Featured เกษตรยั่งยืน

รวมตัวท็อป สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ‘สร้างแบรนด์–ทำตลาด’ เปลี่ยนผลผลิตธรรมดา ขายดีแบบมือโปร!

ในยุคที่การแข่งขันด้านเกษตรไม่ใช่แค่ “ปลูกให้ได้ผลผลิต” แต่ต้อง ปลูกให้ขายได้ และขายให้ได้ราคา เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ทำให้ผลผลิตธรรมดา กลายเป็นสินค้าโดดเด่น มีเรื่องราว และมีคุณค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวม “ตัวท็อปสายสร้างแบรนด์” ที่เปลี่ยนสินค้าเกษตรบ้านๆ ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม จับต้องได้ ขายได้จริง และสร้างยอดขายแบบมืออาชีพ ใครทำเกษตรอยู่ ลองดูเป็นแนวทางได้เลยค่ะ

  1. ไร่สุขพ่วง จอมบึง ราชบุรี

ไร่สุขพ่วงเริ่มจากการทำเกษตรบนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ เน้นให้ความสำคัญกับระบบชลประทานเป็นสิ่งแรกก่อนการปลูกพืช ด้วยการจัดการน้ำโคกหนองนาโมเดล เช่น การสร้างคลองใกล้-ไกล การสร้างบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทำหัวคันนาขนาดใหญ่เพื่อให้เก็บน้ำฝนได้ รวมถึงการปลูกป่าเพื่อให้ป่าช่วยซับน้ำ เพราะฉะนั้นพื้นที่เลยมี 4 ส่วน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย นาข้าว ป่า และคอกสัตว์ ทำในรูปแบบของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

มีหลายคนที่อยากจะทดลองปลูกโกโก้เพื่อสร้างรายได้ แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการตลาด ปลูกแล้วจะเอาไปขายที่ไหน คุณพอตบอกว่า ทางรอดที่ดีที่สุดคือการทำแบบครบวงจร ปลูกเอง แปรรูปเอง และก็ขายเอง


“เมื่อก่อนตอนที่ผมเริ่มปลูกโกโก้ใหม่ๆ ผลโกโก้สดราคาถูกมากกิโลกรัมละไม่ถึง 5 บาท ผมก็หาทางรอดด้วยการไปศึกษาหาความรู้ตามอินเตอร์เน็ต เอางานวิจัยจากต่างประเทศมาแปรบ้าง ก็ค่อยๆ ทดลองผิดถูกมาตั้งแต่วิธีการหมัก ซึ่งกระบวนการหมักเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ เราหมักมา 5-6 ปี กว่าจะรสชาติที่ดี ที่ถูกใจก็ปีที่ 7 แล้วก็ใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ที่เรามีไปถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เหมือนกับเราไปทดเวลาบาดเจ็บให้เขา ตอนนี้ชุมชนเรามี 15 ครอบครัว ก็ค่อนข้างมีความมั่นใจ แล้วก็เริ่มปลูก ปลูกภายใต้แนวคิด “ปลูกเอง แปรรูปเอง” ไม่มีการปลูกเพื่อส่งออกไปขายให้กับอุตสาหกรรมอื่น เพราะว่าเราได้รับบทเรียนมาแล้วว่า การที่เราไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ หรือไปคาดหวังว่าจะมีอุตสาหกรรมใหญ่ๆ  มารองรับโกโก้ก็เป็นเรื่องที่มีความสุ่มเสี่ยง เพราะฉะนั้นถ้าเราปลูกเอง แปรรูปเอง ทำเองในชุมชนได้ก็พอแล้ว อะไรที่เกินสองมือตัวเองทำได้อย่าไปทำ ทุกวันนี้ทุกคนก็บอกว่าปลูกบ้านละ 100 ต้นพอแล้ว ก็คือทำบ้านละ 1 ไร่”

