Exclusive เกษตรยั่งยืน

Banana Loei “ท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดเลย” แบบกล้วยๆ จากงานจิตอาสา สู่ธุรกิจเพื่อสังคม

คุณบั๊ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ผู้ก่อตั้ง Banana Land

คุณบั๊ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ผู้ก่อตั้ง Banana Land เริ่มต้นเส้นทางด้วยหัวใจจิตอาสาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย ในนามกลุ่ม “ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” เมื่อปี 2550 ที่มุ่งทำงานด้านเด็กและเยาวชน โดยตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่า “ปัญหาของพวกเขาคืออะไร” คำตอบที่ได้กลับมาคือ ครอบครัวไม่อบอุ่น เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน คุณบั๊มจึงเริ่มคิดว่า “จะทำอย่างไรให้พ่อแม่กลับมาทำงานที่บ้าน และใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ได้มากขึ้น”

เวลาผ่านไปจนถึงปี พ.ศ. 2557 คุณบั๊มได้มีโอกาสเข้าเรียนด้าน Social Enterprise (SE) ด้วยทุนจาก Ford Foundation ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น โดยแนวคิด SE มีรากฐานจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 คุณบั๊มจึงเริ่มมองเห็นหนทางว่า “ธุรกิจ” สามารถเป็นกลไกที่ช่วยดูแลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้ทุกคนในระบบเติบโตไปพร้อมกันได้

จุดเริ่มต้นคือ Banana Family ในปี พ.ศ. 2557 แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ชุมชน กระทั่งเกิดเหตุการณ์ “ช้างลงไปในป่ากล้วย” และคุณบั๊มได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดธุรกิจแบ่งปัน จึงเกิดไอเดียสร้างพื้นที่รวมตัวกันของคนในชุมชน โดยให้แต่ละคนได้ทำสิ่งที่ตนเองถนัด และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวชุมชนในชื่อ Banana Land – ดินแดนกล้วยๆ คอนเซ็ปต์ง่ายๆ ที่สะท้อนว่า “ไม่ว่าใครก็สามารถทำสิ่งที่รักได้แบบง่ายๆ กล้วยๆ”

Banana Land ได้รับการสนับสนุนจาก อพท.5 (ปัจจุบันคือ อพท.เลย) ในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ โดยยึด “สิ่งแวดล้อม” เป็นหัวใจหลัก พร้อมนำแนวคิดจากกลุ่ม “ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” ได้แก่ ออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก และออมเวลา มาปรับใช้กับการจัดการชุมชน


การทำเชือกจากฟาง

สิ่งที่โดดเด่นคือ Banana Loei ไม่ได้เพียงสร้างรายได้ แต่ยังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ เช่น กิจกรรมปลูกป่า ดำนา สร้างปราสาทฟาง รณรงค์ลดการเผาฟาง ลดการเผาอ้อย ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างมาก คนในชุมชนเลิกเผาฟางแล้ว และยังใช้กิจกรรมเหล่านี้ต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้จริง การทำเชือกฟางจากข้าวและนำอ้อยมาทำเมนู ‘ส่วงหวะ’ เป็นเมนูต้อนรับนักท่องเที่ยว

“ปราสาทฟาง” จากโจทย์ของเด็กน้อย สู่ความสำเร็จที่ทั้งชุมชนภาคภูมิใจ

จุดเริ่มต้นของ “ปราสาทฟาง” ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2558 หลังฤดูการเก็บเกี่ยว ที่ท้องทุ่งเต็มไปด้วยควันไฟจากการเผาฟาง คุณบั๊มในฐานะคนทำงานชุมชนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเห็นภาพนี้ เขาจะรู้สึกอย่างไร?” ในเวลานั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นควันและอากาศร้อนจัด การเปลี่ยนแปลงบางอย่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น และมันต้องเริ่มจากพลังของชุมชนเล็กๆ ของเราเอง

คุณบั๊ม เล่าให้ฟังว่า “สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือ กลุ่มท่องเที่ยวของเราเริ่มต้นจากเยาวชน ในขณะที่ที่อื่นมักขับเคลื่อนโดยผู้ใหญ่ เราถามเด็กๆ ว่า “จะทำยังไงให้ชุมชนเราเลิกเผาฟาง?” คำตอบแรกคือ “ทำสวนสนุก” แต่เมื่อได้ช่วยกันระดมความคิดต่อมา เด็กๆ เสนอว่า “ทำเป็นปราสาทฟางดีไหม?” เราจึงให้น้องๆ วาดภาพออกแบบ จากนั้นช่างในชุมชนก็ช่วยกันก่อสร้างจริง เหมือนการทำโมเดลบ้านที่เติบโตขึ้นมาเป็นปราสาทขนาดใหญ่ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน”

โครงการนี้ได้รับแรงหนุนจาก อพท.5 ที่เข้ามาสนับสนุนงบประมาณถึง 70% ส่วนอีก 30% มาจากความร่วมมือของคนในชุมชน แต่ทีมงานไม่ได้มองเพียงแค่การทำให้โครงการเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เรามองไกลกว่านั้น ถ้าจะทำต้องทำให้ยั่งยืนและเป็นประโยชน์กับชุมชนจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนเพิ่ม ใช้โครงสร้างเหล็กควบคู่ไปกับงบประมาณที่ได้รับ โดยในช่วงเริ่มต้น ป้าเพริศ ในฐานะประธานวิสาหกิจ ได้อาสาออกงบล่วงหน้าและลงมาดูแลการก่อสร้างด้วยตัวเอง เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและพร้อมต่อยอดในอนาคต

ช่วงแรกเราโปรโมตในโซเชียลด้วยแฮชแท็ก #ปราสาทฟาง=ไม่เผาฟาง พร้อมขอฟางจากชาวบ้าน ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังไม่เข้าใจว่าจะเอาไปทำอะไร ต้องค่อยๆ อธิบายและลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

นอกจากปราสาทฟาง เรายังสร้าง “หุ่นฟางช้าง” เพื่อนำไปใช้ในงานประเพณี บวงสรวงพ่อพญาช้าง เดิมทีงานนี้ใช้กระสอบทำหุ่น แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ฟาง ความเป็นธรรมชาติและสีสันกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นายก อบต. เห็นคุณค่าจึงเข้ามาสนับสนุน พร้อมเชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาสอนชาวบ้านทั้ง 5 ตำบลให้ทำหุ่นฟางช้างร่วมกัน จนกลายเป็นกิจกรรมที่สืบต่อทุกปี ปัจจุบันมีหุ่นฟางช้าง ตำบลภูหอ แล้วกว่า 13 ตัว เท่ากับจำนวนหมู่บ้านในพื้นที่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการต่อยอดสู่โครงการ “แลกกันกิน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชุมชนมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำฟางข้าวมาแลกกับต้นกล้าผัก คุณบั๊มบอกว่า “เราต้องเข้าไปอยู่ในใจชุมชน ค่อยๆ ฟังปัญหาและความต้องการ เพื่อออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่”

หลังฤดูเก็บเกี่ยว ปัญหาการเผาฟางและการจัดการวัสดุเหลือใช้มักเป็นเรื่องท้าทาย แต่โครงการนี้เน้นให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของฟาง เช่น การนำฟางกองไว้ให้โดนแดดและฝน จะช่วยให้เกิดเห็ดตามธรรมชาติ เปรียบเสมือนใช้ธรรมชาติเป็นครู สอนให้ชุมชนเข้าใจและเห็นคุณค่าของฟาง

เมื่อชาวบ้านเริ่มรับรู้ถึงประโยชน์และเห็นความสำคัญ ก็เกิดความหวงแหนฟางขึ้นโดยธรรมชาติ การกำจัดฟางด้วยวิธีเดิมๆ จึงลดลง และปัญหาก็ถูกแก้ไขไปโดยปริยาย

