เมื่อตอนที่แล้วเราได้พูดถึงทิศทางและโอกาสของ “ผำ” กันไปแล้ว ครั้งนี้มาต่อกันในอีกมิติสำคัญ นั่นคือเรื่องของมาตรฐานการผลิต ช่องทางการตลาด รวมถึงการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการผลักดัน “ผำ” ให้ก้าวจากพืชพื้นบ้าน สู่การเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคตในอุตสาหกรรมอาหารและเวลเนส

หากถามว่าการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อ “ผำ” มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อาจารย์อารักษ์อธิบายว่า ต้องยอมรับว่า “มีแรงส่งที่ชัดเจน” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะของนโยบายและการขับเคลื่อนในแต่ละยุครัฐบาลด้วย
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านหลายยุคสมัย แต่ประเด็นเรื่อง Wellness, Future Food และความมั่นคงทางอาหาร กลับไม่เคยหลุดออกจากวาระการประชุม โดยเฉพาะการพัฒนาอาหารปลอดภัย อาหารฟังก์ชันนอล (Functional Food) และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก
“ผำ” เองถือว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว เพราะเริ่มถูกผลักดันในฐานะ Future Food มาตั้งแต่ราวปี 2555 หรือกว่า 10 ปีก่อน ก่อนที่กระแส Plant-based และ Wellness Economy จะเติบโตอย่างจริงจังในระดับโลก ทำให้ปัจจุบันผำเริ่มถูกมองในฐานะวัตถุดิบโปรตีนทางเลือก และเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารแห่งอนาคตมากขึ้น
ในเชิงนโยบาย ภาครัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับทิศทาง” ผ่านการวางยุทธศาสตร์และนโยบายระดับประเทศ แต่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจริง คือหน่วยงานระดับกรมและกระทรวงต่างๆ ที่เข้ามาดูแลในแต่ละมิติ
ตัวอย่างเช่น กรมวิชาการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการผลิตและออกใบรับรอง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนามาตรฐานเฉพาะสำหรับ “ผำ” มากขึ้น ขณะที่กรมประมงก็มีการต่อยอดผำในอีกมิติหนึ่ง คือการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ
ด้านกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. มีบทบาทสำคัญในการกำกับมาตรฐานความปลอดภัย การแปรรูป และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผำ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้อง
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็เข้ามาช่วยในเรื่องการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลักดันภาพลักษณ์สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยเฉพาะแนวคิด “ทองคำสีเขียว” ที่สะท้อนการมองพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคตในฐานะโอกาสใหม่ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะหอการค้าไทยที่มีคณะทำงานด้าน Future Food เข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมผำให้ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติของการผลิต เทคโนโลยี งานวิจัย และตลาด

สิ่งสำคัญอีกด้านที่ทำให้ “ผำ” มีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืน คือ “งานวิจัย” เพราะตลอดช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลัง เริ่มมีงานวิจัยเกี่ยวกับผำออกมาจำนวนมากจากหลายมหาวิทยาลัย สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยเริ่มมองเห็นศักยภาพของพืชชนิดนี้อย่างจริงจัง
งานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างองค์ความรู้ด้านโภชนาการ การผลิต หรือการแปรรูปเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการรองรับมาตรฐาน การสร้างความน่าเชื่อถือ และการต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม เพราะในตลาดโลก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัย คือสิ่งที่ผู้บริโภค นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลใช้ประกอบการตัดสินใจ