ตั้งแต่การทำเป็นเมล็ดแห้ง ที่มีราคาไม่ต่ำกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม หรือถ้าใครอยากไปต่อมากกว่านี้ ก็สามารถเอาเมล็ดแห้งไปผ่านความร้อน ไปคั่วมาทำเป็นโกโก้นิบส์ ซึ่งเป็นรูปแบบธรรมชาติของช็อกโกแลตก่อนที่จะถูกแปรรูปเป็นช็อกโกแลตแท่งหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 1,000 บาท หรือถ้าใครมีศักยภาพก็นะไปทำเป็นช็อกโกแลตได้เลย ก็จะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นมาอีก อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 1,500 บาท โดยที่ยังไม่สกัดน้ำมัน ถ้าสกัดน้ำมันก็จะได้โกโก้บัตเตอร์อีก ซึ่งกิโลกรัมก็ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท เพราะฉะนั้นโกโก้ก็เป็นทางเลือกให้เกษตรกรว่า คุณจะอยู่ส่วนไหนของห่วงโซ่ก็ได้ แต่คุณต้องมีความพร้อมเรื่องพื้นที่ ด้านองค์ความรู้ คุณพอตกล่าวทิ้งท้าย

หากท่านใดสนใจเทคนิคการปลูกโกโก้ครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : ไร่สุขพ่วง : Rai Sukphoang หรือติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 089-379-8950

2. Grande Farm  ปากช่อง นครราชสีมา

ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกอะโวคาโดเอง ผมก็เป็นหนึ่งในสาวกที่หลงรักอะโวคาโดมาก่อน พอคุณพ่อป่วยผมก็เริ่มหาซื้อมาเพื่อทานอยู่เรื่อยๆ และได้ลองชิมจากแหล่งต่างๆ จนรู้ว่าอะโวคาโดที่อร่อยและมีคุณภาพเป็นอย่างไร เมื่อผลผลิตจากสวนของเราเริ่มออก ก็พบว่าอะโวคาโดของเราอร่อยและมีคุณภาพดีกว่าหลายๆ สายพันธุ์ที่เคยลอง แม้จะบอกไม่ได้ว่าดีกว่าที่อื่น แต่สำหรับผมแล้ว รสชาติของมันก็โดดเด่นและน่าพอใจ

เมื่อเรามีของดีแล้ว ผมมองว่าอะโวคาโดที่มีคุณภาพควรไปวางขายในที่ที่เหมาะสม โดยเฉพาะในตลาด Hi-End หรือ Premium Market เพราะถ้าผมขายในตลาดนัด ราคาที่ได้ก็จะต่างจากการขายในตลาดที่ลูกค้าพร้อมจ่ายมากกว่า ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะวางตำแหน่งสินค้าในกลุ่มนี้ โดยพัฒนาตัวแบรนด์ให้ดูมีความหรูหรา

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสร้าง “Grande Farm” ขึ้นมาเพื่อสะท้อนคุณค่าของสินค้าให้ตรงกับตลาด Hi-End และ Premium เราไม่เพียงแค่ขายอะโวคาโด แต่ยังขายประสบการณ์ในการทานอะโวคาโดที่ดี ไม่ต้องลุ้นว่าอะโวคาโดจะเน่า หรือทานได้ไม่กี่ลูก ที่ Grande Farm ถ้าคุณซื้อ 10 ลูก ก็จะได้ทานทั้ง 10 ลูก และรสชาติจะเหมือนกันทุกลูก ตอนนี้ Grande Farm เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ผมเองเป็นผู้รับซื้ออะโวคาโดจากสวนในปากช่องที่มีคุณภาพ สามารถผลิตอะโวคาโดที่ได้รับมาตรฐาน GAP ให้กับลูกค้าได้

หากท่านไหนสนใจอยากสอบถามเรื่องการปลูกอะโวคาโด การดูแล หรืออยากชิมอะโวคาโด สามารถสั่งซื้อได้ที่ เพจ Facebook : Grande Farm หรือเบอร์โทรติดต่อ 063-9765-9045

3. บ้านหมากม่วง เขาใหญ่ นครราชสีมา

มะม่วงจะเป็นผลไม้ที่มีความต้องการบริโภคสูง และมีการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ แต่เกษตรกรภายในประเทศก็ยังคงประสบกับปัญหากับราคาผลผลิตที่ตกต่ำ หรือประสบกับปัญหาราคาที่ผันผวนอยู่ทุกปี เช่น ในบางปีมะม่วงราคาดีมากๆ เกษตรกรมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และในบางปีราคาของผลผลิตแย่มากจนทำให้เกษตรกรเจ๊งไปตามๆ กัน จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ลูกหลานเกษตรกรหากไม่ขยาดกับอาชีพนี้ไปเลย ก็กลับกลายเป็นความฮึกเหิมขึ้นมา อย่างสาวจุฬาฯ ท่านนี้ ที่ตัดสินใจเลือกเรียนทรัพยากรการเกษตร เพื่อกับการพัฒนาสวนมะม่วงของพ่อ และพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้เจริญก้าวหน้ามากกว่าเป็นเพียงสวนมะม่วง นำไปสู่ Farm Destination สวรรค์ของคนรักมะม่วงในปัจจุบัน