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เกิดจากการเข้าไปนั่งอยู่ในใจชุมชน รับฟังปัญหา พร้อมใช้หลักคิด “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทาง เราได้เรียนรู้ว่า ชุมชนเผาฟางเพราะ “ขาดข้อมูล” ดังนั้นเมื่อเติมความรู้ลงไป ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

ทุกวันนี้ “ปราสาทฟาง” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยมือของชุมชนเอง และเป็นบทพิสูจน์ว่าพลังความคิดเล็กๆ จากเด็กๆ สามารถขยายเป็นพลังใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงทั้งชุมชนได้

เส้นทาง “Banana Loei” จากความฝัน สู่การสร้างคุณค่าให้สังคม

คุณบั๊ม ย้อนเล่าด้วยรอยยิ้มว่า “จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นในวันที่เธอนั่งขายขนมออนไลน์ภายใต้ชื่อ Banana Family อยู่ๆ ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการประกวดธุรกิจเพื่อสังคมเด้งขึ้นมา และนั่นทำให้เธอตัดสินใจลองสมัคร แม้ในเวลานั้นแนวคิด “ธุรกิจเพื่อสังคม” จะยังใหม่ในสังคมไทย หลายคนไม่เข้าใจว่าธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องวัดเพียงผลกำไรทางตัวเงิน แต่สามารถเติบโตควบคู่กับการช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกันได้”

ย้อนกลับไปปี 2557 ขณะที่เธอกำลังศึกษา ได้แรงบันดาลใจจาก “โครงการหลวง” และพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าธุรกิจและการพัฒนาสังคมสามารถเดินไปด้วยกันได้ แต่ในชีวิตจริง คนรอบข้างกลับยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอทำ คุณบั้มจึงมองหาพื้นที่ ที่อย่างน้อยจะได้พบเจอเพื่อนผู้มีความคิดคล้ายกัน และการเข้าแข่งขันครั้งนั้นก็ทำให้เธอได้เจอโค้ช และเครือข่ายที่มองเห็นคุณค่าของแนวทางนี้

ในช่วงเวลาที่เธอแข่งขัน Banana Land ยังเป็นเพียงความฝัน พื้นที่สีเขียวที่ตั้งใจไว้ว่าอยากปลูกกล้วย ปลูกป่า และสร้างเป็นดินแดนแห่งความสุขแบบ “กล้วยๆ” ให้ผู้คนได้มาเรียนรู้และผ่อนคลาย แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลที่หนึ่ง แต่ก็สามารถเข้าไปถึงรอบห้าทีมสุดท้าย และได้รับคำแนะนำสำคัญว่า “Banana Land ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่ำรวยหรือมีเงินทุนมหาศาลจึงจะทำได้ แค่เชื่อและเริ่มทำจากสิ่งที่มี ก็สามารถเดินหน้าสร้างฝันได้เลย”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คุณบั๊มและสามีเลือกที่จะลงมือทำจริง ย้ายไปอยู่กับธรรมชาติ ที่ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักปี ธรรมชาติจึงกลายเป็นครูที่สอนให้ทั้งคู่ปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง

ต่อมาเธอได้ไปเรียนรู้ “ศาสตร์พระราชา” ผ่านโครงการ พอแล้วดี นำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจ ก่อนจะรีแบรนด์จาก Banana Land มาเป็น Banana Loei เพื่อให้คนรู้จักว่า ที่นี่ตั้งอยู่ในภาคอีสาน จังหวัดเลย ไม่ใช่ภาคเหนืออย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

