พืชทำเงิน
เหตุผลประการหนึ่งที่ต้นอ่อน (SPROTS) เป็นอาหารที่มีคุณค่าก็คือ ต้นอ่อน เป็นอาหารที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูง เมล็ดพืชที่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้มีหลายชนิด ได้แก่ ตระกูลถั่ว (Beans) เป็นพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่ออยู่ในรูปของต้นอ่อนกลับเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในร่างกาย ทานตะวัน (Sunflower) ประกอบด้วยวิตามินบีและดีสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด งา (Sesame seeds) เป็นแหล่งของแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอะซิน โปรตีน และฟอสฟอรัส อัลฟาฟ่า (Alfalfa) เป็นแหล่งพืชที่นิยมนำมาเพาะเป็นต้นอ่อน เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์จำนวนมาก วิตามินเอ วิตามินบีคอมเพลกซ์ ซี ดี อี จี เค นอกจากนี้ ยังประกอยด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และซัลเฟอร์ ปริมาณมาก ธัญพืช (Grains) ต้นอ่อนของข้าวสาลีอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ได้แก่ วิตามินซี อี บีคอมเพลกซ์ แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม โปรตีน เอนไซม์ และคลอโรฟิลล์ ต้นอ่อน จัดเป็นพืชมหัศจรรย์ เนื่องจากมีปริมาณวิตามินและสารอาหารสูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่ และพบว่า ต้นอ่อนบางชนิดมีวิตามินเพิ่มขึ้นถึง 500%
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายหัวใจ แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลสุกมีสีเหลือง แต่ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงไม่ทราบว่ามีรสชาติอย่างไร ถามแม่ค้าได้รับคำตอบว่า ม่อนไข่ หรือ เซียนท้อ ผมอยากทราบว่าเป็นไม้พื้นบ้านของไทย หรือเป็นไม้นำมาจากต่างประเทศ ขอคำแนะนำด้วยครับ ผลไม้ที่ถามมา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เรียก ม่อนไข่ ชาวราชบุรี เรียกว่า ท้อพื้นบ้าน ชาวปราจีนบุรี เรียก ท้อเขมร ชาวเพชรบูรณ์ เรียก ทิสซ่า และในแถบภาคกลางเรียก เซียนท้อ ม่อนไข่ หรือเซียนท้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Xantolis palmere Bachni. ม่อนไข่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เม็กซิโกตอนใต้ กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ บราซิล แล้วแพร่เข้าไปยังฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส ม่อนไข่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบบางเป็นมันที่ผิวด้านบน รูปเรียว แหลม ก้านอ่อนมีสีน้ำตาลกำมะหยี่ ดอกสีครีม มีกลิ่นหอม ผลมีรูปร่างคล้ายหัวใจ มีทั้งชนิดกลมป้อม และยาวรี ผลแก่เปลือกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เนื้อผลมีสีเหลือง ฟูและเหนียวเล็กน้อย รสหวานไม่มาก ในหนึ่งผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ 1-2 เมล็ด ม่อนไข่ปลูกได้ดีในประเทศเขตร้อน แต่ดิน
ในช่วงนี้มีฝนตกชุกและมีความชื้นสัมพัทธ์สูง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกเฝ้าระวังการระบาดของโรคราขนแมว สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพริก มักพบที่ยอดอ่อนและกิ่งอ่อน โดยแสดงอาการมีแผลช้ำฉ่ำน้ำ และแผลจะขยายลุกลามลงมาตามกิ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้กิ่งแห้งหักพับ หากต้นพริกแสดงอาการรุนแรง ใบและดอกพริกจะร่วงจนเหลือแต่ก้าน และต้นพริกจะไม่มีการแตกยอดใหม่ ส่วนที่ผลอ่อนจะเกิดอาการช้ำฉ่ำน้ำ เน่า และหลุดร่วงได้ง่าย กรณีที่ในอากาศมีความชื้นสูงมากๆ จะเห็นก้านใสของเชื้อราชูสปอร์คล้ายขนแมวขึ้นมาจากส่วนของพืชที่เป็นโรค ส่วนปลายของก้านใสที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราจะเห็นกลุ่มสปอร์เป็นตุ่มสีดำ สปอร์เชื้อราสาเหตุโรคสามารถปลิวแพร่ระบาดไปสู่พริกต้นอื่นได้โดยง่าย เนื่องจากอาศัยติดไปกับสิ่งที่เข้าไปสัมผัส อาทิ น้ำ ลม ฝน น้ำค้าง และแมลง ทำให้เกิดการระบาดรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกพริกอย่างสม่ำเสมอ และควรปรับระยะปลูกพริกไม่ให้แน่นจนเกินไป เพื่อลดความชื้นในแปลงปลูก และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงและร้อนอบอ้าว หากเริ่มพบต้นพริกแสดงอาการยอด