เมื่อให้คุณแนนนิยามความเป็นบ้านหมากม่วงให้ฟัง คุณแนน บอกว่า สำหรับนิยามความเป็นบ้านหมากม่วง เรียกว่าเป็นสถานีเพิ่มมูลค่า สำหรับมะม่วงทุกๆ ลูกของพ่อ ในแปลงปลูกของครอบครัวเรา ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาอาจจะเห็นบ้านหมากม่วงเป็นเพียงฟาร์มคาเฟ่ แต่เบื้องหลังการทำงาน และทุกๆ วิธีคิดของเราล้วนแล้วมาจากที่เราพยายามคิดทำยังไงให้เราสามารถขายมะม่วงได้ในราคาที่ดีขึ้น ไม่ต้องไปเผชิญกับปัญหาพ่อค้าแม่ค้าคนกลางกดราคา หรือประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน ดังนั้น บ้านหมากม่วงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำทุกๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าเพิ่ม เพื่อทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเราได้เอง

จุดแข็งของบ้านหมากม่วง อยู่ที่ความรู้ความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่ของการผลิต หมายถึงการเป็นทั้งผู้ผลิตเอง เป็นทั้งผู้แปรรูปเอง และจำหน่ายด้วยตัวเอง คือทำทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมไปถึงบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในสิ่งที่กำลังทำอยู่ และคุณพ่อผู้ที่มีประสบการณ์การทำสวนมะม่วงมายาวนานกว่า 35 ปี ดังนั้น 35 ปี ของคุณพ่อเป็นอะไรที่ไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่เบอร์โทร. 094-521-1121 หรือติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : บ้านหมากม่วง KhaoYai The Mango House Farm

4. Khao Yai Vanilla เขาใหญ่ นครราชสีมา

วานิลลาเป็น ‘พืชแห่งโอกาส’ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากในประเทศไทยยังมีผู้ปลูกน้อยมาก และผลผลิตที่ได้กลับมีคุณภาพสูง มีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่แพ้วานิลลาที่นำเข้าจากต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย

จากความสำเร็จของการปลูกทดลองนี้เอง คุณนิกกี้จึงตัดสินใจครั้งสำคัญ คือการขยายแปลงปลูก จากพื้นที่หลังบ้าน สู่การลงทุนขยายพื้นที่ปลูกวานิลลาอย่างจริงจัง รวม 10 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2566”

เขาใหญ่วานิลลาไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตวานิลลาคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เปิดรับผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเริ่มต้นปลูกวานิลลาเป็นอาชีพ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฟาร์มได้รับความสนใจและมีผู้เข้าชมทัวร์เกือบทุกสัปดาห์ แสดงให้เห็นถึงความต้องการและศักยภาพของตลาดวานิลลาในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมถึงแรงขับเคลื่อนจากเทรนด์รักสุขภาพ ปัจจุบันวานิลลาแท้ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยกระแสการรักสุขภาพที่กำลังมาแรง และผู้บริโภคเริ่มหันมาเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่มาจากธรรมชาติ ลดการปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์ ทำให้ตลาดวานิลลาแท้เป็นที่รู้จักและต้องการมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลผลิตของฟาร์มจึงมีตลาดรองรับที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง โดยมีลูกค้าหลักคือ กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และร้านเบเกอรี่ ที่ต้องการนำวานิลลาไปใช้โดยตรง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น วานิลลาชูการ์ เพื่อใส่ในชา, กาแฟ, และเครื่องดื่มอื่นๆ นอกจากนี้ ฟาร์มยังมีแผนขยายโอกาสทางธุรกิจสู่การส่งออกในอนาคตอีกด้วย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร.094-506-6006 หรือเพจ : Khao Yai Vanilla

5.Lemon Me Farm นครปฐม

จากแนวคิดหนุ่มวิศวะ นำสิ่งที่เรียนรู้ความเป็นเหตุและผล นำมาต่อยอดในธุรกิจ Lemon Me Farm ใช้ทุกส่วนของผลผลิตให้คุ้มค่า นำมาแปรรูปสร้างมูลค่า สร้างยอดขายหลักล้านต่อเดือน อยากรู้ว่าเริ่มต้นยังไงให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงวันนี้ เริ่มจากมองปัญหาของเกษตรกรหลักๆ ที่เกิดขึ้น ทุกวันนี้ “ราคาขาย” และ “การตลาด” เป็นสิ่งสำคัญ อยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้สิ่งที่แปรรูป ออกมาแล้วขายได้

