พืชทำเงิน
อดีตพนักงานแบงก์เริ่มต้นจากความชอบปลูกต้นไม้ ปลูกผัก บนพื้นที่หลังบ้าน จากพื้นที่เล็กๆ เรียนรู้ศึกษาจากโลกออนไลน์ สู่แปลงผักมินิมอล ที่หลายๆ คนต้องเคยเห็นบนโลกออนไลน์ เรียกได้ว่าเป็นแปลงผักในฝันของใครหลายๆ คน ที่อยากจะมีแปลงผักแบบนี้เป็นของตัวเอง คุณวลัยลักษณ์ คำคูณ หรือ คุณแพท เจ้าของวลัยฟาร์ม จังหวัดพะเยา ลาออกจากงานประจำอดีตพนักงานแบงก์ ย้ายกลับมาอยู่กับแฟนที่พะเยา ช่วงนั้นเรียกว่าเป็นจุดที่พีก แฟนเข้ารับการรักษาผ่าตัดซีสต์ที่มดลูก ไม่มีใครช่วยแฟนทำงานต่อเลยลาออกมาช่วยแฟนทำ จุดเริ่มต้นจากการซื้อที่หลังบ้าน ที่ดินเล็กๆ ประมาณ 1 ไร่ 75 ตารางวา ส่วนพื้นที่ในการปลูกผักทำสวนเพียง 2 งาน เริ่มทำตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 3 จากพื้นที่ว่างเปล่าถมที่ และปลูกผักมาเรื่อยๆ ทำแปลงผักต่างๆ จากวัสดุที่มีอยู่แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดต้นทุนการผลิตไปได้ส่วนหนึ่ง พัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นที่มาของ “วลัยฟาร์ม” เป็นที่มาของฟาร์มแห่งความสุขของเรานั่นเอง หลายๆ คนคงสงสัยว่าอดีตเป็นพนักงานแบงก์แล้ว เอาความรู้การปลูกผักมาจากไหน คุณแพท ได้เล่าให้ฟังว่า “เดิมเป็นคนอีสาน ตอนเด็กๆ แม่ปลูกผักขายอยู่แ
น้องโฟกัส สาวน้อยวัย 16 ไม่อายทำกิน สู้แดดขับรถดำนาแบ่งเบาภาระพ่อ เก็บเงินเรียนสัตวแพทย์ เผย ไม่รู้สึกอายเพราะเป็นอาชีพสุจริต ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หลังทราบเสียงชื่นชมจากชาวบ้านถึงความกตัญญูของ น.ส.สุภัชชา อนุตโร หรือ น้องโฟกัส อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนช่องพรานวิทยา เยาวชนสู้ชีวิตที่ใช้เวลาว่างจากการเรียนไปรับจ้างดำนา ลุยโคลนเพื่อหาเงินช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว เมื่อไปถึงพบน้องโฟกัสพร้อมครอบครัว และเพื่อนเกษตรกรสมาชิกกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขานม ต่างกำลังช่วยกันม้วนต้นกล้าข้าว เตรียมขนย้ายขึ้นรถกระบะไปผืนนาของเกษตรกรที่ว่าจ้างดำนา หลังจากไปถึงไม่รอช้า น้องโฟกัสก็กระโดดขึ้นรถดำนาคู่ใจขับลุยโคลนปักต้นกล้าดำนาด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางแสงแดดจ้า โดยมีคุณพ่อที่คอยช่วยบรรจุต้นกล้าใส่เครื่องดำนา เพียงไม่นานก็แล้วเสร็จ ต้นกล้าถูกปักดำอยู่บนแปลงอย่างเป็นระเบียบสวยงาม พร้อมเจริญเติบโตต่อไป น้องโฟกัส เปิดเผยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อต้องทำงานหนักและเหนื่อยเพื่อครอบครัวมาโดยตลอด จึงพยายามตั้งใจเรียนและช่วยเหลืองานบ้านเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก่อนหน้
ระบบวนเกษตร หมายถึง การทำเกษตรในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือการนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่าทำการเพาะปลูกในบางช่วงเวลา สลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุมและมีความชุ่มชื้นสูง บางพื้นที่มีชื่อเรียกเฉพาะตามลักษณะความโดดเด่นของระบบนั้นๆ การเกษตรรูปแบบนี้ส่วนใหญ่พบในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรจะผลิตโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม เช่น ไม่โค่นไม้ป่า หรือการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “วนเกษตร” เป็นแนวคิดและทางเลือกปฏิบัติทางการเกษตรแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยสามารถแบ่งเป็นหลายประเภท ดังนี้ 1. วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน 2. วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ โดยการปลูกต้นไม้เสริมในที่ไม่เหมาะสมกับพื