“บ้านปลักคล้า” คลองหอยโข่ง เป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา คำว่า “ปลักคล้า” มีที่มาจากต้นคล้า ที่มีจำนวนมากตามสายคลองรอบวัด บ้านปลักคล้า เป็นที่ราบ อยู่ใกล้เทือกเขาวังชิง น้ำที่ไหลผ่านได้พัดพาแร่ธาตุสมบูรณ์มาสะสมอยู่ผืนดินแห่งนี้ ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้ เช่น ข้าวไทร ข้าวนางหงส์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นข้าวพันธุ์ดีที่มีรสชาติอร่อยและให้ผลผลิตที่ดีมาตั้งแต่สมัยอดีต เช่นเดียวกับปลาช่อนที่เลี้ยงในชุมชนแห่งนี้ ก็มีรสชาติอร่อยเป็นที่สุด กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอคลองหอยโข่ง (กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ภายใต้การนำของ คุณจตุรภัทร เวชสิทธิ์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอคลองหอยโข่ง มุ่งจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้นักศึกษาและผู้รับบริการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดอบรมความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในห้องเรียน และพาไปดูงานศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภายในจังหวัด
ในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองกระจายทุกพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกอะโวกาโดให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคแอนแทรกโนส สามารถพบได้ในระยะที่ต้นอะโวกาโดติดผลอ่อนถึงระยะผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว อาการที่ใบ ในระยะแรกอาการของโรคจะเห็นเป็นจุดแผลสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลขยายตัวมีหลายแผลใน 1 ใบ หากอาการรุนแรง แผลจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ใบจะแห้งและร่วงหล่น อาการที่ก้านใบ กิ่ง และก้านช่อดอก พบแผลจุดหรือขีดสีม่วง ถ้าอาการรุนแรงแผลจะขยายลุกลามทำให้ก้านใบและกิ่งแห้ง หากเกิดที่ก้านช่อดอกจะทำให้ช่อดอกเหี่ยว แห้ง และหลุดร่วงก่อนติดผล อาการที่ผล ผลอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ หากอาการรุนแรง ผลจะหลุดร่วงก่อนกำหนด อาการบนผลแก่ มักพบในระยะใกล้เก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต พบแผลจุดสีน้ำตาลถึงดำรูปร่างกลมขนาดไม่แน่นอน ต่อมาแผลขยายลุกลามเป็นแผลยุบตัวในเนื้อผล ทำให้ผลเน่า บางครั้งพบเมือกสีส้มซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราที่บริเวณแผล เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มมีอาการระบาดของโรคแอนแทรกโนส ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นควรก
หากอยากมีหุ่นสวยเป๊ะ และสุขภาพดียั่งยืนจนถึงวัยสูงอายุนั้น ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรม กิน-อยู่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด นิสัยการกินมีส่วนสำคัญ ต้องกินให้เป็น เน้นกินอาหารคลีนที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ขอแนะนำ สับปะรดพันธุ์ใหม่ ชื่อ “ทองระยอง” ผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิด ที่สาวกเฮลตี้ไม่ควรพลาด สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นผลไม้เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ของจังหวัดระยอง เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” ที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้มีรสชาติอร่อย เป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่นิยมของตลาดทั่วไป คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์สับปะรดกว่า 20 ปี ของจังหวัดระยอง ได้เล่าว่า “ทองระยอง” เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” (พันธุ์เดียวกับ สับปะรดภูเก็ต ภูแล สวี ตราดสีทอง) กลุ่มผู้ปลูกยางพารา และชาวสวนไม้ผลของอำเภอแกลง ได้นำสับปะรดพันธุ์นี้มาปลูกที่อำเภอเขาชะเมา ตั้งแต่ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วงแรกสับปะรดพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า “สับปะรดหนาม” หรือ “สับปะรดใต้” ผลผลิตที่ปลูกได้ถูกจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก จังหวัดระยอง นับเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญ
ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเลย ที่มีลักษณะเด่น คือ ขนาดฝักเล็กประมาณ 10-15 ซม. เมล็ดสีม่วง กลิ่นหอม รสชาติเหนียวนุ่ม และเคี้ยวไม่ติดฟัน เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่า ชาวบ้านรายหนึ่งได้กินข้าวโพดชนิดนี้ แล้วเกิดติดใจในรสชาติความอร่อย กินเพลินจนหยุดไม่ได้ ต้องกินไปเรื่อยๆ จนหงายท้องกันเลยทีเดียว ทำให้ข้าวโพดพันธุ์นี้ถูกเรียกขานว่า “ตักหงาย” มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน จังหวัดเลย มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดตักหงาย ประมาณ 2,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย นาแห้ว ภูเรือ ท่าลี่ และอำเภอเมือง ข้าวโพดตักหงายมีอายุออกดอก 52-90 วัน ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการของเกษตรกร โดยเฉลี่ยจะมีผลผลิต 2-6 ฝัก ต่อต้น ราคาขายส่งหน้าสวน 7-10 บาท ต่อ 20 ฝัก เกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 2-4 หมื่นบาท ต่อไร่ ข้าวโพดตักหงาย ใกล้เสี่ยงสูญพันธุ์ เพราะเกิดการผสมข้ามพันธุ์กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯลฯ ทำให้สีเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีขาว และแข็งขึ้น รสชาติและความหอมไม่เหมือนเดิม กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้เพื่ออนุรักษ์ให้ค
เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคปหรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบและกิ่งก้านในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล อาการบนใบ พบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรต
“เห็ดระโงก” เรียกอีกชื่อว่า “เห็ดไข่ห่าน” มีราคาแพง นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดระโงกนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ผัดเห็ดน้ำมันหอย เห็ดระโงกนึ่งจิ้มแจ่ว แกงเห็ดระโงกใส่ใบมะขามอ่อน ช่วงฤดูฝน หลังฝนตก 2-3 วัน เกิดภาวะอากาศร้อนชื้น สภาพอากาศร้อนอบอ้าว และมีแสงแดด ชาวบ้านจะออกไปเก็บเห็ดระโงกในป่าธรรมชาติ เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง เห็ดระโงกมักขึ้นเป็นเห็ดดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม 4-5 ดอก กระจายอยู่ทั่วไป เดิมที เห็ดระโงกหากินได้เฉพาะหน้าฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน -กรกฎาคมไปจนสิ้นฤดูฝน ปัจจุบัน กรมป่าไม้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดู โดยนำเมล็ดยางนามาเพาะให้เป็นต้นกล้า แล้วนำดินใต้ต้นเห็ดแก่ที่ทิ้งสปอร์ลงดิน ไปใส่โคนต้นยางนา นอกจากนี้ยังใช้วิธีนำเห็ดระโงกต้นแก่ที่ดอกบานเต็มที่จนสร้างสปอร์แล้ว มาล้างน้ำ หรือดอกแก่จัดมาขยี้ในน้ำ แล้วนำน้ำที่มีสปอร์ของเห็ดปนอยู่ไปโปรยที่โคนต้นยางนา กรมป่าไม้ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องการผลิตเห็ดระโงกนอกฤดูให้ชาวบ้าน ใช้สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ลดการบุกรุกทำลายป่า เหมือนในอดีต งานวิจัย “เห็ดนอกฤดู” ของกรมป่าไม
ทุกวันนี้คนไทยเจ็บป่วยจากโรคอ้วนมากขึ้นทุกปี เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมันมากเกินความจำเป็น จนร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ไม่หมด สะสมเป็นไขมันเกาะตามร่างกายจนกลายเป็นโรคอ้วนในที่สุด การรักษาโรคอ้วนต้องเริ่มจากการออกกำลังกายและลดการบริโภคอาหารประเภทแป้งให้น้อยลง หนึ่งในอาหารทางเลือกที่เหมาะสำหรับดูแลรักษาสุขภาพ คือ การบริโภค “ บุก ” เพราะบุกมีลักษณะเนื้อสัมผัสและรสชาติคล้ายอาหารที่มาจากแป้งแต่ไม่ให้พลังงานแถมช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน บุกมีใบลักษณะคล้ายใบมะละกอ โผล่ขึ้นมาจากหัวบุก ใบมีสีเขียวเข้ม บุกบางชนิดมีลวดลายและมีหนามอ่อนๆ ดอกบุกลักษณะคล้ายต้นหน้าวัว มักพบในช่วงปลายฤดูแล้ง หลังจากดอกผสมพันธุ์จะเกิดผลอ่อนของบุก มีสีขาวอมเหลือง พออายุ ได้ 1-2 เดือน จะมีผลสีเขียวเข้ม มีจุดดำที่ปลายคล้ายผลกล้วย หัวบุก (corm)มีขนาดใหญ่ สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน บุกที่นิยมใช้เป็นอาหารสำหรับลดความอ้วน คือ บุกไข่ (A. oncophyllus) สาเหตุที่เรียกว่า บุกไข่ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษมีไข่อยู่ตามลำต้นที่สายพันธุ์อื่นๆ ไม่มี พบมากที่จังหวัดลำปาง พะเยา ตาก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี
