พืชทำเงิน
ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ที่เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีในการกำจัดพวกแมลงศัตรูพืช หรือใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชให้ผลิดอกออกผลมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหันมาร่วมรณรงค์งดการใช้สารเคมีขับไล่แมลง โดยเปลี่ยนมา ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีไม่ว่าจะเป็นการใช้แมลงตัวห้ำ แมลงตัวเบียน หรือการใช้สารสกัดหรือน้ำหมักจากพืชในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน และช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสารเคมีตกค้างในสินค้าเกษตรอีกด้วย หนุ่มวิศวะ ใจรักอาชีพเกษตร คุณศราวุธ มะลิชัย หนุ่มวิศวะอิเล็กทรอนิกส์ แต่มีหัวใจรักการทำอาชีพการเกษตร เพราะเติบโตในครอบครัวเกษตรกร พ่อแม่และญาติๆ ทำอาชีพชาวนาและเกษตรกร หลังคุณศราวุธเรียนจบมาทำงานด้านวิศวะ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ในโรงงาน หรืองานบริษัท ไม่ใช่กิจการของคนไทย แต่หลอกเอาขยะมาทิ้งบ้านเรา คุณศราวุธ คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ สนใจเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพ ก่อนหน้านี้ คุณศราวุธ เคยลองผิดลองถูกในการเลี้ยงหนอนนก แต่ท้ายสุดก็ต้องเลิกทำ
พูดถึงองุ่นของบ้านเรา ส่วนใหญ่ปลูกกันในภาคต่างๆ ยกเว้นภาคใต้ แต่ตอนนี้ภาคใต้ก็ปลูกได้แล้ว อย่างที่พังงา และตรัง ทว่ายังเป็นรายย่อยๆ และปลูกกันไม่มากนัก โรงเรียนบ้านคลองคุ้ย ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปลูกองุ่นในโรงเรือน ซึ่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ สวนองุ่นแห่งการเรียนรู้ นายสุรินทร์ ส่งแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองคุ้ย เล่าถึงที่มาที่ไปของการปลูกองุ่น ว่า ได้เห็นความสำเร็จของเกษตรกรรายหนึ่งที่ตำบลปากแจ่ม นำองุ่นมาปลูก อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน โดยโค่นต้นยางพาราเพื่อนำพื้นที่มาปลูกองุ่นแทน ถือเป็นรายแรกของจังหวัดตรัง ทางโรงเรียนจึงอยากจะทดลองปลูกบ้าง เริ่มจากซื้อต้นพันธุ์องุ่นดำ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) 8 ต้น มาทดลองปลูกภายในโรงเรือน ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร เป็นการปลูกแบบระบบปิด พร้อมกับศึกษาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตด้วย หลังจากปลูกได้ 7 เดือน องุ่นก็ออกลูก และเก็บผลผลิตได้จำนวน 100 กิโลกรัม ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ เพราะแม้รสชาติจะไม่หวานเข้มเหมือนองุ่นทั่วไป แต่จะออกรสหวาน ผลกรอบกว่าองุ่นทั่วไป ผิวสีสวยเป็นมันวาว ไร้สารเคมี และเนื่องจากเป็นการออกผลผลิตครั้งแรกจึงไม่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Garuga pinnata Roxb. ชื่อวงศ์ BURSERACEAE ชื่ออื่นๆ หวีด (ภาคเหนือ) อ้อยน้ำ (จันทบุรี) กะตีบ แขกเต้า ค้ำ ไม้ค้ำ กอกฟาน ตำคร้ำ หวิด ลำเมาะ (ลั้ว) ปิซะยอง ปิซะออง (กะเหรี่ยง) หนูจัดตัวเองเป็นสาวเหนือร้อยชื่อ เพราะแต่ละชื่อของหนูอาจจะขัดแย้งกับบุคลิกหรือภาพรวมทางกายภาพที่มองภายนอก ประการแรก ถ้าหากมีคนออกสำเนียงภาษาไทยไม่ชัดก็มักจะออกเสียงว่า “ตะคล้ำ” หนูโกรธมาก เพราะหาว่าหนูออกดำ ทั้งๆ ที่หนูออกดอกเหลืองนวลผ่องใส ที่โกรธหนักไปอีกคือไปออกเสียงว่า “ดำคล้ำ” จริงๆ ชื่อหนูคือ “ตำคร้ำ” เห็นมั้ย..! น่าโมโห อย่าหาว่าหนูแซว “สาวใต้” เลยนะ เพราะหนูเหลืองนวลเหมือนสีน้ำอ้อย หนูจึงชอบใจที่ชาวเมืองจันท์เรียกหนูว่า “อ้อยน้ำ” แต่หนูก็ชอบชื่อที่ออกเสียงทางยุโรปม้ากมาก ที่เขาเรียกว่า “ปิซะออง, ปิซะยอง” เหมือนชื่อสาวฝรั่งเศส แต่พอสืบจริงๆ เป็นชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกซะนี่ แหม..! อยากเป็นสาวฝรั่ง กลายเป็น “สาวชาวเขา” หนูบ่นเรื่องชื่อ เพราะทางเหนือเขานิยมเรียกหนูว่า “หวีด หรือ หวิด” มากกว่าชื่ออื่นๆ หนูท้าได้เลยว่า ถ้าใครไปเที่ยวชมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียง
จากตัวเมืองตรังถึงอำเภอปะเหลียน ระยะทางราวกว่า 40 กิโลเมตร เมื่อลัดเลาะลึกเข้าไปตามตำบลและหมู่บ้าน ความสดชื่นร่มรื่นที่ได้จากต้นไม้ระหว่างทางยิ่งเพิ่มพูนเข้าสู่ร่างกายไม่น้อย และด้วยสภาพของพื้นที่ตำบลปะเหลียน เป็นภูมิประเทศที่ราบสลับกับเทือกเขาบรรทัด และลาดลงมาทางทิศตะวันตก จึงก่อให้เกิดน้ำตกขึ้นในพื้นที่ตำบลปะเหลียน ทั้งยังมีกลุ่มเขาเล็กๆ ตั้งสลับหว่างตลอดพื้นที่ ตลอดระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จึงเป็น 40 กิโลเมตร ที่ช่วยผ่อนคลายได้มาก จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ห่างจากบริเวณทางเข้าน้ำตกน้ำพ่าน ราว 5-6 กิโลเมตร ไร่วังน้ำค้างแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยเขาเล็กๆ พอเรียกได้ว่า ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา อุณหภูมิบริเวณไร่จึงต่ำกว่าด้านนอก พื้นที่ทั้งหมด 150 ไร่ ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดปลูกส้มโชกุน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยะลา การเจริญเติบโตและลักษณะต้นคล้ายกับส้มเขียวหวาน ส่วนพื้นที่อีกครึ่งที่เหลือ เจ้าของไร่วังน้ำค้าง ปลูกไม้ผลอื่นอีก คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ไร่วังน้ำค้าง มี คุณอดิเรก คงวิทยา วัย 49 ปี เป็นเจ้าของ พืชที่ปลูกโดยรอบ
จังหวัดพิจิตร เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ มีพื้นที่การทำนาประมาณ 1,812,121 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากมีแหล่งน้ำทางธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีน้ำใช้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาปรังได้ปีละ 3 ครั้ง โดยแหล่งปลูกข้าวสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม ตะพานหิน จังหวัดพิจิตรสนับสนุนให้ชาวนาปลูกพันธุ์ข้าวที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวชัยนาท 1 และข้าวสุพรรณบุรี 60 แต่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝน สามารถทำนาปลูกข้าวปีละ 1 ครั้ง โดยเริ่มเพาะปลูกระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เก็บเกี่ยวข้าว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนาเกษตรกรมักออกไปรับจ้างทั่วไป รวมทั้งกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิกและกู้หนี้นอกระบบเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นทุนหมุนเวียนทางการเกษตร แต่เกษตรกรมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เพราะมีหนี้ค้างชำระของสมาชิกจำนวนมาก ขับเคลื่อนโมเดล “ตลาดนำการผลิต” กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร
แม้ตำบลคลองขาม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่ติดติดกับเขื่อนลำปาว พร้อมคลองส่งน้ำชลประทานและมีน้ำไหลผ่านอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี แต่ บ้านหนองแวงฮี กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อคลองส่งน้ำ สามารถใช้งานได้กับชุมชนที่อยู่ฝั่งซ้ายเท่านั้น ทำให้ชุมชนฝั่งขวาอย่างหนองแวงฮี ขาดแคลนน้ำทำการเกษตรมาโดยตลอด คุณสาธินี โยธาภักดี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแวงฮีพูดถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำของชุมชนให้ฟังว่า “น้ำจากเขื่อนลำปาว ส่วนใหญ่ฝั่งซ้ายจะได้ใช้ ฝั่งขวาอย่างหมู่บ้านเราได้นิดเดียว มันไม่ทั่วถึง เราเลยขุดสระน้ำใช้ในหมู่บ้าน แต่ก็มีปัญหาตรงเอาน้ำขึ้นมาใช้ไม่ได้เนี่ยแหละ” จนกระทั่ง ชุมชนได้งบประมาณในโครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ เพื่อซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็ก จากสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ โดยการสร้างสถานีสูบน้ำโซล่าเซลล์ กำลังไฟ 350 วัตต์ จำนวน 12 แผง พร้อมถังเก็บน้ำขนาด 1,500 ลิตร จำนวน 8 ถัง ซึ่งชุมชนได้ลงมติต่อยอดโครงการฯ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแปลงผักของชุมชน ที่จะช่วยสร้างรายได้รายวันให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน “พอดีหมู่บ้านมีที
บอนไซ เป็นอีกหนึ่งการปลูกต้นไม้ที่เรียกได้ว่าต้องมีศิลปะในการทำ เพราะไม้แต่ละต้นที่นำมาทำเป็นบอนไซ ผู้ปลูกต้องคัดสรรและแต่งแต้มจินตนาการเข้าไป เพื่อย่อส่วนไม้ลงในพื้นที่ทรงกระถางต่างๆ ที่มีรูปทรงที่ต้องการ ซึ่งไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซ ไม่ว่าจะเป็นไม้ชนิดไหนสามารถทำได้ เพียงแต่ผู้ปลูกต้องมีเทคนิค และการทำโครงสร้างต้นให้ออกมาเป็นแบบธรรมชาติดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด คุณณรงค์ศักดิ์ ล้ำกิจเสรีชัย หรือในวงการบอนไซรู้จักเขาในนาม “เชน นครปฐม” เจ้าของสวนเชนบอนไซ ตั้งอยู่เลขที่ 252/1 ถนนเกษตรสิน ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ได้สนใจในการปลูกเลี้ยงบอนไซมามากกว่า 20 ปี โดยเขาได้เรียนรู้และสร้างผลงานที่เน้นเป็นบอนไซสำหรับสะสม จึงทำให้สวนแห่งนี้มีบอนไซที่เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์และมากมนต์เสน่ห์ที่ใครหลายๆ คน ต้องเข้ามาศึกษาและหาซื้อเพื่อไปสะสมกันเลยทีเดียว ทำบอนไซเป็นงานอดิเรก คุณเชน เล่าให้ฟังว่า เขามีงานประจำและมีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการจำหน่ายรถจักรยานยนต์มือสอง และย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน เขาได้เห็นภาพการทำบอนไซจากหนังสือ ทำให้เกิดความชอบในขณะนั้นมาก เพราะจากที่สังเกตไม้ที่นำมาทำบอนไซค่อนข้างเ
วันนี้ได้รับคำแนะนำจาก คุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนคร ว่า มีเกษตรกรที่บ้านคำประมง ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีชีวิตแนวคิดที่อยากให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ยึดอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ที่บรรพบุรุษยึดทำกินเลี้ยงปากท้องคนบนโลกนี้มานานแสนนาน น่าสนใจนำมาบอกเล่าเปิดเผยให้ทราบทั่วไป จึงขับรถยนต์ออกจากจังหวัดสกลนคร เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านคำประมง ตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี เมื่อพ้นเขตเทศบาลนครสกลนคร ราว 5 กิโลเมตร ก็จะพบเพิงไม้ร้านขายมันสำเภา (มันแกว) มาวางขายเรียงรายตั้งแต่ แยกหน้าราชภัฏสกลนคร