หากมองภาพรวม จะเห็นว่าทั้งภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล มหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน ต่างเริ่มทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น แม้อาจยังไม่ได้รวมตัวกันในลักษณะ “National Consortium” หรือแพลตฟอร์มกลางระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็เริ่มเห็นการทำงานเป็นเซกเมนต์ ที่แต่ละฝ่ายเข้ามารับบทบาทของตัวเองชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังต่อไป คือการยกระดับจากการทำงานแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มกลางของประเทศเพื่อผลักดันแบรนด์ “ผำไทย” ให้แข็งแรงในระดับสากล คล้ายกับที่หลายประเทศใช้กลไกความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และงานวิจัย มาร่วมกันสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรแห่งชาติ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การผลักดันผำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงกระแสตลาด แต่ต้องอาศัยทั้งนโยบาย งบประมาณ งานวิจัย มาตรฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
และหากภาครัฐมองเห็นศักยภาพของผำในฐานะอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมมีนโยบายหรือมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “ผำไทย” จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน Future Food สำคัญของโลกได้ในอนาคต
“มาตรฐาน” และ “กลไกตลาด”
จิ๊กซอว์สำคัญ ผลักดัน “ผำ”
ให้ตลาดทั่วโลกยอมรับ
หากถามว่าจิ๊กซอว์สำคัญ ที่ยังขาดอยู่ในการผลักดัน “ผำ” ให้ก้าวขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่อย่างเต็มตัวคืออะไร คำตอบสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ “มาตรฐาน” และ “กลไกตลาด” ที่ต้องเดินไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ
อาจารย์อธิบายว่า ปัจจุบัน ecosystem ของผำเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการผลิต กลางน้ำอย่างการแปรรูป ไปจนถึงปลายน้ำคือการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละช่วงจะมีหน่วยงาน พาร์ตเนอร์ และผู้เล่นเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ
แต่สิ่งที่จะทำให้นักลงทุน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศเกิดความมั่นใจจริงๆ คือการมีมาตรฐานกลาง ที่ชัดเจน
เพราะที่ผ่านมา แม้จะมีมาตรฐานบางส่วนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิต มาตรฐานอุตสาหกรรม GMP หรือมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่สิ่งที่ยังต้องการเพิ่มเติม คือการสร้าง “National Standard” หรือมาตรฐานกลางของผำไทย ที่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การส่งออก ไปจนถึงการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม
อาจารย์มองว่า หากในอนาคตมีคณะทำงานกลางที่ประกอบด้วยมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน มาร่วมกันกำหนดมาตรฐานนี้อย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของ “ผำไทย” ได้อย่างมาก เพราะผู้ซื้อในตลาดโลกจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่มาจากประเทศไทย มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่การวัดดวง ว่าแต่ละแหล่งผลิตจะได้คุณภาพต่างกันมากน้อยแค่ไหน
โดยมาตรฐานของผำในอนาคต อาจต้องถูกแยกตามประเภทการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น ผำสำหรับอาหารคน ผำสำหรับอาหารสัตว์ ผำสำหรับอุตสาหกรรมสารสกัด ผำสำหรับเวชสำอางและสกินแคร์
แต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์เฉพาะของตัวเอง ทั้งเรื่องโปรตีน โลหะหนัก ความสะอาด ความปลอดภัยทางจุลชีววิทยา รวมถึงคุณสมบัติทางโภชนาการที่แตกต่างกัน
ในส่วนของ “ผำชุมชน” อาจารย์ยอมรับว่าเป็นอีกโจทย์สำคัญ เพราะแม้จะเป็นฐานเศรษฐกิจขนาดเล็ก ที่มีความสำคัญมาก แต่เมื่อพูดถึงมาตรฐาน ก็มักเชื่อมโยงกับต้นทุนการลงทุนทันที ซึ่งเกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังไม่กล้าลงทุน เพราะไม่มั่นใจว่าตลาดจะรองรับจริงหรือไม่
ดังนั้น สิ่งที่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ พยายามทำ คือการสร้างมาตรฐานแบบเข้าถึงได้ โดยเริ่มจากพื้นฐาน เช่น การให้ความรู้เรื่องความสะอาด วิธีการเลี้ยงที่ปลอดภัย การจัดการแหล่งน้ำ และการสุ่มตรวจคุณภาพ มากกว่าการผลักภาระด้านต้นทุนให้เกษตรกรทั้งหมดตั้งแต่ต้น

อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญไม่แพ้กัน คือ “ตลาด” อาจารย์มองว่า สินค้าเกษตรจำนวนมากในไทย ไม่ได้ล้มเพราะผลิตไม่ได้ แต่ล้มเพราะตลาดไม่เกิด หรือเกิดภาวะรับซื้อหายหลังจากกระแสเริ่มซา ซึ่งวงการผำเองก็พยายามเดินอย่างระมัดระวัง โดยใช้บทเรียนจากหลายพืชเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณี “กัญชา” ที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วจากแรงหนุนด้านนโยบาย
