พืชทำเงิน
หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านไทใหญ่ เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษชาวไทใหญ่ปลูกติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี กินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชาวบ้านนิยมเก็บหมากซู่ลูดไปสับให้เป็นเส้นยาว และนำไปตำส้มตำแทนเนื้อมะละกอ ปรากฎว่า มีรสชาติอร่อยกว่า ส้มตำจากเนื้อมะละกอเสียอีก ต้นหมากซู่ลูด สามารถเจริญเติบโตได้ข้ามปี อยู่ในกลุ่มไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ลักษณะลำต้น ใบ และยอด คล้ายกับแตงกวา ผสมกับฟักเขียว มีระบบราก ที่มีการสะสมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกสมบูรณ์เพศ มีชั้นของเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียครบถ้วน และมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลาง เปลือกสีเขียว ผลดิบ เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ผลสุก จะมีเนื้อสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งปุ๋ยหรือสารเคมี โดยทั่วไป ชาวไทใหญ่นิยมนำผลดิบของหมากซู่ลูด ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟัก ไปปรุงอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดใส่ไข่ ต้มจืด แกงเลียง หรือนำไปลวกจิ้มกับน้ำพริก เมื่อนำผลดิบของหมากซู่ลูดไปผ่า ภายในผล
ช่วงนี้มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงโชคอนันต์นอกฤดูให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง มักพบตัวเต็มวัยด้วงหนวดยาวเพศเมียวางไข่ฝังไว้ใต้เปลือกลำต้นในเวลากลางคืน เมื่อไข่ฟักตัวเป็นหนอนจะกัดกินชอนไชตามเปลือกไม้ด้านใน ทำให้เกิดยางไหล บางครั้งหนอนอาจควั่นเปลือกไม้จนรอบลำต้น อาจส่งผลให้ท่อน้ำและท่ออาหารถูกตัดทำลายเป็นเหตุให้ต้นมะม่วงทรุดโทรม ใบแห้ง และยืนต้นตายได้ เกษตรกรสามารถสังเกตรอยทำลายได้จากขุยไม้ที่หนอนถ่ายออกมาบริเวณเปลือกลำต้น เกษตรกรควรใช้วิธีในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วงแบบผสมผสาน คือ การใช้วิธีกล และการใช้สารเคมีช่วยในการป้องกันกำจัด สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยให้สังเกตรอยแผลเล็กและชื้นที่เกิดจากตัวเต็มวัยด้วงหนวดยาวทำขึ้นเพื่อการวางไข่ หากพบให้ทำลายไข่ของด้วงหนวดยาวทิ้งทันที กรณีพบขุยและรอยทำลายที่เปลือกไม้บริเวณลำต้น ให้ใช้มีดแกะเปลือกไม้ที่พบรอยทำลายออก และจับตัวหนอนมาทำลายทิ้งทันที จากนั้น เกษตรกรควรกำจัดแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของด้วงหนวดยาว โดยให้ตัดต้นมะม่วงที่ถูกเข
ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนชอนใบ ในระยะที่ต้นมังคุดเตรียมความพร้อมในการออกดอกและระยะแตกใบอ่อน ใบมังคุดที่ถูกเข้าทำลายจะมีลักษณะแคระแกร็น ใบบิดเบี้ยว ใบหงิก เนื่องจากเซลล์และเนื้อเยื่อของใบบางส่วนถูกทำลายตั้งแต่ในระยะที่ยังเป็นใบอ่อน ทำให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบหนอนชอนใบมากกว่า 1 ตัวต่อใบ ทำให้ต้นมังคุดมีใบที่ไม่สมบูรณ์ในระยะต้นกล้า ส่งผลให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต สำหรับต้นมังคุดที่โตแล้วเมื่อมีการถูกทำลายรุนแรง จะทำให้ต้นมังคุดมีการแตกใบอ่อนบ่อยครั้งเพื่อชดเชยใบที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งใบอ่อนจะเป็นตัวดึงดูดแมลงศัตรูชนิดอื่นๆ เข้ามาทำลายต้นมังคุดเพิ่มมากขึ้น สำหรับแนวทางในการป้องกันและกำจัด เกษตรกรควรหมั่นสำรวจและสังเกตการเข้าทำลายของหนอนชอนใบอย่างสม่ำเสมอ โดยให้สังเกตดูที่ใต้ใบมังคุดจะพบรอยทางยาวเป็นเส้นสีขาว เนื่องจากการทำลายของหนอนชอนใบ หากพบหนอนกัดกินใบอ่อนเข้าทำลายประมาณ 30% ของยอด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดในระยะแตกใบอ่อน ให้พ
“เงาะโรงเรียนนาสาร” หนึ่งในผลไม้โปรดของหลายๆ คน เงาะโรงเรียนนาสาร มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและครองใจผู้บริโภคมานานกว่า 50 ปี เพราะมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือ ขนาดผลใหญ่ สีแดงเข้ม ปลายขนสีเขียว เนื้อล่อน กรอบ หวาน หอม แถมมีรสชาติอร่อยที่สุด จุดเริ่มต้นของความอร่อย เงาะโรงเรียนนาสาร มีต้นกำเนิดมาจาก เงาะพันธุ์เจ๊ะมง ซึ่งเป็นเงาะพันธุ์พื้นเมืองของปีนัง ที่ นายเคหว่อง ชาวปีนังได้นำ “เงาะพันธุ์เจ๊ะมง” ติดตัวเข้ามารับประทานที่เหมืองแร่ดีบุก อำเภอบ้านนาสาร หลังรับประทานได้ทิ้งเมล็ดไว้ ด้วยเหตุของดินที่ดีและมีความชุ่มชื้นอุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้เมล็ดเงาะที่ถูกทิ้งไว้งอกขึ้นมา จำนวน 3 ต้น ประมาณ พ.ศ. 2500-2501 หลังเลิกกิจการเหมืองแร่ ทางราชการได้ซื้อบ้านพักพร้อมที่ดินของนายเคหว่อง เพื่อนำมาสร้างโรงเรียน “นาสาร” หลังจากต้นเงาะทั้ง 3 ต้น เจริญเติบโตงอกงาม ติดดอกออกผล ปรากฏว่า มีเงาะอยู่ต้นหนึ่งที่มีรสชาติหวานกรอบ เนื้อล่อน อร่อย แตกต่างจากพันธุ์เดิม (เงาะพันธุ์เจ๊ะมง ผลใหญ่ สีแดง ลักษณะทรงรี เปลือกหนา รสไม่หวาน) ครูแย้ม พวงทิพย์ ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนนาสาร จึงนำพันธุ์เงาะดังกล่าวไปให้กับชาวบ้
คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2561 นั้น แปลงใหญ่ข้าวตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา นำนวัตกรรมมาใช้ ต่อยอดการวิจัย เพิ่มมูลค่าผลผลิตและใช้ตลาดนำการผลิต จึงได้รับรางวัลที่ 3 ระดับประเทศ ความเป็นมาของ แปลงใหญ่ข้าวบ้านตุ่น เริ่มต้นจากการนำเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน มีการตรวจเลือดหาสารพิษและสารเคมีตกต้าง เมื่อปี 2532 ตำบลบ้านตุ่น มีจำนวนครัวเรือน ประมาณ 1,600 ครัวเรือน มีประชากร 4,462 คน ตรวจพบสารพิษตกค้างในเส้นเลือด 90% ของประชากรทั้งหมด สมาชิกในชุมชนจึงได้ร่วมโครงการ ลด ละ เลิก สารเคมี จากปี 2532-2540 และต่อจากนั้น ปี 2541-2550 ได้รวมกลุ่มเป็นกลุ่มทำข้าวอินทรีย์ ปี 2539 ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ต่อมาในปี 2550 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์บ้านดอกบัว มีสมาชิกกลุ่ม 15 ราย จนถึงปี 2556 มีสมาชิก 169 ราย และได้จัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินบ้านบัว จำกัด ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพะ
อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนใต้สุดเมืองสยาม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง อุณหภูมิเย็นและมีหมอกเกือบตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นทำเลที่ดีของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งพืชไร่และพืชสวน แม้กระทั่งการเลี้ยงสัตว์บางชนิด ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเบตง เช่น ไก่เบตง เป็นต้น คงไม่ต้องถามว่า มีพืชกี่ชนิดที่ปลูกและให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่อำเภอเบตง เพราะย้อนหลังไปหลายสิบปี “ส้ม” ก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามีแหล่งผลิตมากที่สุดอันดับต้นๆ และรสชาติดีไม่น้อยไปกว่า สวนส้มหลายแห่งในภาคเหนือของไทย เพราะความเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ “ส้มโชกุน” ที่อำเภอเบตง มีความโดดเด่น คุณธรรมนูญ ชาญวิรวงศ์ ผู้ดูแลสวนส้มโชกุนสืบทอดต่อจากบิดา ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทำสวนส้มเป็นรายแรกๆ ของอำเภอ ให้การต้อนรับผู้เขียนเป็นอย่างดี และด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นภูเขา ทางลาดชัน และดินที่สะสมความชื้นไว้มาก ทำให้การเดินทางเข้าไปยังสวนส้มค่อนข้างลำบาก แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก สวนส้มแปลงที่ 2 ก็อยู่ถัดจากสายตาไปเพียงนิดเดียว “พ่อผมเป็นคนเบตง แรกเริ่มทำสวนยางพารา แล้วก็เปลี่ยนเป็นทำสวนส้มเขียวหวาน แต่ทำได้เพียง 5-6
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียลของ จ.ชัยนาท เมื่อ นางวัชรี แถมเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โพสต์ภาพต้นขนุนที่ติดผลซึ่งน่าจะดกที่สุดของ จ.ชัยนาท ในขณะนี้ เพราะนับได้รวมถึง 65 ลูก ในต้นเดียว จึงต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ขนุนสุดดกต้นนี้ทันที โดยต้นขนุนแม่ลูกดกต้นนี้ปลูกอยู่ในบริเวณที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เลขที่ 164 หมู่ที่ 2 ต.หนองบัว มีความสูงประมาณ 5 เมตร รัศมีกิ่งก้านเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5 เมตร ที่ลำต้น และกิ่งมีลูกขนุนขนาดต่างๆ จำนวนมาก กำลังห้อยเป็นพวงอย่างสวยงาม นางวัชรี กล่าวว่า ขนุนต้นนี้ คุณตาเป็นคนปลูกเมื่อประมาณ 11 ปีก่อน และเริ่มติดผลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วจะได้ลูกขนุน ประมาณ 20 ลูก ต่อปี แต่ในปีนี้ ขนุนต้นนี้สร้างความแปลกใจให้อย่างมาก เพราะติดผลดกมากเป็นประวัติการณ์ นับได้ถึง 65 ลูก แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมา มีผลที่ถูกแมลงเจาะเน่าเสียไป 2 ลูก ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ 63 ลูก ซึ่งยังถือว่าดกที่สุดใน จ.ชัยนาท อยู่ และตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพความดกของขนุนต้นดังกล่าวออกไป ก็ม
อยู่สิงคโปร์เดือนก่อน ไปหาซื้อผักจะทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน ซื้อผักสารพันเรียบร้อยแล้ว พากันไปดูผักไทยๆ ที่ตลาดไทยแถวย่าน Golden Mile อยากได้โหระพามาใส่ในน้ำซุป กับเอามารับประทานกับเปาะเปี๊ยะ ปกติซื้อผักหรืออะไรต่อมิอะไรจะรีบซื้อ เพราะเวลาที่สิงคโปร์เป็นเงินเป็นทอง แต่คราวนี้ได้มีเวลาพินิจพิจารณา ผักที่เคยเห็นขายกันมากมายที่เมืองไทย กับตอนที่มาปรากฏภายในร้านที่สิงคโปร์ ผักที่ขายในตลาดไทยทั่วโลก ก็จะมีเยี่ยงนี้ คือมีแทบทุกอย่างที่เมืองไทย แต่ฉันสังเกตว่าผักที่ขายในสิงคโปร์จะสดกว่า และไม่ต้องใช้ความเย็นประคบประหงมมากนัก วางไว้เฉยๆ ก็ยังสด อาจเพราะขนส่งมาไม่ไกล แต่ที่ประหลาดใจคือ แม้จะอยู่ไกลกว่ามาก แต่ราคาผักที่สิงคโปร์ไม่ได้ถูกไปกว่าผักที่ขนไปไกลถึงอเมริกา หรือยุโรป เอาอย่างง่ายสุด ตะไคร้ ที่นี่ขายมัดละ 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 40 บาท มีราว 3-4 ต้น ที่อเมริกาก็ขายราคาประมาณนี้ ชะรอยมันจะเป็นไปตามค่าครองชีพของแต่ละที่ เพราะสิงคโปร์ถูกจัดเป็นเมืองค่าครองชีพสูง (ซึ่งฉันจะเถียง หากมีโอกาสต่อไป) ดูในภาพ จะเห็นว่าแตงกวาจากเมืองไทย ขายถุงละ 40 บาท โดยประมาณ นับลูกก็ตกลูกละ 10 บาท เครื่องปรุงต้
ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบัน ป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปร และพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อย
แปลงเกษตรของเด็กนักเรียนในโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีไอเดียทำบวบงูให้ตรงสวย ขายได้ราคา ซึ่งปกติผลของบวบงูจะมีลักษณะยาว เรียว บิดโค้งไปมาตามความยาวของผล พบผลตรงน้อยมาก มีลายสีเขียวอ่อนหรือขาวพาดยาวเป็นแนวตั้ง แต่บางพันธุ์ก็จะเป็นสีเขียวอ่อนพาดลายขาว หรือเป็นสีขาวไม่เห็นลายก็มี ความยาวของผลบวบงูสามารถยาวได้ถึง 200 เซนติเมตร เลยทีเดียว สำหรับแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 มีวิธีทำบวบงูให้ตรงสวยงาม ด้วยการเก็บก้อนหินภายในบริเวณโรงเรียน นำมาผูกห้อยไว้กับปลายผลของบวบงู ตั้งแต่ผลของบวบงูมีความยาว ประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้บวบงูมีรูปทรงของผลตรงสวยงาม เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดีกว่าผลบวบงูที่บิดโค้งงอไปมา และวิธีนี้หากใครจะนำไปใช้ก็ไม่ขัดข้อง
