พืชทำเงิน
ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญ หลายคนเริ่มหันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น ทั้งเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย และลดรายจ่ายในครัวเรือน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การปลูกผักในภาชนะเหลือใช้ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “แปลงผัก D.I.Y.” ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ที่บ้าน ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็ตาม การปลูกผักในภาชนะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัดหรืออยากเริ่มต้นทำเกษตรในบ้าน การเลือกภาชนะให้เหมาะสมกับพืชและพื้นที่ที่เรามีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะภาชนะที่ดีไม่เพียงช่วยให้ผักเติบโตได้ดี แต่ยังเพิ่มความสวยงามให้กับพื้นที่ของเราอีกด้วย มาดูกันว่ามีภาชนะประเภทไหนบ้างที่เหมาะกับการปลูกผัก และข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบคืออะไร เคล็ดลับการเลือกภาชนะ การเลือกภาชนะสำหรับปลูกผักเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และทำให้การดูแลสะดวกขึ้น การเลือกภาชนะที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ดังนี้ 1. ขนาดของภาชนะ สำคัญมาก ภาชนะต้องมีขนาดเหมาะสมกับชนิดพืช ผักรากตื้น เช่น ผักสลัด กะเพรา ใช้กระถางตื้นหรือเล็กก็เพียงพอ ผักรากลึก เช่น มะเขือเทศ แครอท ควรเลือกภาชนะลึกและใหญ่ 2. การ
เวลาเลือกซื้อผักตามแผงตลาด หลายคนมักมองข้ามผักที่มีรอยหนอนกัดหรือดูไม่สวยงาม และเลือกหยิบผักหน้าตาดีแทน แต่รู้ไหมว่า ‘ผักขี้เหร่’ ที่หลายคนมองข้ามนั้น ไม่เพียงมีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผักสวยๆ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณแพทตี้-ปิตุพร ภูโชคศิริ เจ้าของ Hug Hed Farm อดีตเชฟมืออาชีพในต่างประเทศ ที่ตัดสินใจหันหลังให้ครัวเมืองนอก กลับมาปลูกผักออร์แกนิกในบ้านเกิด จนสามารถต่อยอดความสำเร็จ ส่งผักสดคุณภาพสู่ชั้นวางในห้างได้อย่างภาคภูมิใจ หลายคนอาจสงสัยว่า อาชีพเชฟที่มีรายได้ดี ทำไมถึงเลือกเปลี่ยนเส้นทางมาทำเกษตร? คุณแพท เล่าว่า “ตอนที่ทำงานเป็นเชฟอยู่ต่างประเทศ มีช่วงวันหยุดยาวประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเริ่มงานใหม่ เลยตัดสินใจกลับบ้าน และลองทำโรงเห็ดเล็กๆ หลังบ้าน คิดแค่ว่าจะปลูกเห็ดขายเล่นๆ ระหว่างพักงาน แล้วค่อยกลับไปทำงานตามแผนเดิม แต่ตอนนั้นเป็นเพียงความคิดเริ่มต้นเท่านั้น” ช่วงที่กลับมาอยู่บ้านตรงกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนแผนกลับไปทำงานต่างประเทศออกไป จากนั้นจึงเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ โดยมองว่าโรคระบาดครั
ในยุครุ่งเรือง ประเทศไทยเคยส่งออกสับปะรดกระป๋องเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ทุกวันนี้ ยอดการส่งออกสับปะรดกระป๋องมีแนวโน้มลดลง เพราะต้นทุนแรงงานรวมทั้งปุ๋ยสูงขึ้น ทำให้มีต้นทุนการผลิตสับปะรดสูง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่รวมต้นทุนนำเข้าเหล็กแผ่นสำหรับผลิตกระป๋องที่มีราคาสูง ทำให้ไทยเสียเปรียบ “ฟิลิปปินส์” ซึ่งมีต้นทุนผลิตที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม และสาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน มีต้นทุนผลิตแค่ 2 บาทต่อกิโลกรัม เดิมทีเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกสับปะรดส่งโรงงานอย่างเดียว เพราะทำง่าย ถึงเวลาก็ตัดแล้วรับเงิน ไม่ต้องหาตลาด ระยะหลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคา หักต้นทุนแล้วแทบไม่เหลืออะไรเลย เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกสับปะรดผลสด เช่น สับปะรดพันธุ์ MD2 เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด ปลูกสับปะรดสด 5 พันธุ์ใหม่ เจาะตลาดจีน คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม แกนนำเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตาสับปะรด กล่าวว่า ทางเครือข่ายตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกสับปะรดผลสด จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 17 หรือพันธุ์จินจ้วน 2. สับปะรดไต้หวัน สายพันธุ์ไถหนง 23 หรือพันธุ์มะม่วง 3. สับปะรดของ
