พืชทำเงิน
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายภูมิภาคมีการเปิดจุดจำหน่ายข้าวกันอย่างคึกคัก ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำข้าวสารพันธุ์ดีมาวางขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภคเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจากราคาข้าวตกต่ำ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก ชื่นมื่น มีทั้งข้าวพันธุ์ดี ชื่อดังจากหลายภูมิภาค ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อข้าวชั้นดี หายาก สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ต่างๆ ยังมีข้าวหลากหลายให้เลือกบริโภค โดยเฉพาะตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง ได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ ที่จังหวัดสตูล เป็นอีกแหล่งปลูกข้าวพื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบข้าวหุงขึ้นหม้อ รสชาติมัน กินอิ่มท้อง ทำข้าวต้ม-โจ๊ก อร่อย หรือใช้ทำแป้งขนมจีน จะได้เส้นขนมจีนเหนียวหนึบ หรือใช้ทำแป้งขนมทองพับ ปัจจุบัน มีการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคประเทศมาเลเซียด้วย โดยเฉพาะ “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ผลผลิตจากชาวนาบ้านโคกโดน หมู่ที่ 12 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปัจจุบัน ชาวนาบ้านโคกโดน รวมตัวตั้ง “กลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร” มีสมาชิกกลุ่ม
“ข้าวเบายอดม่วงตรัง” เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองประจำถิ่นที่คนตรังรู้จักกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีการเก็บรักษาสายพันธุ์ข้าวมากว่า 100 ปี มีลักษณะเด่นคือในหนึ่งกอข้าวเปลือกจะมีหลายสี แรกเริ่มสีเขียว จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวจะมีสีม่วงคล้ายสียอดมะม่วง จึงเป็นที่มาของชื่อข้าวเบายอดม่วงตรัง สัมผัสของข้าวเมื่อหุงแล้วมีเหนียวนุ่ม ไม่กรุบหรือกระด้าง เคี้ยวง่าย ไม่ฝืดคอ ที่มากว่าจะเป็น “ข้าวเบายอดม่วง” จังหวัดตรัง ในอดีตเป็นจังหวัดที่มีการทำนาอยู่ทั่วทุกพื้นที่มีพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่เพาะปลูกอยู่หลากหลายสายพันธุ์ สำหรับข้าวเบายอดม่วง เป็นข้าวประจำถิ่นที่คนตรังในอดีตรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีการปลูกกันโดยทั่วไปภายในจังหวัด นิยมปลูกไว้ให้ผู้สูงอายุบริโภค เพราะเป็นข้าวนุ่ม เคี้ยวง่าย ไม่ติดคอ มีการปลูกเฉพาะในจังหวัดตรัง โดยชุมชนมีการเก็บรักษาสายพันธุ์ข้าวมากว่า 100 ปี ด้วยภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดมา จากในอดีตเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์ โดยเลือกเก็บแม่รวงเอาไว้ทำพันธุ์ (แม่รวง คือ รวงข้าวที่สมบูรณ์ที่สุดเกิดจากหน่อข้าวหน่อแรกอยู่สูงที่สุดในกอข้าว) ต่อมาในปี พ.ศ.
คุณจิรณี พิมผุย หรือ พี่ณี ประธานวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านวิทย์ ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นี้เกิดจากการรวมกลุ่มจากการมีนโยบายภาครัฐ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 30 คน ในพื้นที่เกือบ 300 ไร่ โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ในพื้นที่ เพื่อเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านวิทย์” พื้นที่ทั้งหมด 740 ไร่ มีสมาชิกทั้งหมด 60 ราย โดยแบ่งการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ จำนวน 9 ราย จำนวน 160 ไร่ และกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการปลูกข้าวอินทรีย์ จำนวน 41 ราย ในพื้นที่ 580 ไร่ ต่อมาในปี 2564 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 2,880,000 บาท ในช่วงต้นของการลงมือทำ ต้องประสบกับปัญหาจากกลุ่มคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่ประกอบอาชีพเกษตรปลูกข้าวเป็นหลัก ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงมือทำด้านธุรกิจเกษตร เพราะเนื่องจากนโยบายภาครัฐ จำเป็นต้องมีห้างหุ้นส่วนเข้ามาเก
แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม แหนแดงเหมาะใช้ผสมกับดินปลูกเพื่อทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ ในช่วงหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ แหนแดง” พืชน้ำมหัศจรรย์ เปรียบเหมือนโรงงานผลิตปุ๋ย ใช้ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุน แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) แหนแดง มีอยู่มา
ข้าวปะกาอำปึล ข้าวปกาอำปึล ข้าวผกาอำปึล หรือ ข้าวดอกมะขาม ข้าวพื้นถิ่นเมืองสุรินทร์ Authentic Traditional Surin Rice ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดสุรินทร์นี้ จะอยู่ตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา ทางฝั่งไทยปลูกกันแถบจังหวัดสุรินทร์ ส่วนกัมพูชาคือจังหวัดอุดรมีชัย (ปะกาอำปึล แปลว่า ดอกมะขาม) “ปะกาอำปึล” เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้ง ต้นสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีผลผลิตน้อยกว่าข้าวหอมมะลิ เหมาะสำหรับปลูกตามหัวไร่ปลายนา ไม่ชอบน้ำขังมาก เมื่อสุกแก่ เปลือกของข้าวสีเหลืองทองเหมือนดอกมะขาม เมล็ดยาว เมื่อขัดขาวจะสีขาวเหมือนข้าวทั่วไป หากสีเป็นข้าวกล้องเมล็ดสีน้ำตาลออกเขียว ทนทานต่อโรคแมลง กลิ่นจะหอมเหมือนกับข้าวโพดข้าวเหนียว เนื้อสัมผัสของข้าวจะเหนียวอร่อยและหนึบ กรุบกรอบ คุณค่าทางโภขนาการข้าวปะกาอำปึล ข้าวกล้องปะกาอำปึล เป็นข้าวที่มีค่าน้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีจมูกข้าวและกาบ้าสูง มีโปรตีน มีวิตามินบี ธาติเหล็ก มีธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงผิวหนัง ระบบประสาท และเสริมสร้างเม็ดเลือด รวมถึงจมูกข้าวเส้นใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ที่มา : กรมการข้าว /////////////////////////////////////////////////
แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีน้อย หาซื้อได้ยาก ราคาค่อนข้างแพง เป็นปัญหาหนึ่งในการทำนา แต่ที่จังหวัดสุรินทร์ยังไม่สิ้นคนดี เมื่อมีผู้นำสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด ได้ริเริ่มและนำแนวคิดมาให้สมาชิกปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยการสนับสนุนด้านวิชาการและเสริมทักษะทุกขั้นตอนการผลิตจากภาครัฐและเอกชน ผลคือทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีปลูกและขาย และได้ก้าวเปลี่ยนสู่วิถียังชีพที่มั่นคง คุณธนาบูลย์ สุขปัญญา อดีตผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ (ด้านการเกษตร) เล่าให้ฟังว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนา แต่ละปีประเทศไทยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ในราว 670 ล้านกิโลกรัม แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอ หาซื้อยาก ราคาค่อนข้างแพง จึงส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรรวมกลุ่มปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว การปลูกเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาชิกสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด จะได้รับความรู้วิชาการและเสริมทักษะในทุกขั้นตอนจากนักวิชาการเกษตรศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินท
“ข้าว” ถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเศรษฐกิจสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะผ่านไปแห่งหนใดในประเทศไทย การปลูกข้าวก็มีให้เห็นอยู่เสมอตลอดทั้งปี และถ้าจะกล่าวว่าการทำนาเป็นเสมือน DNA ของคนไทยก็ไม่ผิด เพราะตั้งแต่เล็กจนโตการได้เห็นทุ่งนาและกิจกรรมต่างๆ นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวสำหรับใครหลายๆ คน ที่ได้เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดและสื่อโซเชียลมีเดีย ที่มีการปลูกข้าวสร้างรายได้ คุณธนาวัฒน์ จันนิม หรือ คุณโอวา เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เรียกได้ว่ามี DNA และสายเลือดของความเป็นลูกชาวนาอย่างเต็มตัวเต็มเปี่ยม เพราะด้วยความที่ได้สัมผัสและได้นำเอามุมมองใหม่ๆ จากประสบการณ์ที่ได้ในสายงานอื่นๆ มาต่อยอดการทำตลาดข้าวให้กับครอบครัวจนประสบผลสำเร็จ พร้อมกับขยายการผลิตช่วยให้ชุมชนเกิดรายได้ไปพร้อมๆ กัน สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นศักยภาพของตนเอง คุณโอวา เล่าให้ฟังว่า ด้วยความเป็นเด็กที่เติบโตมาจากต่างจังหวัดและครอบครัวทำนามาตลอดชีวิต ทำให้รู้สึกว่าอยากจะหนีจากสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอเมื่อโตขึ้น โดยหลังจากที่จบการศึกษาจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วนั้น คุณโอวาได้เข้
กล้วยน้ำว้าในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง ส่วนกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการกินผลสด ทำกล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยบวชชี เป็นกล้วยที่เหมาะสำหรับการแปรรูป ทำขนม ใช้งานได้หลากหลายที่สุด สุดท้ายคือ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดง เป็นกล้วยที่ติดผลค่อนข้างดก ไส้กลางค่อนข้างแข็ง มีความฝาด จะเหมาะนำไปทำกล้วยเชื่อม หรือทำไส้ข้าวต้มมัด เพราะไส้กล้วยมีความแข็งไม่เละ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดงนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากที่มีสีคล้ำดำ สีไม่สวย ดูเหมือนกล้วยตากเก่า ในกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับผู้ปลูกหลายรายที่ส่งกล้วยน้ำว้าไส้แดงขายกับผู้ผลิตกล้วยตาก พบว่ากล้วยตากที่ได้ม
ขอนแก่น มาแล้ว เห็ดเผาะ รับฤดูฝน ปีนี้ราคาดี กิโลละ 800 บาท ของมีน้อย ผู้บริโภคมีเยอะ ท้าให้ลองชิม กินอร่อย หนังบางอ่อน เนื้อละมุน เคี้ยวเพลิน ทำได้หลากหลายเมนู พ่อค้า แม่ค้า เร่งออกหาเห็ดในพื้นที่ป่าสาธารณะ และป่าชุมชน เพื่อนำจำหน่าย โดยเฉพาะเห็ดเผาะ ที่เริ่มมีมาวางจำหน่ายกันแล้ว จากการสอบถามพบว่าขณะนี้ เห็ดจากภาคเหนือ มาจำหน่ายในพื้นที่อย่างมาก เพราะอ่อนและอร่อย นางวราพร สิงหาบุตร อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144/13 บ้านเหล่าใหญ่ ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แม่ค้าอาหารประจำถิ่น กล่าวว่า ช่วงนี้เห็ดเผาะราคาสูงมากเพราะเป็นช่วงฝนใหม่ เห็ดเริ่มทยอยออกดอก ซึ่งร้านรับซื้อมาจากชาวบ้านที่ออกหาจากทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและทางภาคเหนือ แต่เห็ดเผาะภาคเหนือจะเป็นเห็ดเผาะหนังอ่อนต่าง ไส้เยอะ จะอร่อยกว่าเห็ดของบ้านเรา “ร้านรับและนำมาจำหน่ายในราคาขีดละ 80 บาท หรือกิโลกรัมละ 800 บาท หรือขายแล้วแต่ลูกค้าจะสั่งว่าจะเอาราคาเท่าไร โดยในช่วงแรกนี้เห็ดออกใหม่ ร้านนำมาขายวันละ 5 กิโลกรัมเท่านั้น ไม่กล้าเอามาเยอะ กลัวจะขายไม่หมด ราคายังสูงอยู่ ทำให้ไม่กล้าลงทุนเยอะ เสี่ยงขายไม่หมด แต่ผู้บริโภคส่วนมากหา
เอาใจคอทุเรียนโดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟ ต้นตำรับจากจังหวัดศรีสะเกษ การันตีความหวานมันอร่อย กลิ่นไม่ฉุนแถมละมุนลิ้นอีกต่างหาก นึกแล้วก็น้ำลายสอ อยากจะสั่งซื้อโดยตรงจากสวน แต่ไม่อยากตากแดดตากฝนทนร้อนออกไปฝ่าฟันหาซื้อให้ยุ่งยาก ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนในจังหวัดศรีสะเกษเล่นใหญ่เอาใจคอทุเรียน เปิดช่องทางจัดจำหน่ายทุเรียนโดยตรงจากสวนผ่านเว็บไซต์ www.lavadurian.com หรือ ไลน์แชตบอต lavadurian สามารถสั่งตรงทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจากชาวสวนตัวจริง แต่ละคนจะลงทะเบียนเป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ ด้วยสโลแกน “ทุเรียนภูเขาไฟ อยู่ที่ไหนต้องได้กิน” การันตีของแท้แน่นอน แถมราคาไม่แพง ส่งตรงถึงหน้าบ้าน จะมีสวนไหนบ้าง ไปดูกันค่ะ!! 1. สวนบุญส่ง อ.ขุนหาญ สวนทุเรียนบุญส่ง อ.ขุนหาญ จำหน่ายทุเรียนภูเขาไฟ (หมอนทอง) การันตีคุณภาพหวานนุ่ม ละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน เกรดพรีเมี่ยมราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ย 3 กิโลกรัม ส่วนเกรดคุณภาพราคา 200 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ย 3 กิโลกรัม สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้และสามารถติดต่อเจ้าของสวนได้ตลอด ส่งตรงถึงมือลูกค้าแน่นอน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เ