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้หลายฝ่ายจึงพยายาม บาลานซ์ การเติบโตของผำ ไม่ให้ช้าเกินไปจนประเทศอื่นแซงหน้า หรือเข้ามาจดสิทธิบัตรและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อน แต่ก็ไม่เร่งจนเกิดปัญหาตามมาทีหลัง
ซึ่งตอนนี้กำลังมีการเตรียมจัดตั้ง “สมาคมการค้าผำแห่งประเทศไทย” เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้แปรรูป และตลาด รวมถึงช่วยกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในระยะยาว
เพราะในความเป็นจริง “ผำ” ยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ของโลก Future Food ต่างจากสินค้าอย่างสาหร่ายสไปรูลินา หรือมัทฉะ ที่มีซัพพลายเชนและตลาดโลกแข็งแรงมานานแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำให้ได้ในระยะต้น คือ สร้างมาตรฐานกลางให้ชัด ผลิตให้ได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณ สร้างซัพพลายเชนที่มั่นคง ดันให้ผำเข้าสู่ตลาดหลักระดับสากลให้ได้
เมื่อถึงจุดนั้น แม้อนาคตจะมีการแข่งขันจากจีน อินเดีย หรือเวียดนาม ก็ถือเป็นเรื่องปกติของตลาดโลก แต่ไทยยังมีข้อได้เปรียบสำคัญ ทั้งเรื่องสายพันธุ์ ภูมิอากาศ และองค์ความรู้ที่สะสมมาก่อน ทำให้สามารถผลิตได้ตลอดทั้งปีและมีต้นทุนแข่งขันได้
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงผลิตได้ แต่คือการทำให้ตลาดโลกจดจำว่า นี่คือ “ผำจากประเทศไทย” ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้
อีกตัวแปรสำคัญที่หลายฝ่ายจับตา คือการเข้ามาของ “ผู้เล่นรายใหญ่” หรือบริษัทระดับอุตสาหกรรม ทั้งในกลุ่มอาหาร เวลเนส และการส่งออก เพราะหากบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มเข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยเร่งการเติบโตทั้งระบบ ตั้งแต่การลงทุน เทคโนโลยี การตลาด ไปจนถึงการมองเห็นของตลาดโลก
อาจารย์มองว่า เมื่อผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขยับ วงการผำไทยจะเกิดแรงกระเพื่อมทั้งหน้ากระดาน และช่วยให้ต่างชาติมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยได้ชัดขึ้น
แน่นอนว่าในอนาคตการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น ทั้งระหว่างรายเล็ก รายใหญ่ และต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะอยู่รอดได้ คือผู้ที่มีของดีอยู่ในมือ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างความแตกต่างของตัวเองในตลาดโลก
“ผำ” มีศักยภาพมากพอจะก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ
Wellness Economy ของประเทศไทยได้หรือไม่
อาจารย์มองว่า “มีโอกาสสูงมาก” เพราะทิศทางของโลกในวันนี้กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต และคุณภาพชีวิตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาแทบทุกยุครัฐบาลของไทย ต่างมีนโยบายที่เชื่อมโยงกับเรื่อง “Wellness” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพียงแต่อาจแตกต่างกันว่าใครจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็น “นโยบายหลัก” หรือเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
คำว่า Wellness Economy ในปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจสุขภาพหรือโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ การแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตที่ช่วยให้คนมี Well-being หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ซึ่ง “ผำ” เองมีศักยภาพเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ค่อนข้างครบวงจร เพราะจุดแข็งสำคัญของผำ คือการเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based Protein) ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งโปรตีน กรดอะมิโนจำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์เทรนด์อาหารสุขภาพและความยั่งยืนที่กำลังเติบโตทั่วโลก
ปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยร่วมกับโรงพยาบาลบางแห่ง เพื่อนำผำไปพัฒนาเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการโปรตีน หรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการบริโภคอาหารบางประเภท ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของการต่อยอดผำเข้าสู่ตลาด Medical Food และ Clinical Nutrition ในอนาคต
