Featured เกษตรยั่งยืน

Organic Way พลิกโฉมเกษตรอินทรีย์ไทย จากฟื้นดินสู่ตลาดโลก ตอบโจทย์เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ภาคการเกษตรทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณผลผลิตหรือราคาสินค้าอีกต่อไป แต่ยังรวมถึง “วิธีการผลิต” ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็น CBAM, EUDR, ESG, Carbon Footprint และ Carbon Credit กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ก็อาจมีโอกาสสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต

แนวคิดนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณวชิระวิชญ์ จารุพัฒนวาณิช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Organic Way Corporation ที่เชื่อว่า การพัฒนาเกษตรไทยต้องเริ่มจาก “ต้นทางของการผลิต” มากกว่าการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะปลายทาง

เริ่มต้นจากฟาร์มเล็กๆ


สู่การค้นพบ Pain Point ของเกษตรกร

ก่อนก่อตั้ง Organic Way คุณวชิระวิชญ์เริ่มทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรอินทรีย์ยังไม่เป็นที่นิยม จึงได้ศึกษาและทดลองใช้จุลินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ และองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงหน่วยงานวิจัยต่างๆ

แต่เมื่อทำจริงกลับพบว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรไม่ใช่การไม่อยากทำเกษตรอินทรีย์ หากเป็นการไม่มั่นใจว่าทำแล้วจะได้ผล

“หลายคนสอนให้หมักจุลินทรีย์เอง แต่ผ่านไป 2-3 เดือน เกษตรกรไม่รู้แล้วว่า สิ่งที่หมักไว้ยังมีคุณภาพหรือไม่ หากต้องส่งตรวจวิเคราะห์ก็มีต้นทุนสูง สุดท้ายหลายคนจึงกลับไปใช้สารเคมีเหมือนเดิม”

นอกจากนี้ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตปัจจัยการผลิต เช่น กากน้ำตาล หรือวัตถุดิบชีวภาพต่างๆ ยังต้องผ่านมาตรฐานอินทรีย์ จึงทำให้การขอรับรองมาตรฐานเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเกษตรกรรายย่อย จากประสบการณ์ตรงคุณวชิระวิชญ์จึงสรุปว่า หัวใจของเกษตรยั่งยืน คือ ปัจจัยการผลิต เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรองมาตรฐานและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

ดึงงานวิจัยออกจากห้องแล็บ สู่การใช้งานจริง

แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัยด้านการเกษตรจำนวนมาก แต่งานวิจัยจำนวนไม่น้อยยังคงอยู่ในห้องทดลองและไม่ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ คุณวชิระวิชญ์จึงใช้ Organic Way ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยกับภาคเกษตร โดยนำปัญหาจริงของเกษตรกร เช่น ดินเสื่อม โรคพืช แมลงศัตรูพืช และการลดการใช้สารเคมี เข้าไปพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย

เมื่อผลงานวิจัยผ่านการทดลองและได้รับการตีพิมพ์แล้ว จึงต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ Organic Way ทำให้นวัตกรรมสามารถนำไปใช้ได้จริงในแปลงเกษตร

“ในประเทศไทยยังไม่มีสิ่งทดแทน แบบอินทรีย์ในการเพาะปลูก ทำให้ได้เห็นปัญหาและได้พัฒนานวัตกรรมต่างๆ มาเรื่อยๆ ตั้งแต่น้ำหมัก จุลินทรีย์ พัฒนามาเรื่อยๆ จนได้ผลิตภัณฑ์เป็น 5 สูตรหลักขึ้นมา เพื่อลดและทดแทนการปลูกด้วยวิธีการดั้งเดิม เปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรยั่งยืน ที่มีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น”

ฟื้นดิน…จุดเริ่มต้นของเกษตรยั่งยืน

หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญของบริษัท คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Bio Stimulant สำหรับฟื้นฟูดิน ซึ่งพัฒนาขึ้นจากปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชต่อเนื่อง ไม่มีเวลาพักดิน ส่งผลให้ดินเสื่อม สะสมสารเคมี และขาดความอุดมสมบูรณ์

ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยจุลินทรีย์ แร่ธาตุ และสารสกัดธรรมชาติ เช่น Humic Acid และ Fulvic Acid ที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ และทำให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณวชิระวิชญ์อธิบายว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถหยุดปลูกพืชเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อพักดินได้ จึงต้องมีนวัตกรรมที่ใช้งานง่าย เพียงละลายน้ำและฉีดพ่น ก็ช่วยฟื้นฟูดินได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบการผลิตทั้งหมด

เกษตรอินทรีย์ที่ต้นทุนแข่งขันได้

อีกหนึ่งแนวคิดที่ Organic Way ให้ความสำคัญ คือ การทำให้เกษตรอินทรีย์เข้าถึงได้จริงในเชิงเศรษฐกิจ สำหรับไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย ใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น มีต้นทุนปัจจัยการผลิตเฉลี่ยไม่เกิน 1,000-2,000 บาทต่อไร่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการของแต่ละแปลง

คุณวชิระวิชญ์ย้ำว่า ไม่เชื่อการโฆษณาที่อ้างว่า “ใช้น้อยแต่ได้ผลผลิตมากกว่าเคมี” เพราะพืชยังคงต้องการธาตุอาหารในปริมาณที่เพียงพอ สิ่งที่แตกต่างคือ แหล่งที่มาของธาตุอาหารและผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

“ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนรถยนต์ไฟฟ้ากับรถใช้น้ำมัน สุดท้ายก็พาเราไปถึงปลายทางเหมือนกัน แต่พลังงานที่ใช้แตกต่างกัน เกษตรอินทรีย์ก็เช่นเดียวกัน ผลผลิตอาจใกล้เคียงกัน แต่สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนต่างกัน”

รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ระดับโลก

เพื่อก้าวสู่ยุค Carbon Credit และ Traceability

ปัจจุบัน Organic Way มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลายรายการ และได้รับการรับรองให้เป็น Organic Input ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้ง USDA Organic ของสหรัฐอเมริกา, EU Organic ของสหภาพยุโรป และ JAS Organic ของญี่ปุ่น

การได้รับการรับรองดังกล่าว ช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ใช้วัสดุใด เมื่อใด และในปริมาณเท่าใด

นอกจากการพัฒนาปัจจัยการผลิตแล้ว คุณวชิระวิชญ์ เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ของบริษัทสามารถบันทึกเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน farm climate ที่พัฒนาโดยสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถบันทึกข้อมูลการผลิต ตั้งแต่การใส่ปุ๋ย การจัดการแปลง สภาพอากาศ ไปจนถึงผลผลิต

“ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานสำคัญ สำหรับการขอรับรองมาตรฐาน การคำนวณ Carbon Footprint และรองรับตลาด Carbon Credit ในอนาคตได้ครับ” 

ตลาดโลกกำลังซื้อ “วิธีการผลิต”

มีเป้าหมาย…ยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ

คุณวชิระวิชญ์เชื่อว่า ภายในปี 2030 ตลาดโลกจะให้ความสำคัญกับ Traceability, Sustainability และ Carbon Footprint มากยิ่งขึ้น ผู้ซื้อจะไม่ได้ถามเพียงว่าปลูกอะไร แต่จะถามต่อว่าปลูกอย่างไร ใช้อะไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

“โลกกำลังซื้อเรื่องราวการผลิต ซื้อความยั่งยืน และซื้อคาร์บอนฟุตพรินต์ หากเราไม่ปรับตัว โลกจะไม่ได้ปรับตามเรา แต่จะปรับเราออกจากตลาด”

เป้าหมายของ Organic Way จึงไม่ใช่เพียงการจำหน่ายปัจจัยการผลิตอินทรีย์ แต่ต้องการเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไทย ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และระบบข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย

“สำหรับผม Organic Way ไม่ใช่เพียงธุรกิจขายปุ๋ย หรือปัจจัยการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน ที่ช่วยพาเกษตรกรไทยก้าวจากยุคเกษตรเคมี สู่ยุคเกษตรคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกได้ครับ”

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก เมื่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีบทบาทมากขึ้น เกษตรกรไทยจึงต้องปรับตัวตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

แนวทางของ Organic Way สะท้อนว่า การยกระดับภาคเกษตรต้องเชื่อมโยงงานวิจัย มาตรฐานสากล นวัตกรรมปัจจัยการผลิต และระบบข้อมูลดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดโลก และช่วยให้เกษตรกรก้าวสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนแข่งขันได้ และพร้อมรับกติกาการค้าใหม่ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts