พืชทำเงิน
“ทุเรียน” ยังคงเป็นแชมป์ผลไม้ยอดฮิตครองใจคนไทยและชาวต่างชาติติดต่อกันมายาวนาน ประเทศไทย มีแหล่งปลูกทุเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ แต่ละแห่งมีจุดเด่นด้านคุณภาพต่างกัน ที่เหมือนกันทุกแห่งคือ ความอร่อย ภาคอีสานมีหลายจังหวัดที่หันมาปลูกทุเรียน แม้จะมีความต่างจากทุเรียนทางใต้และตะวันออก เพราะเหตุผลทางภูมิประเทศ แต่ด้วยเทคโนโลยีการจัดการด้านเกษตรสามารถยกระดับคุณภาพสร้างมาตรฐานการปลูกชูจุดเด่นของแต่ละแห่ง ทำให้ยังคงรสชาติความอร่อยได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นที่นิยมชื่นชอบแห่ซื้อไปบริโภคกันคึกคัก สร้างรายได้อย่างดี จึงทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่เปลี่ยนจากพืชไร่มาปลูกทุเรียนกันเพิ่มขึ้น ทุเรียนของศรีสะเกษ เป็นอีกแห่งที่ติดอันดับความนิยมของประเทศ อันเป็นผลมาจากการปลูกในพื้นที่ภูเขาไฟโบราณที่มีธาตุอาหารสำคัญ สภาพภูมิอากาศไม่ชื้น เอื้อประโยชน์ให้เนื้อทุเรียนแห้งพอดี นุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมเฉพาะ ไม่ฉุนมาก รสชาติมันค่อนข้างหวาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค จนถูกเรียกว่า “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” อีกทั้งทุเรียนจากแหล่งนี้หลายสวนได้รับมาตรฐานคุณภาพ ทั้ง GAP และ GMP พร้อมตอกย้ำความมั่นใจทางการค้าด้วยกา
ขนุนปีเดียวทวาย เป็นสายพันธุ์ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย ด้วยจุดเด่นคือ ติดผลเร็ว รสชาติหวานกรอบ ใช้เวลาปลูก 8 เดือน ถึง 1 ปี จะมีผลผลิตออกมาให้เก็บมากมาย ปัจจุบันชาวสวนจันทบุรีเริ่มให้ความสนใจหันมาปลูกขนุนปีเดียวทวายมากขึ้น และมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ขึ้นมา เพื่อบุกตลาดต่างประเทศ ทั้งในจีน เวียดนาม ฝั่งตะวันออก และโซนยุโรป ด้วยการเริ่มต้นเปิดตลาดส่งไปพร้อมกับขนุนทองประเสริฐที่ติดตลาดต่างประเทศมาก่อนแล้ว คุณศักรินทร์ กันสำอาง หรือ พี่เต้ย เจ้าของสวนฟาร์มพอดีโป่งน้ำร้อน ตั้งอยู่ที่ 85 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองตาคง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรชาวสวนลำไยผู้ได้รับผลกระทบปัญหาผลผลิตราคาตก สู่การเริ่มต้นปลูกขนุนทวายปีเดียวเป็นพืชทางรอด ปลูกแซมในสวนลำไยกว่า 2,600 ต้น ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ เตรียมเดินหน้าผลิตส่งตลาดต่างประเทศ พี่เต้ย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกขนุนให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ทำสวนลำไยเป็นพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน ขนุนเป็นพืชที่เพิ่งนำมาปลูกแซมในสวนลำไยเป็นระยะเวลา 2 ปีกว่า เนื่องจากช่วงหลายปีหลังมานี้ลำไยต้องประสบกับปัญหาหลายด้านในการทำสวนลำไย ทั้งการส่งออก ปัญหาแรงงานที่มีผลกระทบและความจำเป็
ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงเฝ้าระวังการระบาดของโรคลำต้นเน่า สามารถพบได้ในระยะที่ต้นถั่วลิสงออกดอกจนถึงในระยะติดฝัก เริ่มแรกจะพบต้นถั่วลิสงแสดงอาการเหี่ยวและยุบตัวเป็นหย่อมๆ ในแปลงปลูก ส่วนบริเวณโคนต้นเหนือผิวดินจะพบแผลสีน้ำตาลที่มีเส้นใยสีขาวหยาบของเชื้อราสาเหตุโรค ต่อมาเส้นใยจะรวมตัวเป็นเม็ดเล็กสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำคล้ายเมล็ดผักกาด จากนั้นต้นจะแห้งและตาย ซึ่งโรคนี้มักพบระบาดมากในระยะติดฝักจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับการป้องกันกำจัดโรคลำต้นเน่าในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี อีกทั้งเกษตรกรควรเตรียมดินก่อนปลูก โดยการไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก เพราะเชื้อราสาเหตุโรคสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน จากนั้นให้โรยด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ก่อนปลูกเพื่อปรับสภาพดิน อีกทั้งควรจัดระยะปลูกให้เหมาะสม ให้โคนต้นโปร่งและมีแสงแดดส่องถึง เพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงที่เหมาะต่อการเจริญของเชื้อสาเหตุโรค เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัช
เกษตรกรไทยจำนวนมากเคยชินกับปลูกพืชเชิงเดี่ยว บางรายมีที่นาในเขตชลประทานก็ปลูกข้าวนาปี ทำนาปรังหมุนเวียนติดต่อกันในพื้นที่เดียวกันตลอดปี หากปีไหน ฝนดี ราคาข้าวดี ก็มีรายได้ก้อนโต แต่ปีไหน เจอฝนแล้ง น้ำท่วม ข้าวล้นตลาด ก็มีรายได้ติดลบ บางรายขาดทุนแทบหมดกระเป๋า คุณสุรชัย สุขพร้อม หนุ่มชาวนา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 8 ตําบลบางแม่นาง อําเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เจอทางรอดจากวิกฤตพืชเชิงเดี่ยวเพราะได้รับโอกาสจากสำนักงานเกษตรอำเภอบางใหญ่เข้าอบรมความรู้เรื่องการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงที่ดินทำกิน ให้กลายเป็นไร่นาสวนผสม เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงทางการตลาด มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ประเภทไร่นาสวนผสมประจำปี 2563 ของจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย พลิกชีวิต ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คุณสุรชัย กล่าวว่า เมื่อก่อนตนเองทำไร่นาแบบเชิงเดี่ยว ได้มีโอกาสเดินทางกับสำนักงานเกษตรอำเภอบางใหญ่ไปศึกษาดูงาน โครงการส่วนพระองค์ จึงเกิดแนวคิดทำไร่นาสวนผสม โดยยึดหลักแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จากเดิมใช้พื้นที่ทำไร่นาเพียงอย่างเด
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ทดลองปลูกกัญชาในรูปแบบต่างๆ พบว่า การปลูกกัญชาระบบแปลงเปิดกลางแจ้งเหมาะสำหรับปลูกกัญชาสายพันธุ์ไทยเพราะมีต้นทุนต่ำและได้ผลผลิตที่ดี อภัยภูเบศรปลูกกัญชาในระบบแปลงเปิดโดยเริ่มจากใช้แผ่นพลาสติกปูพื้นรองเพื่อป้องกันวัชพืชและเชื้อโรคที่มาจากดิน จากนั้นนำกิ่งพันธุ์กัญชาสายพันธุ์ไทย เช่น กัญชาหางกระรอกที่ได้จากวิธีปักชำต้นแม่พันธุ์นำมาปลูก เพื่อนำราก ใบ ลำต้น มาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตตำรับยาแผนไทย อย่างไรก็ตาม แปลงเพาะปลูกกัญชากลางแจ้ง จำเป็นต้องติดตั้งตาข่ายคลุมอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้นกเข้ามาจิกทำลายผลผลิต จากการสังเกตพบว่า ในระยะแรกนกมาเป็นฝูง เมื่อขับไล่นกจะบินหนีตามธรรมชาติ ผ่านไปสักระยะ นกจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป หากคนเดินไปไล่ นกจะไม่บินหนี แต่เดินหลบซ่อนตัวอยู่ในภาชนะปลูกหรือต้นกัญชาที่มีลักษณะใหญ่แทน อ้างอิงข้อมูลจากเวทีเสวนาหัวข้อ “‘กัญชา’ ครบวงจรกับอภัยภูเบศร” โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในงานมหกรรมกัญชง กัญชา 360 องศา จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564
มีผู้คนจำนวนไม่มากนัก ที่พอจะรู้ที่มาของชื่อจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย รอยต่อจังหวัดสงขลา พัทลุง ตรัง จังหวัดที่กล่าวถึงนี้คือ จังหวัดสตูล คำว่า สตูล เดิมมาจาก คำว่า “สะโตย” แปลว่า “กระท้อน” มาจากภาษามาลายู ในอดีตชาวบ้านทั่วไปในจังหวัดสตูลนิยมปลูกต้นกระท้อนพื้นบ้านเกือบทุกครัวเรือน ลูกกระท้อนพื้นบ้านจะมีลูกขนาดเล็ก ประมาณ 10-15 ลูก ต่อกิโลกรัม บางต้นมีรสชาติหวาน บางต้นมีรสชาติเปรี้ยว แล้วแต่สภาพภูมิอากาศและดินตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันค่อนข้างจะหายาก เพราะคนทั่วไปนิยมรับประทานกระท้อนสายพันธุ์ใหม่ สวนกระท้อนของเกษตรกรในยุคปัจจุบันที่ปลูกกันอยู่ เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เป็นช่วงที่เกษตรกรแถบหมู่บ้านนาปริก หมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตผลเกือบทุกชนิด ถ้าปีไหนผลไม้ราคาดีก็จะเห็นเจ้าของสวนใส่ทองเส้นโตกันเลยทีเดียว เราได้มีโอกาสมาเยี่ยมสวนกระท้อนของ บังเหม หรือ คุณอับรอเหม เด็นสำลี ที่บ้านเลขที่ 15 บ้านนาปริก หมู่ที่ 9 ตำบลควน
ในคอลัมน์นี้ ผมจะขอพาท่านไปพบกับเกษตรกรคนหนึ่ง ซึ่งเป็นปราชญ์เกษตรที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรคนทั่วไปรู้จักท่านดี แม้จะอายุมากแล้วแต่ความคิดในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่ในใจท่านเสมอ จุดเริ่มต้นที่จุดประกายความคิดให้แก่เกษตรกรผู้นี้คือ การได้ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำหลักการมาประยุกต์ ปรับพื้นที่การเกษตรของตนเองคล้ายๆ กับที่ศูนย์การศึกษาฯ แบ่งพื้นที่วางผังแปลงเกษตรเป็นด้านๆ ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านเกษตรกรรม ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้วเสร็จ ก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษาและเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตสินค้าเกษตร หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ ศพก. มีฐานเรียนรู้ด้านต่างๆ มีการนำผลผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นใน ศพก. มาใช้กับพืชผลทางการเกษตรภายในสวน โดยพึ่งปัจจัยภายนอกเพียงน้อยนิด ไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรผู้นี้ยังมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะให้จังหวัดแพร่มีแลนด์มาร์ก มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ประชาชนได้มาเที่ยวชม มาศึกษา มาซื้อ มาชิม ผลผลิตทางการเกษตรในส