ในยุคที่เกษตรกรต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น คุณนิด-กุณฑล เชยสุนทร เกษตรกรจากตำบลหนองข้างคอก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี คือตัวอย่างของผู้ที่พลิกจากการปลูกผัก มาสร้างอาชีพที่มั่นคงด้วยการปลูกฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่ ฝรั่งสายพันธุ์เนื้อกรอบ รสหวาน มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ “ก้นผลเกลี้ยง” จากการปลิดกลีบเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก จนกลายเป็นจุดสังเกตของฝรั่งคุณภาพจากหนองข้างคอก ด้วยการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระยะปลูก การใส่อินทรียวัตถุบำรุงดิน การห่อผลแบบควบคุมจำนวนต่อกิ่ง ไปจนถึงการดูแลต้นให้สมบูรณ์ในแต่ละรอบผลผลิต ทำให้ฝรั่งในพื้นที่ 1 ไร่กว่า 100 ต้น สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยได้ถึง 3 ตันต่อรอบ ฝรั่งพันธุ์กลมสาลี่มีทรงผลกลม ผิวเปลือกสีเขียวอ่อนนวล สีเนื้อขาว เนื้อกรอบ รสชาติหวาน มีเอกลักษณ์คือ ผลผลิตฝรั่งมีการปลิดกลีบเลี้ยงของผลฝรั่งออก ซึ่งลักษณะประจำพันธุ์ของฝรั่งกลมสาลี่เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเกลี้ยง มีสีน้ำตาล กิ่งที่ยังอ่อนอยู่จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดความสูงของลำต้นมีประมาณ 3-5 เมตร ในส่วนของใบ มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่ มีความกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG ต่อ Carbon Credit จะต้องทำการเกษตรที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม การลดการเผาซังข้าว ตอซัง การกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ถูกต้อง การลดปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมทั้งการแก้ปัญหา PM 2.5 การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ในการผลิตพลังงาน นายพิชิต เกียรติสมพร หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาน้ำขังแบบเดิมเป็นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดก๊าซมีเทนในดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจากการสัมภาษณ์นายพิชิต บอกเล่าว่า ตนเองทำนาเปียกสลับแห้งบนพื้นที่ จำนวน 20 ไร่ จากนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดโดยกรมการข้าว ซึ่งได้มีบริษัทเอกชนมาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวรักษ์โลกและการขายคาร์บอนเครดิต ตนเองจึงสนใจทำนาเปียกสลับแห้งเพื่อขายคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา นายพิชิตในฐาน