เรื่อยมาถึงบ้านพังขว้างใต้หลายกิโลเมตร มองเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ที่มีผลผลิตออกมาวางขาย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ถิ่นนี้ “แอ่งสกลนคร” พอเข้าเขตบ้านพาน ผ่านเทศบาลดงมะไฟ มองเห็นน้ำเจิ่งนองตามสองฟากข้างถนน ชาวนากำลังบังคับควายเหล็กเสียงคำรามดังสนั่นลั่นทุ่ง บางที่มีชาวบ้านดำนาและหว่านข้าว บางแห่งเริ่มเขียวขจีมองแล้วเพลินตาสบายใจ เลยเทศบาลตำบลดงมะไฟ ราว 2 กิโลเมตร ก็เข้าเขตพื้นที่อำเภอพรรณานิคม ถึงสามแยกไฟแดง ชาวบ้านเรียกว่า “สามแยกสูงเนิน” เลี้ยวขวาไปตามถนนสูงเนิน-เซกา ผ่านบ้านพอกใหญ่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เนรมิตกากถั่วดาวอินคาที่ไร้ค่า ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการต่อยอดจากงานวิจัยที่ได้นำเอากากถั่วดาวอินคาไปผ่านกระบวนการสกัดไขมัน พร้อมเสริมด้วยคุณค่าโอเมก้า 3 และพรีไบโอติกส์ครั้งแรก ด้วยกระบวนการที่ผ่านการต้มเพื่อขจัดกลิ่น ก่อนนำไปสกัดไขมัน และย่อยสลายโมเลกุลโปรตีนให้เล็กลง เพื่อให้ง่ายต่อการละลายน้ำและดูดซึม ตลอดจนเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมเมล็ดแฟลกซ์ (flax seed) อันอุดมด้วยโอเมก้า3 ซึ่งสูญเสียไปจากการสกัดน้ำมัน รวมทั้งเสริมด้วยการเติมพรีไบโอติกส์ ใยอาหาร “อินูลิน” (inulin) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีหรือโพรไบโอติกส์ที่คอยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ก่อนผ่านวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray drying) เพื่อให้ง่ายต่อการบริโภค และเก็บรักษา จากการนำกากถั่วดาวอินคาที่มีโปรตีนสูงอยู่แล้วถึงร้อยละ 56.6 เมื่อผ่านกระบวนการที่ทำให้ได้โปรตีนสูงขึ้นถึง ร้อยละ 74.19 และเหลือไขมันเพียงร้อยละ 0.48 นั้น เหมาะอย่างยิ่งต่อการนำไปต่อยอดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
โครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (Market Oriented Smallholder Value Chain หรือ MSVC) หนึ่งในโครงการข้าวยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้เข้าสู่การดำเนินงานในช่วงสุดท้ายและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย จำนวน 19,000 ราย ให้สามารถมีรายได้สุทธิจากการทำนาเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 20 และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการเกษตรได้ถึง ร้อยละ 21 โครงการนี้ได้รับการยอมรับด้านความยั่งยืนสูงสุด โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาโครงการ MSVC ยังได้รับการยอมรับจากการการตรวจประเมินผ่านมาตรฐาน Farm Sustainability Assessment (FSA) ระดับ FSA Gold ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Sustainable Agriculture Initiative (SAI) อีกด้วย จากจุดเริ่มต้นของโครงการในปี พ.ศ. 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 77 ราย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาที่ยังขาดแคลนทรัพยากรในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสุรินทร์ รวมถึงเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวคุณภาพสูงจากภาคอีสานของไทย โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง ร้อยละ 20 หรือจำนวนกว่า 3,000 ราย ทั้งยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรหญิงซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 60 ของ
