Featured เกษตรยั่งยืน

สบขุ่นโมเดล จ.น่าน ฟื้นเขาหัวโลนด้วยกาแฟ สร้างรายได้ชุมชน ลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

จังหวัดน่านเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของประเทศ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งน่านกลับเผชิญปัญหาเขาหัวโลน และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรอย่างหนัก ด้วยข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง พื้นที่ราบมีน้อย ชาวบ้านในอดีตสามารถทำกินได้เพียงพื้นที่เชิงเขาเท่านั้น เมื่อที่ดินทำกินจำกัด รายได้ของคนในพื้นที่จึงต่ำ และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นจนเกินสมดุล

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเริ่มมีการเข้าไปดูแลและฟื้นฟูพื้นที่เขาหัวโลนอย่างจริงจัง ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีในพื้นที่และมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน แนวคิดหลักไม่ใช่เพียงการปลูกป่า แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องที่ดินทำกิน รายได้ และคุณภาพชีวิตของชุมชน จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีการขับเคลื่อนงานออกแบบภายใต้พันธกิจหลักที่เชื่อมโยงมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

คุณพิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เผยว่า การฟื้นฟูป่าต้นน้ำถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เข้ามาทำงานครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอของจังหวัดน่าน โดยหัวใจสำคัญคือการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น โกโก้และกาแฟ

คุณพิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

กาแฟนำร่อง สร้างคุณค่าร่วม จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ


คุณพิไลลักษณ์ กล่าวเสริมอีกว่า กาแฟจึงไม่ใช่เพียงพืชทางเลือก แต่ถูกยกระดับให้เป็น “หลักสูตรใหม่ของน่าน” เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่สอนให้ชุมชนเข้าใจการปลูกพืชอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ การดูแลป่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่

การพัฒนาที่นี่ไม่ได้มองแค่เรื่องรายได้ในปัจจุบัน แต่เชื่อมโยงไปถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าในการอยู่กับป่า พร้อมกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการฟื้นฟูป่าและการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม หรือการสร้างสรรค์คุณค่าธุรกิจคู่สังคม (CSV)  ถูกนำมาใช้ในระบบการซื้อขายผลผลิต ตั้งแต่กาแฟไปจนถึงพืชอื่น อย่างเช่น มะม่วงโชคอนันต์ ควบคู่กับการรักษาป่าต้นน้ำในลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน“ คุณพิไลลักษณ์ กล่าว

สบขุ่นโมเดล ปรับการทำกิน

ลดสารเคมี ฟื้นป่าอย่างยั่งยืน

      จากการเข้ามาส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ คุณพิไลลักษณ์ เล่าว่า เกษตรกรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เข้ามาฝึกอาชีพใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกินให้สอดคล้องกับภูมินิเวศ แม้บางพื้นที่จะมีข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ แต่การเรียนรู้ร่วมกันช่วยให้ชุมชนสามารถเลือกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกันยังมีการสร้างโครงการจิตอาสา เปิดพื้นที่ให้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมกับการฟื้นฟูป่าและชุมชน

     “หนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จที่ชัดเจนคือ สบขุ่นโมเดล ซึ่งเริ่มต้นจากการเผชิญปัญหาหมอกควันไฟ และเขาหัวโล้นในพื้นที่ เมื่อเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้ามามีส่วนร่วม จึงได้มีการทำแผนและตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก จนพบว่ามีการใช้สารเคมีในพื้นที่จำนวนมาก การแก้ไขปัญหาจึงเริ่มจากการส่งพี่เลี้ยงประมาณ 49 คน ลงพื้นที่ในช่วงแรก เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกกาแฟอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ป่า“ คุณพิไลลักษณ์ กล่าว

     จากกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว นำไปสู่การรวมตัวของชุมชนและการจัดตั้ง ”วิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้” มีการแปรรูปผลผลิตและส่งจำหน่ายอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการจัดตั้งธนาคารชุมชนเพื่อการออมเงินตามกำลังของสมาชิก เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินและลดการพึ่งพาภายนอก ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจของตนเอง

ปลูกกาแฟใต้ร่มป่า โมเดลเกษตรยั่งยืน

สร้างรายได้มั่นคงให้ชุมชน

คุณสงคราม รัตนศรีลา ประธานวิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้ คือหนึ่งในเกษตรกรที่เปลี่ยนทางเดินด้วยการหันมาปลูกกาแฟภายใต้ระบบเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุล ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับต้นทุนสูงจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี สารเคมี และการเปิดพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

คุณสงคราม รัตนศรีลา ประธานวิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้

“ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางกาแฟ ผมเคยปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพหลัก ซึ่งแม้จะดูเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดรองรับชัดเจน แต่ในความเป็นจริงกลับต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงผลกระทบด้านดินเสื่อมโทรมและการพังทลายของหน้าดิน“ คุณสงคราม กล่าว

ในช่วงเริ่มต้นคุณสงครามได้รับการดูแล และสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงที่คอยช่วยประคับประคองตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงปลายน้ำในเรื่องของการจัดการผลผลิตและการตลาด

ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปี ที่ได้มาปลูกกาแฟสร้างรายได้ คุณสงครามคือหนึ่งในเกษตรกรที่สะท้อนภาพการปรับตัวของภาคเกษตร จากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจปรับพื้นที่จำนวน 5 ไร่ มาปลูกกาแฟ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนชนิดพืช แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดในการทำเกษตรไปอย่างสิ้นเชิง

“การมีระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ทำให้การปลูกกาแฟของชุมชนตั้งตัวและเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่ยังสร้างรายได้เฉลี่ยให้ผมอยู่ที่ประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อปี ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวา หากแต่เป็นรายได้ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ แตกต่างจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีตที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนและราคาตลาดอยู่ตลอดเวลา” คุณสงครามกล่าว

คุณสงคราม กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำกาแฟไม่ได้หมายถึงเรื่องของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ พื้นที่ปลูกกาแฟถูกพัฒนาให้เป็นลักษณะคล้ายป่าชุมชน มีไม้ยืนต้นและพืชพรรณหลากหลายช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ทำให้คนสามารถทำกินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูลกัน กาแฟจึงไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนไปพร้อมกัน

ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี การฟื้นฟู

ที่เชื่อมต้นน้ำถึงปลายน้ำ

คุณพิไลลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย ในมิติของการอนุรักษ์ว่า ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการปลูกป่าและได้รับประโยชน์จากค่าการกักเก็บคาร์บอน การสร้างระบบฝายชะลอน้ำช่วยเพิ่มการกักเก็บน้ำและฟื้นฟูความชุ่มชื้นในพื้นที่ ซึ่งสบขุ่นเองเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม การติดตามและประเมินผลใช้ระบบ GIS ครอบคลุมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ทำให้ชาวบ้านรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรของตนเองอย่างต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ของการทำงานสะท้อนผ่านตัวเลขพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปี 2025 พื้นที่สีเขียวของน่านขยายตัวเป็น 7,912 ไร่ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10,000 ไร่ในปี 2026 โดยแผนงานในระยะต่อไป คือการขยายผลการฟื้นฟูให้ครอบคลุมระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้การจัดการทรัพยากรเกิดความเชื่อมโยงทั้งระบบ” คุณพิไลลักษณ์ กล่าว

บทเรียนจากสบขุ่นโมเดลน่านแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาเขาหัวโลนไม่อาจทำได้ด้วยการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว หากต้องเริ่มจากการสร้างอาชีพ สร้างความรู้ และสร้างความหวังให้กับผู้คนในพื้นที่ กาแฟหนึ่งต้นอาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อเชื่อมโยงกับการจัดการที่ดิน การลดก๊าซเรือนกระจก และการมีส่วนร่วมของชุมชน กาแฟจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่เดินไปพร้อมกับการอนุรักษ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผืนป่าต้นน้ำ ไปจนถึงผู้คนปลายน้ำอย่างแท้จริง

Related Posts