ชีวิตเริ่มต้นมาจากคำว่า “ศูนย์” นั่นคือ ข้อสรุปสั้นๆ บนเส้นทางชีวิตต้องสู้ของเกษตรกรต้นแบบในเขตปฏิรูปที่ดิน เจ้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชาลุ่มน้ำยมในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ชื่อ ประดิษฐ์ นันท์ตา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ 5 บ้านแม่พร้าว ตำบลบ้านหวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง “ผมเป็นคนจังหวัดแพร่ ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดลำปางเพราะพี่ชายชวนมา ในปี 2545 ผมกับครอบครัวมาแบบไม่มีอะไรเลย ที่ดินทำกินของตนเองก็ไม่มี เริ่มต้นผมมาเช่าที่ดินของคนรู้จักทำกินก่อน ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ ปีแรกที่ลงทุน เจ๊งครับ กู้เงินมาลงทุน 30,000 บาท ขายข้าวโพดได้ 15,000 บาท” “ไม่ท้อครับ สู้ต่อ สู้มาอีกหลายปี จนชีวิตเริ่มดีขึ้น เพราะได้รับคัดเลือกจาก ส.ป.ก. ให้ได้รับสิทธิ์ในที่ดินของ ส.ป.ก. จำนวน 30 ไร่” หลังจากมีที่ดินเป็นของตนเอง เขาได้เริ่มต้นเดินตามแนวทางที่วาดฝันไว้ “เพราะได้ความรู้ได้เปิดโลกให้กว้างขึ้นด้วยการสนับสนุนของ ส.ป.ก. ทั้งการเข้ามาให้ความรู้ที่สวน และการพาไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมยึดมั่นในการว
ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผักพื้นบ้านหรือผักสวนครัวริมรั้วกลายเป็น “คลังอาหารธรรมชาติ” ที่หลายครอบครัวเริ่มหันกลับมาปลูก ไม่ใช่แค่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้อาหารปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังสามารถใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านรักษาโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย ผักสวนครัวริมรั้วจำนวนมาก ปลูกง่าย โตไว ทนแล้ง และที่สำคัญคือ เก็บกินได้ทั้งปี แค่เลือกชนิดให้เหมาะกับพื้นที่ ดูแลน้อยๆ ก็ได้ผลผลิตแบบไม่ขาดมือ ปัจจุบันผู้คนเริ่มกลับมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น “สวนกินได้รอบบ้าน” จึงกลายเป็นไอเดียที่ทั้งเรียบง่ายและคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อย เพียงแค่จัดสรรริมรั้วให้เป็นพื้นที่สีเขียว ก็สามารถปลูกสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่มีคุณประโยชน์หลากหลายได้แล้ว ผักพื้นบ้านอย่างโหระพา กะเพรา ตะไคร้ ข่า ขิง ไปจนถึงฟักเขียว มะระ หรือบวบ ล้วนเป็นพืชที่เลี้ยงง่าย ทนแดด ทนฝน และไม่ต้องดูแลจุกจิก เพียงปลูกครั้งเดียวก็ให้ผลผลิตยาวนาน เก็บกินได้เรื่อยๆ ตลอดปี ทำให้ทุกมื้ออาหารในบ้านมีวัตถุดิบสดใหม่จากสวนของเราเอง มะระขี้นก เป็นพืชสมุนไพรข้างรั้วที่น่าสนใจ มะระขี้นก มีชื่อเรียกแต่ละท้องที่ อาทิ ทาง
คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเก่ง ให้ข้อคิดหลักการทำเกษตรเบื้องต้นว่า “ทำการเกษตร ถ้ารู้จักจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะมีพื้นที่กี่ไร่ มีน้อย มีมาก ก็สามารถสร้างรายได้ อย่างไม่ขัดสนได้เช่นกัน คุณพร้อมพงษ์ คำมุงคุณ อยู่บ้านเลขที่ 100 หมูที่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เจ้าตัวบอกว่า หลังลาออกจากงาน ก็มาเริ่มลุยงานเกษตรแต่ความรู้งานเกษตรมีน้อยมาก รู้แค่ว่าอยากปลูกอยากขายเท่านั้น แต่ไม่รู้วิธีการอื่นๆ เพราะฉะนั้นก่อนลงมือทำ จำเป็นต้องเข้าอบรมตามแหล่งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ได้มีการลงสนามทำจริง ปลูกจริง ทำให้รู้ว่างานเกษตรกรรมนอกจากจะต้องสู้กับฝนฟ้าอากาศแล้ว