Featured สูตรลับจากฟาร์ม เทคนิคเกษตร

เปิดสูตร “ฟาร์มคอนเทนต์” ของฝรั่งหัวใจเกษตร ทำเงินหลักแสน บนพื้นที่ 3 งาน

ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พลังของสื่อโซเชียล ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกแวดวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่วงการเกษตรที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องของดินและน้ำเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและโอกาสใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น

สื่อเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเกษตรกรรม อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือการสร้างตลาดและแบรนด์ ที่แข็งแกร่งให้กับสวนและเกษตรกรแต่ละราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ที่ไม่ได้มาจากแค่การขายผลผลิตที่ปลูกได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นภายในสวน

ซึ่งการสร้างรายได้จากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นสวนของเราเอง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ไม่ว่าเราจะมีสวนเล็กๆ ข้างบ้าน หรือทำฟาร์มขนาดใหญ่ ทุกคนก็สามารถใช้เสน่ห์ของการเล่าเรื่องและภาพที่สวยงาม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง หลักหมื่นจนถึงหลักแสนต่อเดือนได้

คุณยา-วทันยา แก้วช้าง และ คุณสตีฟ โอลเซน (Steve Olsen)

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนออีกหนึ่งตัวอย่างของสวนเกษตรต้นแบบ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรทุกคน พอหลังจากได้พูดคุยสัมภาษณ์ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษในความเรียบง่ายแต่ทรงพลังของแนวคิดจาก คุณยา-วทันยา แก้วช้าง และ คุณสตีฟ โอลเซน (Steve Olsen)


ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารัก ซึ่งมีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยวิถีที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความสุขจากสิ่งพื้นฐาน ทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันนี้ ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ และน่าทึ่งมากมายในสวนของพวกเขา

พี่ยาและคุณสตีฟเล่าว่า ก่อนจะตัดสินใจกลับมาเมืองไทย ทั้งคู่เคยทำธุรกิจ “Day Spa” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นร้านที่ให้บริการดูแลผิวพรรณ เล็บ นวดแผนไทย และนวดบำบัดอาการเจ็บปวดต่างๆ ในร่างกาย ส่วนแรงบันดาลใจในการทำเกษตรนั้น เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เพราะตนเองเป็นคนไทยที่คุ้นเคยกับการปลูกผักและชื่นชอบการทำอาหารไทย แต่การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศทำให้การหาวัตถุดิบมาทำกับข้าวเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยการซื้อเพียงอย่างเดียว

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกผักบนพื้นที่หลังบ้าน โดยมีคุณสตีฟสามีเข้ามาช่วยสนับสนุนและจัดหาเมล็ดพันธุ์มาให้ จากที่เริ่มต้นปลูกเพียงพริกและกะเพรา ก็เริ่มขยายพื้นที่ และสรรหาพืชผักสวนครัวชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่ชื่นชอบมาทานและปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทิ้งกิจการที่เมืองนอก
สู่ชีวิตเกษตรกรที่เมืองไทย

พี่ยาเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการกลับมาอยู่ประเทศไทยอย่างถาวรว่า ทั้งคู่กลับมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 3 ปีแล้ว แต่การวางรากฐานในไทยเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว ด้วยการซื้อที่ดินและเริ่มปลูกต้นไม้ไว้เรื่อยๆ

ในช่วงแรกของการซื้อที่ดิน เป็นเพียงการเดินทางไปกลับระหว่างออสเตรเลียกับไทยปีละ 2 ครั้ง เพื่อมาเยี่ยมญาติ พักผ่อน และดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ แต่พอได้เริ่มต้นปลูกผัก ก็เริ่มสนุกกับการมีพื้นที่ทำการเกษตรที่มากขึ้นในไทย จึงได้ตัดสินใจชวนกันกลับมาอยู่ไทย เพราะคุณสตีฟนั้น “เป็นฝรั่งแต่หัวใจไทย” และมีความปรารถนาที่จะกลับมาใช้ชีวิตที่นี่อย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยเอื้อต่อการทำเกษตร สามารถปลูกพืชผักได้ตลอดทั้งปี ต่างจากที่ออสเตรเลียซึ่งมีอากาศหนาว ทำให้การปลูกผักทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวของไทยที่มักจะตายหมดในช่วงฤดูหนาว

