู้จะขุนขาย ส่วนตัวเมียเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ อาชีพเลี้ยงแพะใช้ต้นทุนต่ำ แต่ทำรายได้ดี ทะลุหลักแสนต่อปี เลี้ยงแพะ ใช้ต้นทุนต่ำ คุณอ้อม หรือ คุณจีรนันท์ กล่ำเพชร เจ้าของฟาร์มแพะอินทรีแดง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทอง อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี โทร. 092-634-4546 คุณอ้อม เล่าให้ฟังว่า เดิมครอบครัวเธอมีอาชีพทำไร่อ้อยและให้บริการรถตัดอ้อย เมื่อ 4 ปีก่อน ไร่อ้อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง และประสบปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ สามีคุณอ้อมจึงสนใจอยากเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมรายได้ โดยศึกษาหาข้อมูลเรื่องการเลี้ยงแพะจากหนังสือการเกษตรประเภทต่างๆ รวมทั้งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ใช้เป็นคู่มือในการลงทุนทำฟาร์มแพะขุน ฟาร์มอินทรีย์แดง เริ่มต้นเลี้ยงแพะ พัน
“การนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและรายได้ส่วนใหญ่ของประชาชน จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านการเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และการประหยัดแรงงาน นอกจากนี้ ระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่ควบคุมโดยพลังงานไฟฟ้า เมื่อมีการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ก็เป็นแนวทางเลือกหนึ่งของพลังงานทดแทน” อาจารย์พนิตา ภักดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยและอาจารย์ผู้ดูแลโครงการศูนย์สาธิตระบบฟาร์มเป็ดอัตโนมัติด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ เลขที่ 489 ถนนประชาพัฒนา แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โทร. (091) 436-6291 ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ ในวันนี้นอกจากเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ภายใต้ความมุ่งมั่นเพื่อตอบสนองความต้องการสังคมในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณธรรม คุณภาพ และทัศนคติที่ดีต่อธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมไทยและประเทศไทย ด้วยแนวนโยบายของผู้บริหา
แพะนมพันธุ์ซาแนน (SAANEN) เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำนมในปริมาณมาก จนได้รับขนานนามว่า “ราชินีแห่งนม” มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ลักษณะประจำพันธุ์คือ มีสีขาว มองแล้วสะอาดตา บางตัวอาจเป็นสีครีม ใบหน้ามีลักษณะแบน ใบหูสั้น ตั้งตรงชี้ไปข้างหน้า เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียอยู่ที่ 50 กิโลกรัม และมีเต้านมใหญ่ หัวนมเรียวยาว สามารถให้น้ำนมเฉลี่ยวันละ 3 กิโลกรัม ตัวเมียเมื่อตั้งท้องสามารถมีลูกได้ 1-3 ตัว ต่อ 1 แม่ จากความน่ารัก ขี้เล่นของแพะนมสายพันธุ์นี้ จึงทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ เพื่อผลิตน้ำนมส่งจำหน่าย เหมือนเช่น คุณสุริพงษ์ ณะทิตศรี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 1 ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม จังหวังลพบุรี จากบัณฑิตแม่โจ้ สู่อาชีพปศุสัตว์ คุณสุริพงษ์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ จึงได้มีแรงบันดาลใจที่สนใจอยากเลี้ยงแพะนม เกิดจากได้ไปเห็นการเลี้ยงแพะนมว่าไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และที่สำคัญเมื่อแพะเจริญเติบโตเต็มที่สามารถให้น้ำนมได้เป็นอย่างดี จึงมองว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจของเขาในขณะนั้น ซึ่งตัว