รวมถึงยังมีแนวคิดต่อยอดไปสู่อาหารทางสายยาง หรืออาหารเฉพาะทางทางการแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยและเทคโนโลยีเชิงลึกเพิ่มเติม ทั้งด้านโภชนาการ ความปลอดภัย และการพิสูจน์ทางการแพทย์รองรับอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ในมิติของอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ผำก็สามารถต่อยอดได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มสุขภาพ ไปจนถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารโปรตีนสูง หรือผลิตภัณฑ์ Functional Food ต่างๆ
อีกจุดที่น่าสนใจ คือการเชื่อมโยง “ผำ” เข้ากับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและ Hospitality ของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งระดับโลกของประเทศ
อาจารย์มองว่า หากโรงแรม ร้านอาหาร หรือธุรกิจท่องเที่ยว สามารถนำผำไปพัฒนาเป็นเมนูร่วมสมัยที่ต่างชาติเปิดรับได้ง่าย เช่น เมนูฟิวชัน เมนูสุขภาพ หรืออาหารแนวตะวันตกที่ผสมผำเข้าไปอย่างกลมกลืน ก็จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับผำจาก “อาหารพื้นบ้าน” ไปสู่ “วัตถุดิบเวลเนสระดับสากล”
เพราะในความเป็นจริง ตลาดโลกเองก็มีการใช้ “Superfood” หรือพืชสุขภาพหลายชนิดผสมอยู่ในอาหารตะวันตกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย เคล หรือพืชโปรตีนทางเลือกอื่นๆ ดังนั้นผำจึงมีโอกาสเข้าไปอยู่ในทั้งเมนู Western Food และ Eastern Food ได้เช่นกัน หากสามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย
ท้ายที่สุด อาจารย์มองว่า เมื่ออุตสาหกรรมผำเติบโตมากขึ้น “เวลเนส” จะไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่จะกลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งอาหาร โรงพยาบาล การท่องเที่ยว โรงแรม เครื่องดื่ม สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ต่างๆ
รวมถึงในตลาดส่งออกเอง ก็มีแนวโน้มสูงที่ผำจะถูกวางตำแหน่งอยู่ในกลุ่มอาหารสุขภาพและ Wellness Product เพราะผู้บริโภคที่เลือกสินค้าเหล่านี้ มักให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตเป็นหลัก
ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถพัฒนา “ผำ” ให้มีทั้งมาตรฐาน งานวิจัย ซัพพลายเชน และแบรนด์ที่แข็งแรงได้สำเร็จ ก็มีโอกาสไม่น้อยที่ “ผำไทย” จะกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของเศรษฐกิจ Wellness Economy ในอนาคต ทั้งในประเทศและระดับโลก
เช็กความพร้อม “ผำไทย” ก่อนโกอินเตอร์
แก้โจทย์มาตรฐานอย่างไรให้ทั่วโลกมั่นใจ
หากย้อนกลับมามองในเรื่อง “มาตรฐาน” ต้องยอมรับว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมผำของไทยเริ่มมีรากฐานที่ชัดเจนขึ้นแล้ว แต่คำถามสำคัญคือเพียงพอหรือยัง สำหรับการก้าวสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดระดับพรีเมียมอย่างญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (EU) หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
อาจารย์อธิบายว่า วันนี้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านการเพาะเลี้ยงในระดับหนึ่งแล้ว เช่น GAqP ที่ใช้กำกับกระบวนการผลิตให้มีความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ในมุมของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาด Future Food และ Wellness Food มาตรฐานเหล่านี้อาจยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังพยายามผลักดันต่อไป คือการสร้าง “Wolffia National Standard” หรือมาตรฐานกลางระดับประเทศสำหรับผำโดยเฉพาะ เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงเดียวกันทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การตรวจวิเคราะห์ ไปจนถึงการส่งออก
เพราะในความเป็นจริง ผู้ซื้อระดับอุตสาหกรรมไม่ได้มองแค่ มีของขายไหม แต่เขามองลึกถึงความปลอดภัย ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งซัพพลายเชน