หัวใจหลักของ Banana Loei ถูกสรุปลงในแนวคิด “กิน รู้ อยู่เลย แบบกล้วยๆ

  • กิน – สร้างสรรค์เมนูกล้วยและอาหารพื้นถิ่น เช่น หมกหยวก ลาบหัวปลี ข้าวผัดปูนา หรือเมนูตามฤดูกาล ถ่ายทอดภูมิปัญญาและความเชื่อดั้งเดิมอย่างการเลือกกินอาหารตามวันเกิด ให้ผู้มาเยือนได้ทั้งความอร่อยและองค์ความรู้ควบคู่กัน
  • รู้ – ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนและนักท่องเที่ยว ทั้งด้านภาษา อาหาร และการพัฒนาทักษะ
  • อยู่ – ใช้ชีวิตอย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ พึ่งพาทรัพยากรอย่างสมดุล และให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Banana Loei ไม่เพียงแต่ดึงจุดแข็งของคนในพื้นที่มาใช้ เช่น งานไม้ งานขนม หรือภูมิปัญญาการเกษตร แต่ยังต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ เช่น คุกกี้สูตรชุมชนที่ผสมแป้งข้าว แป้งกล้วย และแมคคาเดเมีย สร้างเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นให้เป็นที่จดจำ

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าภูมิใจ คือการชวนชุมชนปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งกับช้างป่า จากที่เคยปลูกอ้อยซึ่งช้างชอบกิน หันมาปลูกฝ้ายที่ช้างไม่แตะต้อง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นภูมิปัญญาทอผ้าฝ้าย ที่ถูกถ่ายทอดมาสู่รุ่นปัจจุบัน สิ่งทอจากฝ้ายจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของที่พัก ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว รองเท้าแตะ หรือของตกแต่ง ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของชุมชนเลย

วันนี้ Banana Loei ไม่ใช่เพียงพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่คือเวทีเล็กๆ ที่ทำให้คนในชุมชนได้มีตัวตน มีรายได้ และมีคุณค่าที่จับต้องได้

แนวทางการสร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชนแบบยั่งยืน

วิธีดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนชุมชนอย่างต่อเนื่อง คือการสร้างความใกล้ชิดและความอบอุ่นแบบครอบครัว ทีมงานในชุมชนจะดูแลนักท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปต่อวัน ให้ความรู้ และบริการอย่างเต็มที่ ทำให้หลายคนกลายเป็นลูกค้าประจำ กลับมาเยือนปีละ 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีคนวัยกลางคนเพียง 2-3 คน และเด็กๆ ทีมงานตั้งใจค่อยๆ สร้างระบบให้ชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันในอนาคต โดยมุ่งเน้นการดึงเยาวชนและคนวัยทำงานกลับมามีส่วนร่วม

เร็วๆ นี้ ชุมชนเริ่มรองรับนักท่องเที่ยวรูปแบบแคมปิ้งและโฮมสเตย์ โดยปีนี้มีโฮมสเตย์เกิดขึ้นแล้ว 10 หลัง กลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณว่าชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน

จุดเด่นที่ทำให้ Banana Loei แตกต่างจากที่อื่น

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Banana Loei คือการให้ทุกคนมีตัวตน ทุกคนในชุมชนเปรียบเสมือนดาราแต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว และสามารถสนับสนุนกันได้เต็มที่ การสื่อสารเน้นใช้ภาษาท้องถิ่น ถ่ายทอดเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของเมืองเลย ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้และสัมผัสความเป็นพื้นถิ่นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ชุมชนยังผสมผสานงานศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการท่องเที่ยว ทั้งการทำอาหาร ขนม และกิจกรรมงานฝีมือต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานของคนในชุมชนเอง ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงความเป็น Banana Loei อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งเอกลักษณ์คือการให้บริการในลักษณะครอบครัว พี่น้องชุมชนพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนเสมือนลูกหลานกลับบ้าน ทำให้เกิดความใกล้ชิดและอบอุ่น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวกลับมาเยือนเป็นประจำ