โดยพี่ยาและคุณสตีฟมีความเห็นตรงกันว่า ต้องการสร้างบ้านและทำสวนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้าน เพื่อตอบโจทย์ความชอบส่วนตัวคือ การทำอาหารและการรักษาสุขภาพ เราไม่ต้องการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี จึงเริ่มจากการปลูกผักที่ใช้ในการทำกับข้าวเป็นประจำ และพยายามปลูกผลไม้ที่ชื่นชอบกินเอง เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุด

พี่ยาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่และการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยเล่าว่า พื้นที่บ้านปัจจุบันมีขนาด 3 งาน ซึ่งแบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย 30 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่สำหรับการทำสวนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังได้มีการขยายพื้นที่ออกไปอีก 2 ไร่ สำหรับเตรียมการทำโครงการ “โคก หนอง นา” ในอนาคต

สำหรับพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรนี้ เน้นการปลูกพืชผักและผลไม้แบบหมุนเวียนและหลากหลาย เพื่อให้มีวัตถุดิบสำหรับบริโภคตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัวอย่างกะเพรา พริก มะเขือ ข้าว กระชาย ฟัก แฟง รวมถึงผลไม้ต่างๆ เช่น มะม่วง มะละกอ กล้วย มัลเบอร์รี ทุเรียน และองุ่น นอกจากนี้ ยังปลูกผักเมืองหนาวที่ให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูหนาว เช่น ผักสลัด เคล และสตรอเบอร์รี

และในส่วนของการปศุสัตว์ มีการเลี้ยงไก่จำนวน 16 ตัว ซึ่งให้ไข่สำหรับบริโภคในครัวเรือนทุกวัน และยังมีการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิม ในระบบคลองไส้ไก่ด้วย โดยได้ทำการขุดคลองไส้ไก่ที่มีขนาดกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร และยาว 11 เมตร และก้นบ่อลึก 80 เซนติเมตร โดยเริ่มต้นจากการปล่อยปลานิลและปลาทับทิมไป 400 ตัว

สำหรับเคล็ดลับการทำเกษตรของคุณยาและคุณสตีฟ จะให้ความสำคัญกับดินเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแหล่งให้สารอาหาร น้ำ และออกซิเจนที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต ดินจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกพืชอันดับต้นๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

เทคนิคการปรุงดิน

ส่วนผสม

1. ทรายละเอียด

2. แกลบดิบที่หมักแล้ว

3. กาบมะพร้าวสับละเอียด ที่ผ่านการแช่น้ำไว้ 2 คืน เพื่อล้างสารแทนนินออก

4. มูลวัวนมหมัก

ขั้นตอนการผสมดินปลูก

ใส่แกลบดิบที่หมักไว้แล้ว 1 ส่วน ทรายละเอียด 1 ส่วน กาบมะพร้าวสับละเอียด 1 ส่วน และมูลวัวนมหมัก 1 ส่วน ถ้าปลูกผักทานใบให้ใช้มูลวัวจะดีมาก เพราะมูลวัวนมจะมีธาตุอาหารเยอะ จากนั้นทำการคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก

หากทำแปลงปลูกไว้บนสนามหญ้า ไม่ควรข้ามขั้นตอนนี้คือ การนำกระดาษลังหนามาปูรองพื้นไว้ โดยให้ลอกสีที่ติดมากับกล่องออกให้สะอาด เพื่อไม่ให้สารเคมีจากกล่องปนเปื้อนในแปลงผัก หรือในกรณีที่ไม่มีกระดาษลังก็ให้ใช้น้ำหมักจากเศษผักผลไม้มารดโดยไม่ต้องผสมน้ำ รดทิ้งไว้ 1 วัน หญ้าจะเหลืองแห้งในที่สุด เป็นสูตรน้ำหมักผลไม้ที่ใช้แทนยาฆ่าหญ้าได้เลย แถมเป็นมิตรกับดินอีกด้วย