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มส่งตัวอย่างผำเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ทั้งเรื่องโลหะหนัก สารปนเปื้อน และเชื้อก่อโรคทางสาธารณสุข เช่น E. coli หรือ Salmonella ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน มาตรฐานโลกก็มีการอัปเดตอยู่ตลอดเวลา เช่น กรณีล่าสุดที่สหภาพยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับระดับ “แมงกานีส” ในผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช ซึ่งแมงกานีสเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องใช้ในการเจริญเติบโต แต่หากมีปริมาณเกินมาตรฐานก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดทางการค้าได้
นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตไทยต้องติดตามมาตรฐานสากลอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อประเทศปลายทางออกกฎใหม่ ผู้ผลิตก็จำเป็นต้องปรับระบบการผลิตและการตรวจวิเคราะห์ให้สอดคล้องทันที หากต้องการส่งออกไปยังตลาดนั้นต่อไป

อาจารย์มองว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยและงานวิจัยจึงสำคัญมากในช่วงนี้ เพราะต่างประเทศเริ่มรู้แล้วว่า ประเทศไทยมีผำและเริ่มมองว่าผำอาจเป็นวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต แต่คำถามสำคัญที่ต่างชาติยังต้องการคำตอบ คือ ไทยผลิตได้คุณภาพสม่ำเสมอหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่ มีระบบรับรองมาตรฐานรองรับมากแค่ไหน
โดยเฉพาะผู้ซื้อจากญี่ปุ่นหรือยุโรป หลายรายไม่ได้ดูแค่เอกสาร แต่จะเดินทางมาตรวจแปลงจริง ดูฟาร์มจริง และตรวจสอบย้อนกลับทั้งระบบ ว่าวัตถุดิบมาจากไหน ใช้น้ำแบบใด มีระบบควบคุมความสะอาดอย่างไร และสามารถผลิตได้ต่อเนื่องหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ หลายโครงการจึงเริ่มพัฒนา “Sandbox” หรือพื้นที่ต้นแบบด้านผำขึ้นมา เช่น “Sandbox ผำโคราช” ที่อาจารย์และทีมวิจัยกำลังขับเคลื่อน เพื่อสร้างโมเดลครบวงจร ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงระดับชุมชน ไปจนถึงการผลิตระดับอุตสาหกรรม
แนวคิดสำคัญของ Sandbox นี้ คือการสร้าง “ซัพพลายเชนต้นแบบ” ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดจริงได้ เช่น หากมีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาในระดับ “ตัน” ผู้ผลิตไทยจะต้องสามารถส่งมอบสินค้าได้พร้อมเอกสารรับรองคุณภาพ หรือ Certificate of Analysis (COA) ที่ระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งคุณค่าทางโภชนาการ สารปนเปื้อน และความปลอดภัยตามที่ผู้ซื้อกำหนด
ซึ่งนี่คือมาตรฐานของตลาดโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสุขภาพ Future Food และ Wellness Product ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์อย่างมาก
ในโครงการดังกล่าว ยังมีเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจชัดเจน คือการช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 60,000 บาทต่อปี ผ่านการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตกว่า 150 ราย
โดยระบบจะเปิดโอกาสให้แต่ละคนเข้ามาอยู่ในซัพพลายเชนตามศักยภาพของตัวเอง เช่น บางรายถนัดเพาะเลี้ยง บางรายมีโรงอบและถนัดแปรรูป บางรายมีฟาร์มและระบบกระจายสินค้า บางรายทำเฉพาะการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม ทั้งหมดจะเชื่อมโยงกันผ่าน มาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด
อาจารย์ย้ำว่า วันนี้แนวโน้มของผำถือว่าดีมาก ทั้งในแง่คุณภาพ การผลิต และความสนใจจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คุณภาพการผลิตของไทยเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณการผลิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วง ฟูมฟัก และยังต้องการอีกหลายปัจจัยเพื่อก้าวสู่ระดับอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณการผลิต (Volume) ที่มากพอ ตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง มาตรฐานกลางระดับประเทศ และการเข้ามาของ ผู้เล่นรายใหญ่ ที่จะช่วยเร่งการเติบโตทั้งระบบ
หากจิ๊กซอว์เหล่านี้เริ่มเชื่อมต่อกันได้สมบูรณ์มากขึ้น ก็มีโอกาสสูงที่ “ผำไทย” จะไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตรทางเลือก แต่จะกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม Future Food และ Wellness Economy สำคัญของประเทศในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม คุยกับ “ผศ.ดร.อารักษ์” นักวิจัยผำไทยชี้โอกาส ‘ตลาดผำ’ บุกอุตสาหกรรมอาหารคน-สัตว์วอลลุ่มใหญ่ โตตลาดโลก (ตอนที่1) https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_337289