ส่วนการทำการตลาด ชุมชนจะใช้สื่อออนไลน์หลากหลายช่องทาง ทั้งเฟซบุ๊ก, ติ๊กต็อก, ยูทูบ และอินสตาแกรม เพื่อเล่าเรื่องราวของชุมชน ถ่ายทอดวิถีชีวิต และประชาสัมพันธ์แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แพ็กเกจ “อยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง” หรือทุ่งนาออนไลน์

รูปแบบการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์และแพ็กเกจที่ครบวงจรนี้ ช่วยให้ผู้สนใจได้เห็นภาพชีวิตจริงของชุมชน และเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ทั้งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

การเริ่มต้นทำการท่องเที่ยว ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชน จึงมีรายละเอียดมาก ทั้งการบริหารจัดการ การให้บริการ และการทำธุรกิจ ซึ่งตอนแรกยังไม่ชำนาญ ทำให้ผู้ร่วมงานบางส่วนออกจากโครงการเพราะไม่เห็นรายได้ชัดเจน นอกจากนี้ การสื่อสารกับพื้นที่ห่างไกลทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมจำกัดอยู่เฉพาะหมู่บ้านใกล้เคียง

เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมงานได้ปรับวิธีการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การกำหนดกิจกรรมหลักแต่ไม่เร่งรีบ ให้ผู้เข้าร่วมได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งส่งเสริมให้คนในชุมชนแต่ละคนมี “ผลิตภัณฑ์” เป็นของตัวเอง ตามความถนัด เช่น การทำตะกร้าจักสาน การทำตะกร้าผ้า หรืองานฝีมืออื่นๆ โดยแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือ

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการจัดสรรรายได้อย่างโปร่งใส ทุกคนจะทราบว่าขายสินค้าได้เท่าไหร่ และไม่มีการกดราคาชุมชน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ทุกคนมีตัวตนออนไลน์เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์และส่งเสริมชื่อเสียงของแต่ละบุคคล

หลักการของชุมชนคือ “ทุกคนคือดารา” ทุกคนมีบทบาท มีตัวตน และได้ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด การทำงานแบบนี้ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับคนในชุมชน แต่ยังทำให้ผู้มาเยี่ยมชมรับรู้ถึงความเอาใจใส่ ผ่านการบริการ การดูแล และสัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง

การเรียนรู้เรื่องความเท่าเทียมและการจัดการอย่างโปร่งใส ทำให้ชุมชนสามารถปรับตัว พัฒนาศักยภาพตัวเอง และสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้มาเยือนต่างมีความสุขไปพร้อมกัน

แนวทางพัฒนาชุมชนสู่อนาคต

ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ชุมชน Banana Loei ก้าวมามากแล้ว แต่เป้าหมายยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ทีมงานยังมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นและคนเมือง กลับมามีส่วนร่วมในชุมชนบ้านเกิด นำความรู้ใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน โดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ความเป็นเลย

การพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคิดให้รอบด้านว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่ได้ พร้อมสร้างโอกาสและอาชีพให้กับคนในพื้นที่ เป้าหมายคือให้หนุ่มสาวกลับมาชุมชน มีอาชีพที่มั่นคง และทำให้ครอบครัวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอบอุ่น

สำหรับ Banana Loei การสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนในชุมชนไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้างรากฐานให้คนบ้านเกิดอยู่ได้จริง และตอบโจทย์ความฝันที่ทีมงานมีมาตั้งแต่เด็ก คือทำให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันได้ แม้พ่อแม่ต้องทำงานหาเงิน แต่ตอนนี้ทุกคนมีโอกาสกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านของตัวเองได้

📌 ใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน ใจกลางธรรมชาติ พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นที่เรียบง่ายและสงบ “Banana Loei” คือหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ที่นี่คุณจะได้ทั้งการพักกาย พักใจ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้จากที่อื่น เมื่อมาเยือนจังหวัดเลย สถานที่แห่งนี้จะทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง หากสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : บานาน่าเลย – Banana Loei 

ขอบคุณภาพ : Vin

Related Posts