เมื่อตอนที่แล้วเราได้พูดถึงทิศทางและโอกาสของ “ผำ” กันไปแล้ว ครั้งนี้มาต่อกันในอีกมิติสำคัญ นั่นคือเรื่องของมาตรฐานการผลิต ช่องทางการตลาด รวมถึงการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการผลักดัน “ผำ” ให้ก้าวจากพืชพื้นบ้าน สู่การเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคตในอุตสาหกรรมอาหารและเวลเนส หากถามว่าการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อ “ผำ” มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อาจารย์อารักษ์อธิบายว่า ต้องยอมรับว่า “มีแรงส่งที่ชัดเจน” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะของนโยบายและการขับเคลื่อนในแต่ละยุครัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านหลายยุคสมัย แต่ประเด็นเรื่อง Wellness, Future Food และความมั่นคงทางอาหาร กลับไม่เคยหลุดออกจากวาระการประชุม โดยเฉพาะการพัฒนาอาหารปลอดภัย อาหารฟังก์ชันนอล (Functional Food) และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก “ผำ” เองถือว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว เพราะเริ่มถูกผลักดันในฐานะ Future Food มาตั้งแต่ราวปี 2555 หรือกว่า 10 ปีก่อน ก่อนที่กระแส Plant-based และ Wellness E
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับชุมชน ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับสากล โดยส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ อาทิ เกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืน สร้างรายได้และความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนศรีไคออร์แกนิค ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2561 โดยมี นายสามัคคี นิคมรักษ์ เป็นประธานวิสาหกิจฯ มีสมาชิกเกษตรกร 15 ราย พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์รวม 66 ไร่ เฉลี่ย 4-5 ไร่/ครัวเรือน โดยสมาชิกในกลุ่มจะดำเนินกิจกรรมบนพื้นที่ของตนเองและมีการบริหารจัดการรวมกัน ซึ่งสมาชิกทุกรายผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS จากมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และจากสถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี สำหรับเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่สมาชิกแต่ละครัวเรือนเพาะปลูก ได้แก่ มะเขือเทศเชอร์รี่หวานอินทรีย์ ผักทานใบ ผักสลัด กล้วย มะม่วง และข้าว ซึ่งสินค้าเกษต
จังหวัดนครศรีธรรมราช ในพื้นที่แห่งนี้มังคุดถือว่าเป็นไม้ผลทางเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และไม้ผลอีกชนิดเป็นที่น่าสนใจคือ ทุเรียน พร้อมกันนี้เกษตรกรบางรายได้มีการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่สวนยางพารา มาปลูกไม้ผลอย่างมังคุดและทุเรียนแซมเข้าไป เพื่อให้ในแต่ละปีสามารถมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เพิ่มรายได้ที่ไม่ได้มาจากการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ทางสำนักงานเกษตรอำเภอลานสกาจึงเข้ามาช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ผลิตไม้ผลอย่างมืออาชีพและมีคุณภาพออกสู่ตลาด คุณบุญเติม ศิริวรรณ เป็นเกษตรกรที่ปลูกมังคุดจนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างรายได้แต่ละปีได้ไม่น้อยทีเดียว โดยนำองค์ความรู้ในเรื่องของการประหยัดต้นทุนการผลิตเข้ามาใช้ ส่งผลให้ในรอบการผลิตแต่ละปีช่วยเพิ่มผลกำไรมากขึ้น และที่สำคัญดูแลทุกขั้นตอนด้วยการใส่ใจในอาชีพของตน ทำให้มังคุดมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดมาจนถึงทุกวันนี้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนยางพารา มาทำสวนมังคุด เน้นคุณภาพ คุณบุญเติม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นพื้นที่รอบบริเวณบ้านทั้งหมดปลูกยางพาราไว้สร้างรายได้ ต่อมาประมาณปี 2539 เริ่มรู้สึกอยากเปลี่ยนวิถีการปลูกพืชชนิดอื่น จ
คุณอร่าม ทรงสวยรูป อดีตช่างภาพมืออาชีพ ผันตัวเองมาเป็นชาวนาอินทรีย์ ในชื่อ “ออฟฟิศชาวนา” ในอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา เรื่องราวของเขาได้รับความสนใจและถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมาตลอด จากวันที่ลาออกจากงานประจำ สู่อาชีพเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย ล้มลุกคลุกคลานลองผิดลองถูกมาตลอด ในวันนี้ คุณอร่าม คือตัวอย่าง “เกษตรกรวัยเก๋า” ไม่ใช่แค่ปลูกพืชเป็น แต่ทำเกษตรอย่างมีความสุข สุขภาพไม่พัง และสร้างเงินได้ เพราะเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับวัย คือ “ผักเคล” ที่ปลูกง่าย ให้ผลเร็ว วางแผนจัดการฟาร์มที่เบาแรงแต่ได้ผลผลิตคุ้มค่าและตอบโจทย์ตลาด ทำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ถอดบทเรียนทำเกษตรหลังเกษียณ คุณอร่าม ทรงสวยรูป เกิดในครอบครัวชาวนาจังหวัดสุรินทร์ หลังเรียนจบก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนตลอดระยะเวลา 20 ปี คุณอร่ามอยากลาออกมาทำเกษตร แต่ พ่อแม่ไม่อยากให้เป็นชาวนาทำเกษตรมันเหนื่อย หลังคุณอร่ามทำงานส่งลูกเรียนจบและมีงานทำ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำเกษตรที่โคราช ปิดพ่อแม่ไม่ให้รู้กลัวแกช้ำใจ เวลากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดสุรินทร์ก็บอกว่า ผมกลับออฟฟิศนะ แต่ความจริงมันคือ ออฟฟิศชาวนา ปัจจุบันคุณอร่ามเป็นประธ
ผู้เขียน : ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ มะม่วงเออร์วิน ใน “ญี่ปุ่น” หากเอ่ยถึงผลไม้ที่มีราคาแพงในยุคของญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกถึงมะม่วงลูกสีแดงสวยของญี่ปุ่นที่ชื่อ “ไทโย โน ทามาโกะ” (Taiyo no tamago) เป็นแบรนด์มะม่วงแห่งจังหวัดมิยาซากิ มันมีความหมายว่า “ไข่ของพระอาทิตย์” ว่ากันว่า มีความหวานที่วัดได้มากถึงกว่า 18 บริกซ์ เลยทีเดียว ด้วยสีสันภายนอกที่สวยงาม และเนื้อที่ไร้เสี้ยน รสหวานฉ่ำติดลิ้น มะม่วงแบรนด์ “ไทโย โน ทามาโกะ” ของจังหวัดมิยาซากิ จึงเป็นของฝากที่มีค่ามากที่บริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น มักสั่งจองหรือหาซื้อเพื่อให้กันสำหรับแทนคำขอบคุณ หรือมอบให้กับลูกค้าคนสำคัญ และมันยังเป็นผลไม้ราคาสูงที่มักไปปรากฏในห้างสรรพสินค้าใหญ่ หรือร้านอาหารหรู จังหวัดโอกินาว่า ที่เริ่มปลูกมะม่วงเออร์วินเป็นที่แรก หากย้อนกลับไป ชาวญี่ปุ่นจังหวัดโอกินาว่า ได้นำพันธุ์มะม่วงที่มีลูกสีแดงสด หวาน อร่อย เข้ามาจากทางประเทศไต้หวัน ในชื่อของมะม่วง IRWIN หรือออกเสียงว่า อ้ายเหวิน การทดลองปลูกมะม่วงไต้หวันสายพันธุ์นี้ในจังหวัดโอกินาว่าได้ผลดีจนเป็นที่น่าพึงพอใจมาก เนื่องจากจังหวัดโอกินาว่ามีอาณาเขตอยู่ส่วนล่างสุดของประเทศญี่ปุ่
สะตอ เป็นผักพื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากสะตอเป็นพืชผักที่มีรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ มีคุณค่าทางอาหารสูง มีคุณค่าทางเภสัชวิทยา คือช่วยลดความดันโลหิต ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้อีกด้วย สะตอ เป็นพืชพื้นเมืองขึ้นอยู่ตามป่าภาคใต้ เกษตรกรจะเก็บมาปลูกแซมกับพืชอื่น ในอดีต สะตอ ที่ขึ้นชื่อที่สุด จะเป็น สะตอบ้านแร่ สะตอดีจากพัทลุง จาก สะตอบ้าน พัฒนามาเป็น สะตอตรัง คุณบุญชนะ วงศ์ชนะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า ก่อนจะมาเป็น ผอ.ศวส. เชียงราย เป็นนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง เห็นว่าผลผลิตสะตอในอดีตได้จากการเก็บจากในป่าทางภาคใต้ และเกษตรกรได้นำมาปลูกแซมกับพืชหลักชนิดอื่นๆ จนปัจจุบันมีผู้รู้จักและนิยมรับประทานสะตอกันมาก จึงทำให้ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น และได้มีการปลูกสะตอกันอย่างแพร่หลายไปเกือบทุกภาคของประเทศ ถึงอย่างไรก็ตาม ผลผลิตสะตอในปัจจุบันก็ยัง
จังหวัดระยอง นับเป็นแหล่งเพาะปลูกสับปะรดคุณภาพดีลำดับต้นๆ ของประเทศ แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกสับปะรดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มีพื้นที่ปลูกลดลงกว่า 50% เหลือเพียง 16,663 ไร่ ผลผลิต 92,983 ตัน เนื่องจากประสบปัญหาราคาตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขาดแคลนช่องทางการตลาด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฏาคม-เดือนกันยายน มักไม่มีพ่อค้ารับซื้อ ต้องปล่อยผลผลิตทิ้งในสวน ขณะเดียวกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เจอปัญหาโรคพืช เช่น โรคเหี่ยว บังคับผลออกไม่ได้ ปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตลดลง จากอัตราเฉลี่ย 6-7 ตันต่อไร่ เหลือแค่ 4-5 ตันต่อไร่เท่านั้น อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตะวันฉาย กล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยเคยผลิตสับปะรดกระป๋องส่งออกปีละ 1-2 ล้านตัน ในปี 2568 ยอดส่งออกเหลือแค่ 8 แสนตัน เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าคู่แข่งขัน เดิมไทยมีต้นทุนผลิตเฉลี่ย 3-4 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้อยู่ที่ 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนฟิลิปปินส์ มีต้นทุนผลิตอยู่ที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเซียร์ราลีโอน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหม่ในธุรกิจสับปะรด ปัจจุบันมีต
