Featured สูตรลับจากฟาร์ม

“เกษตรแม่นยำ” พลิกสวนสับปะรดราชบุรี ลดไนเตรตเกิน ประหยัดต้นทุน-เพิ่มกำไร

ท่ามกลางความผันผวนของภาคการเกษตรไทย “สับปะรดปัตตาเวีย” พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูป กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง สภาพอากาศที่แปรปรวน ปัญหาขาดแคลนน้ำ และคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะปัญหา “ไนเตรตตกค้าง” ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับซื้อของโรงงานแปรรูป จนส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง หลายพื้นที่เริ่มเห็นภาพสวนสับปะรดที่ให้ผลผลิตลดลง ขณะที่บางแปลงแม้ผลมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพ

อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี หนึ่งในพื้นที่ปลูกสับปะรดสำคัญของประเทศ ก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังคงพึ่งพาประสบการณ์ดั้งเดิมในการจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ต้นทุนจึงสูงขึ้น แต่ผลผลิตกลับไม่ได้คุณภาพ ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรตที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างจริงจัง ผ่านแนวคิดเกษตรแม่นยำและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม

ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ หัวหน้าโครงการ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ สวก. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและการควบคุมไนเตรตในแปลงปลูกสับปะรด เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในจังหวัดราชบุรี

ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ

หว่านปุ๋ยตามความเคยชิน


ทำสับปะรดตกมาตรฐาน 

จากการศึกษา ผศ.ดร.สุทธิรักษ์  พบว่า ปัญหาสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องน้ำ แต่รวมถึงการใช้ปุ๋ยตามความเคยชิน โดยขาดการวิเคราะห์ดินอย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดการสะสมไนเตรตในผลผลิต

“สมัยก่อนเกษตรกรที่ปลูกสับปะรด ก็จะใช้ปุ๋ยตามประสบการณ์ โดยไม่ได้เน้นการนำดินในแปลงไปตรวจ เพื่อให้ได้ตามค่าวิเคราะห์ดิน การใส่ปุ๋ยตามความเคยชิน โดยหว่านปุ๋ยลงไปเกินความจำเป็น จากนั้นปุ๋ยจึงมีการสะสมเข้ามาในต้น และสะสมเข้ามาในผลมากเกินไป จึงทำให้มีไนเตรตเกินในส่วนนี้”

ขณะเดียวกันแนวคิดเดิมที่ต้องการผลสับปะรดขนาดใหญ่ ยิ่งทำให้เกษตรกรเร่งใส่ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ปัญหาไนเตรตสะสมรุนแรงขึ้น ซึ่งไนเตรตที่สะสมเกินเกณฑ์ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือ 25 ppm ถือเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมแปรรูป เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการบรรจุกระป๋อง ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์เกิดการเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน 

“การเห็นปัญหาของไนเตรต ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น ทางโรงงานเองก็เคยเข้ามาประชุมกับนักวิจัย เพราะฉะนั้นปัญหาของเกษตรกรและผู้ประกอบการก็จะมีหลากหลาย ซึ่งปัญหาของสับปะรดเอง ก็จะเป็นในเรื่องของผลผลิตตกต่ำ รวมไปถึงเรื่องของค่าไนเตรตที่สูงขึ้น จึงทำให้ปัญหานี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยขึ้นมา เพื่อช่วยเกษตรกรในเรื่องนี้ให้ได้รับการแก้ไข”

ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากสับปะรดมีค่าไนเตรตเกินมาตรฐาน โรงงานสามารถระงับการรับซื้อได้ทันที ส่งผลกระทบต่อทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมแปรรูป

“ไนเตรตที่ตกค้างในผลสับปะรด จะทำให้ผลผลิตที่เกษตรได้นั้น มีราคาที่ลดลง รวมไปถึงความปลอดภัยต่างๆ เพราะในโรงงานก็มีเกณฑ์มาตรฐาน หากสับปะรดมีค่าไนเตรตที่เกินความจำเป็น ทำให้โรงงานระงับการซื้อขายได้ เมื่อผลผลิตไม่ดีก็ส่งผลต่อการแปรรูป ทำให้กระทบทั้งห่วงโซ่ทำให้โรงงานไม่มีผลผลิต”

ดัน “เกษตรแม่นยำ” 

คุมน้ำ-ปุ๋ยสับปะรด ได้ผลผลิตเป๊ะ 

ภายใต้โจทย์ดังกล่าว ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ เล่าว่า จึงได้มุ่งพัฒนา “เกษตรแม่นยำ” ผ่านระบบการจัดการน้ำและปุ๋ยที่สอดคล้องกับช่วงอายุของสับปะรด โดยทดลองในแปลงเกษตรกรต้นแบบในตำบลบ้านคาและตำบลหนองพันจันทร์ ทั้งระบบสปริงเกลอร์ ระบบพ่นฝอย และระบบท่อพุ่ง ควบคู่กับการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต รวมถึงการปรับปรุงดินด้วยการไถระเบิดดินดาน เพิ่มอินทรียวัตถุ เพื่อให้รากพืชสามารถดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การทำเกษตรแม่นยำ คือการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย การปลูกสับปะรดจึงมีความเป๊ะมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการให้น้ำให้ปุ๋ย ใน 1 รอบการผลิต จะต้องให้น้ำให้ปุ๋ยในปริมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสมาร์ทฟาร์มก็คือการจัดการระบบการให้น้ำ แต่ละช่วงวัยมีความแม่นยำมากขึ้น ระบบเกษตรแม่นยำทำให้เกษตรกรปลูกตอนไหนก็ได้ เพราะไม่ได้จำกัดว่าจะมีน้ำฝนไหม แต่ถ้าเกษตรกรมีแหล่งน้ำเพียงพอ ก็สามารถให้น้ำกับสับปะรดภายในแปลงได้”

ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูกสับปะรดอยู่ที่เฉลี่ย 11 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อสัปดาห์ สามารถตอบสนองความต้องการของพืชได้เพียงพอ โดยไม่สิ้นเปลืองน้ำเกินความจำเป็น แต่หากให้น้ำมากเกินไปในบางช่วงอายุของสับปะรด อาจส่งผลต่อผิวของสับปะรดทำให้ผิวแตก เพราะฉะนั้นการให้น้ำและปุ๋ยบำรุงต้น ช่วงออกดอก ออกผล จึงต้องให้ในปริมาณที่เหมาะสมและแม่นยำ ก็จะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ใส่ปุ๋ยตามช่วงวัย-หยุดถูกเวลา 

แก้ปัญหาสับปะรดไนเตรตเกิน 

นอกจากการให้น้ำแล้ว ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ เล่าต่อว่า การจัดการธาตุอาหารยังเป็นหัวใจสำคัญของการลดไนเตรตสะสม โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบหลักของปุ๋ย อย่างที่ทราบกันว่าการใส่ปุ๋ยแต่ละช่วงวัยของสับปะรดก็จะไม่เท่ากันมีความแตกต่างกัน ดังนั้นไนเตรตที่เกิดการตกค้างเกิดจากสารประกอบของธาตุไนโตรเจน ซึ่งไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารหลักของต้นพืช ทำหน้าที่บำรุงต้นและใบให้สับปะรดโตเร็ว 

อย่างเช่น ช่วงปลูกใหม่ไปจนถึงบังคับการออกดอก ก็จะต้องบำรุงด้วยไนโตรเจนในปริมาณที่มาก เพราะฉะนั้นถ้าใส่ไปมากเกินไปหรือใส่ไปเรื่อยๆ อาจจะสะสมต่อเนื่องไปจนติดผล เมื่อต้องเก็บผลผลิตก็ยังไม่สามารถกำจัดไนโตรเจนออกได้หมดก่อนเข้าโรงงาน

 ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ บอกว่า การหยุดให้ปุ๋ยในช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการสะสมไนเตรตในผลสับปะรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกก่อนติดดอก ซึ่งถือเป็นระยะสำคัญที่ต้องงดให้ปุ๋ย เพื่อลดการสะสมของไนโตรเจนในผลผลิต 

“นอกจากไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ไม่หมด เมื่อมีหลงเหลืออยู่ก็จะมีการสะสมอยู่ในดินแปลงสับปะรดอยู่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อโครงการงานวิจัยนี้เข้าไป จึงทำให้ทราบว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุดให้ปุ๋ย เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของไนเตรต”

คุมน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ ลดต้นทุน 

เพิ่มผลผลิตสับปะรดโตทะลุเป้า 

เมื่อมีการจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างแม่นยำ ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ เล่าถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่ใช่เพียงเรื่องคุณภาพผลผลิต แต่ยังรวมถึงการลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้นทุนการจัดการน้ำและไนเตรตเฉลี่ยอยู่ที่ 1.17 บาทต่อต้นต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยทั้งระบบจากเดิมประมาณ 30,299.65 บาทต่อไร่ ลดลงเหลือประมาณ 29,445.23 บาทต่อไร่ หรือประหยัดได้ราว 854 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาการผลิตจาก 18 เดือน เหลือประมาณ 17 เดือน และเพิ่มผลผลิตจากเดิมเฉลี่ย 5.83 ตันต่อไร่ เป็น 7.11 ตันต่อไร่

“การให้น้ำและให้ปุ๋ยที่แม่นยำถูกต้องมากขึ้นนั้น ช่วงแรกเกษตรกรอาจจะลงทุนในเรื่องของระบบให้น้ำก่อน แต่รอบต่อไปก็ไม่ต้องลงทุนต่อ เพราะสามารถใช้ได้อีก 3-4 ปี ส่วนในเรื่องของการให้ปุ๋ย เกษตรกรไม่ต้องให้ปุ๋ยแบบหว่านตามความรู้สึกของตัวเอง แต่เกษตรกรจะรู้ว่าต้องใช้ปุ๋ย N P K แต่ละตัวปริมาณเท่าไหร่ โดยไม่ใส่ปุ๋ยมั่ว แต่จะใส่ตามค่าวิเคราะห์ดินและดูตามความเหมาะสม ก็จะช่วยให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลดลง ก็จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น”

ท้ายที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหา “ไนเตรตเกิน” ในผลสับปะรดเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของภาคการเกษตรไทย ที่ต้องอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี และการจัดการอย่างแม่นยำเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเกษตรกรรู้ว่า “ต้องให้น้ำเมื่อไร ใส่ปุ๋ยเท่าไร และหยุดเมื่อใด” การผลิตก็ไม่ใช่เรื่องของความเคยชินอีกต่อไป แต่กลายเป็นระบบที่วางแผนได้ ควบคุมได้ และสร้างคุณภาพได้อย่างยั่งยืน

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี
หมายเลขโทรศัพท์ 089-7173091

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts