พืชทำเงิน
จริงๆ แล้ว ไผ่ในเมืองไทยมีมากหนักหนา กระนั้นก็ตามเมื่อค้นพบไผ่สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่อยู่ในวงการก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ แต่ก่อนเก่าโบราณมีการนำไผ่จากจีนเข้ามาปลูก คือ ไผ่ตง ระยะเวลาน่าจะกว่า 100 ปีแล้ว ราว 10-20 ปีมานี้ มีการนำไผ่ชนิดใหม่จากจีนเข้ามา ลักษณะโดดเด่นมาก คือเจริญเติบโตและให้หน่อเร็ว แต่ที่มานั้นยังสับสน ว่านำเข้ามาตั้งแม่เมื่อไร ใครเป็นผู้นำเข้ามา ยุคแรกๆ เมื่อไผ่ชนิดนี้ ไปเจริญแพร่พันธุ์อยู่ที่ใด คนในท้องถิ่นจะตั้งชื่อขึ้นใหม่ ทำให้ไผ่จีนที่คุณสมบัติโดดเด่นมีมากกว่า 5 ชื่อ ในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี เรียกกันว่า ไผ่ตงลืมแล้ง ที่อำเภอไทรโยค เรียกว่า ไผ่กิมซุ่ง คุณทรงยศ พุ่มทับทิม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ไปพบที่ระยอง จึงนำไปศึกษาอยู่ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เรียก ไผ่จีนเขียวเขาสมิง ชาวนครสวรรค์เรียก ไผ่อินโดจีน ยังมีชื่ออื่นๆ อีก คุณสมบัติที่พบเห็นอยู่ของไผ่ชนิดนี้ หากสภาพแวดล้อมดีพอสมควร จะเจริญเติบโตเร็ว หลังปลูกเพียง 4-7 เดือน ก็เริ่มให้หน่อได้แล้ว จำนวนหน่อต่อกอดก แต่ต้องหมั่นสางลำออก อย่าให้ลำมากหรือแน่นมากเกินไป หากลำมากจำนวนหน่อที่ออกมาจะน้อย หน่อมีขนาดเล็ก ให้ดีควร
มะเขือยาว เป็นพืชผักรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายอย่าง ตั้งแต่ แกง ผัด ต้ม หรือเผากินกับน้ำพริก ส่วนใหญ่แล้ว มะเขือยาวมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ซื้อหาได้ราคาไม่แพง แต่หากใครคิดอยากปลูกไว้กินเอง โดยเฉพาะปลูกในกระถาง สามารถทำได้ เริ่มต้นจากเพาะกล้าโดยใช้ภาชนะเป็นกะละมัง ครุถังแตก หรือเพาะลงดินก็ได้ จากนั้นเตรียมดิน ที่มีส่วนผสมของดิน ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้ว ปุ๋ยคอกอาจจะเป็นขี้ไก่ ขี้วัว หากมีใบก้ามปูผสมด้วยก็จะดีมาก ใส่วัสดุปลูกลงในกระถาง จากนั้นนำต้นกล้าที่มีใบจริง 2-3 ใบ โดยอายุอยู่ที่ 25-30 วัน ลงปลูก หากบังร่มให้กับต้นกล้าปลูกใหม่ก็จะดี เมื่อต้นตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ให้กับมะเขือราว 1 หยิบมือ ต่อกระถาง หากไม่มีปุ๋ยสูตรก็ไม่เป็นไร หมั่นคอยดูว่ากระถางมีความชื้นหรือไม่…หลังปลูกได้ 60 วัน ก็จะมีมะเขือยาวให้เก็บปรุงอาหาร ส่วนจะเก็บได้นานหรือมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับขนาดกระถางและความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูก งานปลูกมะเขือยาวในกระถาง เหมาะสำหรับคนมีพื้นที่ปลูกน้อย หรือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานซีเมนต์ ข้อควรระวังนั้น ในกระถางน้ำแห้งเร็ว จึงต้องสังเกต แล้วเติมน้ำให้พอเหมาะ