ยังต้องสู้กับพ่อค้าคนกลางอีกด้วย กว่าที่ผลผลิตจะไปถึงมือผู้บริโภค ก็เสียเปรียบจนแทบไม่เหลืออะไร จึงได้ข้อคิดแล้วว่า หากคิดจะทำการเกษตร ก่อนลงมือปลูก คือต้องศึกษาหาตลาดก่อน ทางรอดของเกษตรกรคือ ต้องสามารถเป็นได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้ได้ควบคู่กันไป “เมื่อเข้าใจวิธีการปลูกและการตลาดอย่างลึกซึ้งแล้ว จึงเริ่มลงมือปฏิบัติ พืชที่เลือกปลูกเป็นอย่างแรกคือ มะนาว เนื่องจากเมื่อปี ’53 ตอนนั้นยังเรียนมหาวิทย
นายวสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง และนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในปีนี้ผลผลิตทุเรียนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกในช่วงที่ผ่านมา ในเบื้องต้นประเมินผลผลิตทุเรียนอยู่ที่ 1,100,000 ตัน เสี่ยงเจอผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพอากาศร้อนสุดขั้ว พายุฤดูร้อนฯลฯ ผลผลิตอาจลดลง 15% หรือ ประมาณ 160,000 ตัน คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณ 8 – 9.5 แสนตัน แต่ผลผลิตก็ยังมากกว่าปีก่อน ประมาณ 10% “ผมเชื่อว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในทุเรียน ทั้งแคดเมียม และ BY 2 ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนในปีนี้ เพราะทุกวันนี้ ชาวสวนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจขั้นตอนปฏิบัติในสวนทั้งปฏิบัติตาม GAP และปัจจัยการผลิตมากขึ้นแล้ว ดังนั้นด้านตลาดส่งออกจึงไม่มีปัญหาอะไร” คุณวสันต์กล่าว นายกสมาคมชาวสวนผลไม้จังหวัดระยอง แสดงความห่วงกังวล ผลผลิตจะล้นตลาดในประเทศปีนี้ เนื่องจากประเทศไทยเผชิญภาวะภัยยาวนานตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม เกิดภาวะแห้งแล้ง อากาศร้อน ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเพลี้ยไฟไรแดงค
หลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกเดินออกจากธุรกิจเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม เนื่องจากมองเป็นงานหนัก บางคนมองว่าไม่เท่ รวมถึงบางคนมองว่าเป็นงานยากในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สำหรับ นิ้ง-สิริยากร ธรรมจิตร์ บัณฑิตป้ายแดง เจ้าของแบรนด์ทุเรียน “ลูกสาวกำนัน” จ.จันทบุรี เลือกยืนหยัดกลับมาสานต่อธุรกิจสวนทุเรียนของครอบครัว กลายเป็น New Gen ยุวเกษตรกร ที่มุ่งมั่นให้ธุรกิจเกษตรเติบโตอย่างมีนวัตกรรม นิ้งเล่าว่า เดิมเป็นเด็กที่ชื่นชอบงานด้านวิชาการ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วง ม.6 คุณพ่อไปเห็นทุนการศึกษา ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เพื่อเข้าศึกษาต่อคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (IAM) คณะที่ช่วยให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ สร้างรายได้สูง “ตอนแรกเคยตั้งคำถามว่า ถ้าเรียนด้านเกษตรกรรมเฉยๆ จะไหวหรือไม่ แต่ที่บ้านบอกเราชัดเจนว่า ไม่ได้อยากให้เรากลับมาเพื่อทำสวน แต่อยากให้มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม—” “—ทางคณะให้เราเรียนรู้ด้านเกษตรควบคู่กับธุรกิจ ไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎี แต่ให้เราได้เข้าสู่ภาคปฏิบัติจริงๆ ตลอด 4 ปี ทั้งการฝึกงานที่สวนทุเรียนในจังหวัดอื่น กา