…เมนูอาหาร ชะอมชุบไข่ทอด แก้งส้มชะอมชุบไข่ทอด แกงป่าไก่ เนื้อ ใส่ชะอม แกงคั่วหอยขมใส่ชะอม ชะอมลวกจิ้มน้ำพริกกะปิ ล้วนเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นสิ่งบ่งบอกได้ว่า ชะอมเป็นพืชผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม… ชะอม เป็นผักพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่คนไทยรู้จักและนิยมรับประทานกัน ทุกๆ บ้านจะใช้พื้นที่ว่างตามรั้วบ้านปลูกชะอมเพียงไม่กี่ต้น เพื่อเก็บไว้รับประทานกันเองในครอบครัวจนถึงปัจจุบันนี้ ความต้องการบริโภคชะอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ปัจจุบันชะอมกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่เกษตรกรหันมาปลูกในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครนายก ทำให้มีเงินสะพัดปีละหลายล้านบาทจากการปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายและตอนกิ่งขายในชุมชน รองจากข้าวและไม้ผลอย่างมะยงชิด คุณบุญเรือง ปิ่นเกตุ หนึ่งในเกษตรกรที่หันมาให้ความสนใจปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายอยู่ในพื้นที่ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ปลูกชะอม “ในชุมชนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำนาปี ซึ่งจะมีเวลาเหลือค่อนข้างมาก ชาวบ้านจึงมองหาพืชอื่นๆ มาปลูกเสริมเพื่อหารายได้เสริมเข้ามาช่วย ซึ่งในช่
ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาด้านราคาวัตถุดิบอาหารที่มีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ อาทิ แหนแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเนเปียร์ ถือเป็นพืชทางเลือกที่เป็นทางออกให้กับเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต สำหรับแหนแดง เป็นพืชที่ใช้เวลาปลูกระยะสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วัน สามารถขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาด โปรตีนสูง และมีไนโตรเจนสูงถึง 5% ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจน ประมาณ 2.5-3% ขณะที่ราคาอาหารสัตว์ท้องตลาด ราคา 12 บาท/กิโลกรัม แต่หากเป็นอาหารที่ผสมเองราคา 4 บาท/กิโลกรัม เป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก พบอยู่ตามบริเวณน้ำนิ่ง เช่น บ่อ หรือคูน้ำ สำหรับแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตรให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตสดถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตเจนได้ประมาณ 6-7 กิโลกรัม ประโยชน์คือ ทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำ
“ไผ่บงหวาน” มีจุดเด่นเรื่อง หน่อดก รสหวาน หอม กรอบ ทำหน่อนอกฤดูก็ได้ รับประทานสด ยิ่งอร่อย ทำให้ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. 081-366-4142 สนใจปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่มานานเกือบ 20 ปี ต่อมาได้พัฒนาต่อยอด เปิดธุรกิจร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด เช่น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู ในช่วงแรกที่ปลูก ต้นไผ่ยังเล็กมาก มีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ คุณภัทราได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่เช่น ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่ามีรสหวานจริงๆ คุณภัทราจึงใช้วิธีแจกให้ชิมเพื่อจะทำตลาด และนำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานแสดงสินค้าเกษตรต่างๆ เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวาน ปีแรก ขายหน่อไม้จากต้นไผ่ 1,700 กอ สร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท จึงเกิดแรงบันดาล