คุณทองสุข ชำนาญผลิต หรือ พี่อุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 856/1 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พี่อุ้ม หนุ่มโสด วัย 41 ปี ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรตั้งแต่จำความได้ ด้วยความที่เรียนจบไม่สูงจึงยึดอาชีพเป็นเกษตรกรอาศัยความชำนาญเลี้ยงชีวิต ปัจจุบัน พี่อุ้มเริ่มหันมาปลูกหอมแบ่ง เป็นระยะเวลา 3 ปี ถือว่าราคาดีมาตลอด ปลูกเพียง 2 ไร่ แบ่งปลูกหอมเป็น 2 พันธุ์ ด้วยกัน คือ พันธุ์ขาไก่ 1 ไร่ และพันธุ์อุตรดิตถ์ 1 ไร่ หอมทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป อย่างพันธุ์ขาไก่มีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน สายพันธุ์นี้ต้องดูแลนานก็จริงแต่คุ้ม เพราะสามารถเก็บไว้รอราคาขึ้นได้ ส่วนสายพันธุ์อุตรดิตถ์ให้ผลผลิตดี อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 35-40 วัน เก็บขายได้เร็ว ไม่ต้องดูแลมาก ยกร่องให้สูง หากอยู่ในช่วงฤดูฝนใช้วิธีนี้ ปัญหาหอมเน่ารากเน่าจะไม่เกิด ขั้นแรกไถพรวนผาล 3 ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วยกร่อง ครั้งที่ 2 ไถพรวนผาล 4 ตากดินทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ และยกร่องขึ้นมาใหม่ให้ร่องสูงประมาณหัวเข่า เพื่อแก้ปัญหาในช่วงฤดูฝนกันรากเน่า ความยาวของแปลงตามสะดวก เมื่อทำเสร็จให้รดน้ำ 2 วัน แล้วใช้เครื่องตีดินแบบเดินตาม เพื่อให้ดิน
ทุเรียน เป็นผลไม้เมืองร้อน ที่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก สามารถปลูกได้ทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรนับเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพส่งออก ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดชุมพรที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน จึงมักพบทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านคุณสมบัติโดดเด่นอยู่บ่อยครั้ง คุณอภิสิทธิ์ อยู่สุข หนุ่มร่างสันทัด เป็นเกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพร และเจ้าของไร่พอใจสไตล์ลุงแอ้ป จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตปทุมธานี (เกษตรปทุม) คณะเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ วิชาเอกสัตวศาสตร์ เล่าว่า “ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น ได้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ประมาณ 9 ปี ภายหลังถึงจุดอิ่มตัว ผนวกกับครอบครัวตนเองมีสวนทุเรียนอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดชุมพร จำนวน 18 ไร่ มีทุเรียนประมาณ 200 ต้น จึงเริ่มหันเหให้กับการทำงานในเมือง แล้วมุ่งหน้าสู่วิถีเกษตรอย่างเต็มตัว” ที่นี่มีทุเรียนคุณสมบัติโดดเด่น นามว่า “เพชรชุมพร” โดยจุดเริ่มต้นของการค้นพบทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพรมาจากบิดา (คุณทวีป อยู่สุข) เดิมทีประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกกาแฟ แต่ประสบปัญหาราคาผลผล
จังหวัดสตูล เป็นแหล่งผลิตข้าวพื้นเมืองหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวเล็บนก ข้าวเฉี้ยง ข้าวบางแก้ว ข้าวหอมจันทร์ ข้าวหอมเหลือง ข้าวสังข์หยด ฯลฯ แต่น่าเสียดายกระแสความนิยมบริโภคข้าวพื้นเมืองมีแนวโน้มลดลง เหลือแค่ร้อยละ 25-30 เท่านั้น หากไม่ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ให้เป็นมรดกลูกหลาน ในอนาคตพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเหล่านี้ก็คงจะเหลือแต่ชื่อเท่านั้น