เมื่อเตรียมแปลงปลูกเสร็จแล้ว ให้นำทรายละเอียดมารองพื้นแปลงปลูกเป็นชั้นแรก ในปริมาณความสูงประมาณก้อนอิฐก้อนแรก จากนั้นใส่กาบมะพร้าวสับเป็นชั้นที่สอง ส่วนผสมทุกอย่างที่ใช้ผ่านการหมัก และล้างสารแทนนินมาแล้ว เมื่อใช้ถมลงแปลงปลูกก็จะพร้อมปลูกได้เลย จากนั้นนำดินปลูกที่ผสมเสร็จแล้วเทใส่แปลงแล้วเกลี่ยให้ทั่ว แล้วใช้ไตรโคเดอร์มา อัตรา 100 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำมาราดรดที่แปลงผักเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อราให้ทั่วทั้งแปลง เพียงแค่นี่แปลงผักของเราก็พร้อมปลูกแล้ว

เทคนิคสร้างรายได้หลักแสน
จากคอนเทนต์ในฟาร์ม

เมื่อกล่าวถึงรายได้จากการทำเกษตรของพี่ยาและคุณสตีฟที่สามารถสร้างรายได้สูงถึง 50,000-100,000 บาทต่อเดือน บนพื้นที่ขนาดเล็ก เชื่อว่าหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าทำได้อย่างไร พี่ยาและคุณสตีฟอธิบายว่า พื้นที่มากหรือน้อยไม่ใช่ปัญหา ทุกอย่างอยู่ที่แนวคิด

“จริงอยู่ที่พี่มีพื้นที่น้อย หากปลูกแล้วขายผลผลิตเราคงไม่มีรายได้เยอะขนาดนี้แน่นอน แต่พี่คิดต่าง พยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ปัจจุบันรายได้หลักของพี่ไม่ได้มาจากการขายผลผลิต แต่มาจากการทำคอนเทนต์เกษตร จากที่พี่และคุณสตีฟเริ่มต้นทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการทำเกษตรของคุณสตีฟบนโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก และติ๊กต็อก ขยันทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เรามีผู้ติดตามประมาณ 1.2 ล้านคน และเป็นแหล่งรายได้หลักอยู่ที่ประมาณ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน”

โดยเทคนิคสำคัญของการสร้างรายได้จากการทำคลิป 1. ความจริงใจและตัวตนที่เราเป็น โดยเริ่มจากความชอบดูคลิปทำสวนอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลองทำบ้าง โดยถ่ายทอดเรื่องราวการปลูกของจริงที่ทำในสวน 2. ความสวยงาม คุณสตีฟเป็นคนที่ทำอะไรจะเน้นความสวยงาม มีสเกลที่น่ามอง ทำให้ภาพที่ถ่ายทอดออกมาดูสวยน่าติดตาม 3. ความน่ารักและใส่ใจ ผู้ชมชื่นชอบในบุคลิกที่น่ารักและขยันของคุณสตีฟ ซึ่ง “เอาหัวใจเข้าใส่” ในการปลูกทุกขั้นตอน และ 4. การให้ความรู้ ผู้ชมได้รับทั้งความสุขในการรับชม และได้รับเทคนิคการทำเกษตรกลับไปด้วย เพราะทั้งคู่มีการสอนขั้นตอนต่างๆ เช่น การเพาะเมล็ด การปรุงดิน และการทำปุ๋ยหมัก

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่อยากทำเกษตร

พี่ยาเน้นย้ำว่า การทำเกษตรต้องเริ่มต้นจากความชอบที่แท้จริง ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหากทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะไม่สามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน เพราะฉะนั้น “การมีใจรัก” จะเป็นแรงผลักดันให้การทำเกษตรเป็นไปได้ด้วยดี

“สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้จากการทำเกษตรผ่านโซเชียลมีเดีย พี่และคุณสตีฟขอให้เน้นที่ 3 สิ่งนี้เป็นหลัก คือ ความสวย ต้องดูสวยและน่ามอง ทำความสะอาดสวนให้ดี มองไปทางไหนก็สวย ความประณีต ใส่ใจในรายละเอียด และทำทุกอย่างอย่างตั้งใจ เทคนิค ต้องมีการสอดแทรกความรู้และเทคนิคการทำเกษตรที่สามารถนำไปทำตามได้”

หากมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ข้อ ผู้ชมจะติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาจะได้รับทั้งความสุขจากความสวยงามของสวน และได้ความรู้เทคนิคไปพร้อมกัน คุณยาและคุณสตีฟกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจการทำเกษตรรอบบ้านสามารถติดต่อขอดูงานได้ที่เพจ : Watanya Olsen ตั้งอยู่ที่ตำบลวังน้ำคู้ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

Related Posts