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิศวะคือ ความเป็นเหตุและเป็นผล ก็จะมองถึงปัญหาของชาวเกษตรกร ถึงแม้สินค้าของสวนเราดีมากๆ แต่ทำไมราคาขาย ตลาดเป็นคนกำหนด “ราคา” จึงเป็นปัญหาหลักที่สำคัญ ซึ่งต้องทำอย่างไรให้คุ้มทุนตั้งแต่วันแรก จึงมองการแปรรูปมากขึ้น นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อคือ “การตลาด” ส่วนหนึ่งเกษตรกรจะตายตรงที่มีสวน อยากแปรรูป แต่ไม่เตรียมพร้อมก่อนว่า ตลาดต้องการสินค้าแบบไหน เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค เนื่องจากแต่ละพื้นที่ ความต้องการมะนาวไม่เหมือนกัน จึงเริ่มจากนำพันธุ์นั้นมาศึกษาว่าสามารถปลูกในพื้นที่ได้ไหม ถ้าปลูกได้ต้องทำอย่างไรบ้าง และถ้าปลูกไม่ได้ต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันแปรรูปตั้งแต่ ผลนำไปทำเป็นน้ำ มะนาวแช่แข็งนำไปทำเครื่องดื่ม เนื้อสามารถนำไปทำแยมหรือเยลลี่ได้ เมล็ดสามารถนำไปปลูก นำไปทำดูดซับน้ำหอม ตัวเปลือกสามารถสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ส่วนเปลือกที่เหลือนำไปทำขนม ทำสแน็ก (ของทานเล่น) เศษที่เหลือจากการผลิตนำไปหมักปุ๋ยแบบไม่กลับกอง สูตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนำไปใส่ต้นมะนาวให้ผลค่อนข้างดีมาก เพราะฉะนั้นการแปรรูป ทำให้เราได้ราคาค่อนข้างคงที่ 

หากสนใจการปลูกมะนาวปลูกเลม่อน ไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจหรืออาชีพเสริม เริ่มปลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เฟซบุ๊ก Lemon Me Farm ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  084-767-9699

6. Coco cowboy สวนมะพร้าวน้ำหอมแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา

สวนมะพร้าวน้ำหอมของคุณส้มคือตัวอย่างของเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรม และการตลาดยุคดิจิทัลอย่างลงตัว คุณส้มไม่เพียงพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับผลผลิตของตนเองผ่านแนวคิดใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับวิธีเก่า ทั้งการตรวจ DNA การใช้เทคโนโลยีในสวน และการทำตลาดออนไลน์ ทำให้การพัฒนาสวนมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่มีความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ และสามารถส่งมอบผลผลิตที่มีคุณภาพตรงความต้องการของตลาดอย่างยั่งยืน 

คุณส้ม เล่าให้ฟังว่า ในเรื่องของรสชาติมะพร้าวน้ำหอมของสวน มีการปลูกที่ใส่ใจในทุกฤดูกาล ทำให้ความอร่อยที่กินมาตั้งแต่เด็กยังคงติดอยู่ใจเสมอ เมื่อมีโอกาสได้มารับช่วงอย่างเต็มตัว การปรับเปลี่ยนบางอย่างต้องดำเนินการไปด้วยเช่นกัน เช่น การจัดการ การแปรรูป และการสร้างแบรนด์ 

“พอมาดูปัญหาหลายๆ อย่างช่วงแรก ต้องบอกเลยว่ามะพร้าวสวนเราอร่อยจริง แต่ยังไม่มีคนรู้จัก เพราะพื้นที่การปลูกมะพร้าวแปดริ้ว เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นอย่างราชบุรี คนจะคุ้นชินมากกว่า พร้อมทั้งสวนส้มขายผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงทำให้ในเรื่องของราคายังไม่ดีเท่าที่ควร การสร้างตลาดขายเอง จึงมีความจำเป็นและสำคัญในยุคปัจจุบัน”  

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจเข้าชมสวน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณส้ม-ยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม Coco Cowboy ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา หมายเลขโทรศัพท์  099-275-7425 หรือ เพจ Facebook : Coco Cowboy

 7. เทพนม นนทบุรี

จากความชอบจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดแบรนด์ “เทพนม” หนึ่งในคราฟต์เบียร์แบรนด์แรกๆ ของไทย โดยเน้นสไตล์ IPA (India Pale Ale) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะจากการใช้ฮอปส์ในปริมาณสูง ให้รสขม กลิ่นหอมสดชื่นแนวซิตรัส เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน และส้มสายพันธุ์ต่างๆ

หลังจากสร้างชื่อจากคราฟต์เบียร์ที่ใช้ฮอปส์ไทยเป็นวัตถุดิบหลัก แบรนด์ “เทพนม” ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในความพยายามนั้นคือการผลิต Mead หรือ “ไวน์น้ำผึ้ง” คุณอ๊อบ เล่าว่า “เราใช้แต่น้ำผึ้งจากไทยทั้งหมด ทั้งจากดอกลำไยและดอกลิ้นจี่ที่มาจากเชียงใหม่โดยตรง ถือว่าเป็นวัตถุดิบในประเทศ 100%” อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ Mead ในบริบทของตลาดไทย คือการสื่อสารกับผู้บริโภค

เนื่องจากว่าชื่อ ‘Mead’ ยังไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก พอบอกว่าเป็นไวน์น้ำผึ้ง คนถึงจะเริ่มเข้าใจ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอในการสร้างการยอมรับในวงกว้าง จากประสบการณ์ตรง ทีมงานของเทพนมจึงมองหาทางเลือกอื่นที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคไทยได้ชัดเจนและเชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมไทยมากขึ้น หนึ่งในคำตอบคือ “สาโท” เครื่องดื่มหมักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคย

สำหรับแบรนด์เทพนม การพัฒนาเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ แต่คือการผลักดันวัตถุดิบไทยให้กลับมาอยู่ในกระแสของผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างตัวตนของเครื่องดื่มไทยบนเวทีโลกในรูปแบบที่น่าสนใจและจับต้องได้

หากท่านไหนสนใจการปลูกฮอปส์ในไทย ทาง Devanom Farm ก็เปิดให้สามารถเข้าไปศึกษาได้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Facebook : Devanom หรือเบอร์โทร. ติดต่อ 081-827-7956

8. อัสดง น่าน

สุราทุกขวดของเเบรนด์ อัสดง จะมีรสชาติที่เเตกต่างกันโดยสินเชิง เนื่องจากแหล่งวัตถุดิบต่างกัน สุราทุกขวดจึงมีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว ทั้งกลิ่น บอดี้ รสชาติ เกรด และกระบวนการกลั่นที่ต่างกัน จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เเต่ละตัวมีเอกลักษณ์ กินโพรดักตัวนั้นเหมือนได้กินผลิตภัณฑ์นั้นจริงๆ 

และยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และกลายเป็น Soft Power ที่ทรงพลัง ชุบชีวิตให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น และต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างแท้จริง พร้อมทั้งยกระดับสุราไทยพื้นบ้านให้มีที่ยืนอย่างภาคภูมิในระดับสากล

โดยจุดเด่นของแบรนด์อัสดง คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ต้นทางของวัตถุดิบที่นำมาผลิต โดยสุราจะระบุคำว่า “น่าน” ไว้อย่างเด่นชัด และตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ตามวัตถุดิบเเต่ละท้องถิ่นที่นำมาใช้ในการกลั่น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทุกขวดมีเรื่องราวเฉพาะตัว

นอกจากนี้ คุณชลธีกำลังวางแผนขยายไลน์สินค้าไปสู่สุราแช่ เช่น สาโท โซจู และไวน์ผลไม้ ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมทั้งเน้นการสื่อสารเรื่องต้นกำเนิดวัตถุดิบ (Origin of Raw Material) และเพื่อชูจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น สร้างเรื่องราวและเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์กับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่โดยยกตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มแรงงานที่ต้องการสุราที่มีรสชาติที่มีความเข้ม ดีกรีสูง ดื่มแล้วอิ่มนาน กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สนใจดีไซน์สะดุดตา รสชาติที่ให้ความละมุน และราคาที่เหมาะสม อัสดงจึงใช้กลยุทธ์เหล่านี้ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างครบถ้วน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสุรากลั่นชุมชน

สอบถามรายละเอียด หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ สุรากลั่น สุราน่าน เฟซบุ๊ก : อัสดง ASSA DONG โทร. : 098-553-5249

Related Posts