ข้าวอัลฮัม บ้านเกตรี มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่หายากอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ มาจากภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกสั้นๆ ว่า ข้าวอัลฮัม ปลูกในพื้นที่ตำบลเกตรี มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ที่ผ่านมา ข้าวอัลฮัม ปลูกกระจายไปถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุงแต่ชาวนาพัทลุงกลับเรียกข้าวสายพันธุ์นี้ว่า “ข้าวขาวสตูล” ข้าวอัลฮัม ถือว่า มีลักษณะพิเศษคือ ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี เช่นเดียวกับ ข้าวพันธุ์ลูกแดง ข้าวขาวตายก ไข่มด ช่อมุก ดอนทราย ลูกเหลือง ข้าวแดง หมออรุณ รวงยาว สีรวง มัทแคนดุ เป็นต้น ซึ่งข้าวพื้นเมืองในกลุ่มนี้โดยทั่วไปจะมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณไร่ละ 15-40 ถัง หมู่บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัด
จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษลับแล ว่า ลางสาด เป็นผลไม้ตามธรรมชาติมาจากต่างถิ่น แถบแหลมมลายู ภาคใต้ของไทย มีนายพรานเข้าป่าล่าสัตว์ พบนก หนู ค้างคาว และสัตว์ป่าต่างๆ เก็บผลกิน นายพรานจึงทดลองกินบ้าง ติดใจในรสชาติ และเห็นว่าไม่เป็นอันตราย จึงเก็บผลและเมล็ด มาปลูกในบ้าน ต่อมาได้แพร่ขยายพันธุ์ในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องทั่วไป ตำนาน “ลางสาดลับแล” เล่าว่า เมื่อกว่า 200 ปี “หลวงพิบูล” เจ้าเมืองลับแลสมัยนั้น เป็นคนที่เกิดที่บ้านนาโป่ง ตำบลฝายหลวง สมัยไปติดต่อราชการบางกอกเมืองหลวง ล่องเรือตามน้ำไป ตอนเข้าประชุมข้อราชการ มีเจ้าเมืองจากทางใต้ เอาลางสาดมาแจกใช้ชิม เป็นการผูกไมตรี และแนะนำผลผลิตเกษตร หลวงพิบูลเจ้าเมืองลับแล เป็นคนหนึ่งจากแดนเหนือ ที่ได้ชิมลางสาดแล้วติดใจ ด้วยท่านเป็นคนที่สนใจไม้ผล พืชผลต่างๆ จึงได้นำเอาเมล็ดลางสาด กลับมาเพาะปลูกที่ลับแลตอนเหนือ ตั้งแต่บ้านเกิดท่าน บ้านนาโป่ง ตำบลฝายหลวง ขึ้นไปจนสุดเขาน้ำตกแม่พูล ออกถึงตำบลนานกกก ข้ามเขาพลึง แพร่ขยายไปทั่ว จากบ้านเจ้าเมือง สู่บ้านเจ้าขุนมูลนาย ถึงชาวบ้าน มีที่ว่างตรงไหนก็ปลูกกันทั่วไป เลือกปลูกตามชอบใจ สภาพภูมิอากาศมันให้เหมา
“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุยอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกไผ่เป๊าะหวานเป็นอาชีพเสริม มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูก
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว หากพูดถึง มะละกอ คนไทยจะคุ้นเคยกับ คำว่า “มะละกอแขกดำ” กันดี มะละกอแขกดำ มีจุดเริ่มต้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จากนั้นก็กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ มะละกอเป็นพืชที่กลายพันธุ์ง่าย เมื่อนำไปปลูกถิ่นอื่นนานๆ ลักษณะก็จะเปลี่ยนไป เมื่อพบสิ่งที่ดี ผู้ปลูกก็จะเก็บสิ่งนั้นไว้ สถานีวิจัยพืชสวนท่าพระ จังหวัดขอนแก่น นำมะละกอแขกดำไปปรับปรุงพันธุ์ ได้ชื่อว่า “แขกดำท่าพระ” ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีษะเกษ นำแขกดำไปปรับปรุงพันธุ์ ได้ชื่อว่า “แขกดำศรีสะเกษ” ในแง่ของงานพัฒนาสายพันธุ์มะละกอในบ้านเรามีความก้าวหน้าไม่น้อย แต่ก็มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งภาคราชการและเอกชน สายพันธุ์มะละกอที่นำมาเสนอต่อไปนี้ ถือเป็นพืชพรรณที่มีคุณค่า ถึงแม้บางสายพันธุ์มีปลูกอยู่ไม่มากนัก พันธุ์แขกดำ มีลักษณะทรงพุ่มเตี้ย แข็งแรง ความสูงประมาณ 2-4 เมตร ก้านใบสีเขียวอ่อน ลักษณะสั้นและแข็งแรง ก้านใบตั้งตรง ยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ใบหนากว่าพันธุ์อื่นๆ มีการออกดอกติดผลเร็ว ผลมีขนาดปานกลาง ส่วนหัวและปลายผลมีขนาดเท่ากัน ผลยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร ผลในขณะที่ยังดิบเปลือกมีสีเขียวเข้ม เปลือกหนา เนื้อหนา ประมา
กล้วยน้ำว้าในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว, กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือ เอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง ส่วนกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการกินผลสด ทำกล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยบวชชี เป็นกล้วยที่เหมาะสำหรับการแปรรูป ทำขนม ใช้งานได้หลากหลายที่สุด สุดท้ายคือ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดง เป็นกล้วยที่ติดผลค่อนข้างดก ไส้กลางค่อนข้างแข็ง มีความฝาด จะเหมาะนำไปทำกล้วยเชื่อม หรือทำไส้ข้าวต้มมัด เพราะไส้กล้วยมีความแข็งไม่เละ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดงนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากที่มีสีคล้ำดำ สีไม่สวย ดูเหมือนกล้วยตากเก่า ในกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับผู้ปลูกหลายรายที่ส่งกล้วยน้ำว้าไส้แดงขายกับผู้ผลิตกล้วยตาก พบว่ากล้วยตากที่ได
ปัจจุบัน อินทผลัมกินผลสด กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป หลายคนคงยังไม่รู้ว่า อินทผลัมกินผลสด นั้นได้มีการนำเข้ามาทดลองปลูกในไทยเป็นเวลานานแล้ว แต่กว่าจะเป็นที่ยอมรับ ต้องใช้เวลา เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับความกรุณาจาก คุณสุเทพ กังเกียรติกุล มาบอกเล่าถึงวิธีการปลูกต้นอินทผลัมกินผลสด และการดูแลรักษา คุณสุเทพ ถือว่าเป็นลูกเกษตรโดยแท้จริง เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาทำสวนอยู่ที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม อีกทั้งยังคลุกคลีอยู่กับสวนมะนาว สวนส้มโอ มาตั้งแต่ยังเด็ก เลยได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในการทำเกษตร มีโอกาสได้ไปเรียนเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบมาทางโรคพืช ปัจจุบัน คุณสุเทพเป็นเจ้าของ บริษัท เคโมคราฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อย่างปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น งานในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างชื่อให้กับคุณสุเทพมากคือ การจัดประกวดผลไม้ยักษ์ สนใจมานานแล้ว อินทผลัมกินผล คุณสุเทพ เล่าว่า ในปี 2542 ได้มีโอกาสไปตะวันออกกลาง ตอนนั้นมีโอกาสไปเห็นอินทผลัมเข้า แปลกใจมาก เพราะว่าสามารถเอาม
