Featured ประมง

พะเยาเลี้ยงกบนาด้วยนวัตกรรมจัดการน้ำและอาหาร กบโตไว อัตรารอดสูง ลดต้นทุนได้ถึง 60% พัฒนาต่อยอดสู่อาหารพร้อมทาน

“กบ”  เป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจของพะเยา ที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี  แต่การเลี้ยงกบแบบดั้งเดิมมักประสบปัญหาน้ำเน่าเสีย จากการให้อาหารเหลือ หรือปล่อยกบหนาแน่นเกินไป ทำให้สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่  กบกัดกันเอง ทำให้ป่วยและตายได้ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการเลี้ยงกบที่มีขนาดโตไม่เท่ากัน ทำให้กบกินกันเอง กบที่ตัวใหญ่กว่าจะกินกบตัวเล็กเป็นอาหาร ทำให้จำนวนกบลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนสูงและผลผลิตไม่สม่ำเสมอ

ที่ผ่านมา เกษตรกรพยายามป้องกันไม่ให้กบกัดกินกันเองโดยหมั่นคัดแยกขนาดกบ ตัวใหญ่และตัวเล็กออกจากกันทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หากเจอกบป่วย จะแยกกบป่วยออก ล้างทำความสะอาดบ่อ  ให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กองทิ้งไว้ และหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย

ยกระดับการเลี้ยงกบสู่สัตว์เศรษฐกิจเชิงพาณิชย์

ดร.วารัชต์ มัธยมบุรุษ รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยพะเยา  กล่าวว่า  จังหวัดพะเยามีศักยภาพด้านการเลี้ยงกบ แต่เกษตรกรยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีกรเลี้ยงที่เหมาะสม ความต้องการของตลาดมีมากกว่ากำลังการผลิต ระบบการผลิตและการตลาดขาดการเชื่อมโยงกัน  ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนนวัตกรรมการเลี้ยงกบสู่สัตว์เศรษฐกิจเชิงพาณิชย์


โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงกบให้ชุมชนตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงลูกอ๊อด พัฒนากบเล็ก สร้างกบเนื้อ มุ่งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มกบในรูปแบบอาหารถิ่น อาหารพร้อมทาน และอาหารแช่แข็ง ภายใต้สโลแกน “เลี้ยงกบนา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร” เพื่อสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชนฐานรากจังหวัดพะเยา บนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ยั่งยืน

และสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้และแพตฟอร์มชุมชน เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่มีนวัตกรชุมชนเป็นแกนหลัก ส่งต่อทักษะการเลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน จากผลการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา มีนวัตกรในการเลี้ยงกบในชุมชนเพิ่มมากขึ้น การเลี้ยงกบด้วยอาหารเสริมคุณภาพสูง ทำให้กบโตเร็วขึ้น เนื้อกบมีคุณภาพสูงขึ้น และกบมีอัตรารอดสูง ลดต้นทุนได้ถึง 60% เดิมเกษตรกรผลิตกบเนื้อในอัตราเฉลี่ย 6 ตัวต่อกิโลกรัม หลังปรับเข้าสู่ระบบฟาร์มอัจฉริยะกบโตไว มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 3 – 4 ตัวต่อกิโลกรัมตรงตามความต้องการของตลาด  

เทคโนโลยีเลี้ยงกบอัจฉริยะ (Smart farm)  

ควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

เทคโนโลยีเลี้ยงกบอัจฉริยะที่ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยพะเยาภายใต้การนำของ ดร.วารัชต์ มัธยมบุรุษ หัวหน้าแผนโครงการวิจัย ร่วมด้วย ผศ.ดร.เกรียงไกร สีตะพันธุ์ รศ.ดร. สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล ดร.นิรมล พรมนิล อาจารย์ณัฐวุฒิ สมยาโรน และ ผศ.ดร.น้ำทิพย์ เสมอเชื้อ ได้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตกบเชิงพาณิชย์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ – การเพาะพันธุ์กบ คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ และทำการเพาะด้วยการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม  เพื่อเพิ่มอัตราการรอดของลูกกบเป็น 80%   ช่วยยกระดับมาตรฐานฟาร์ม ควบคุมคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม สร้างระบบการผลิตที่ปลอดภัย

ส่วนกลางน้ำ  – พัฒนาระบบการเลี้ยงและอาหารทางเลือก โดยใช้มาตรฐานฟาร์ม Frog Smart Farming นำระบบอัจฉริยะและมีระบบจัดการน้ำหมุนเวียน มาใช้ในบ่อเลี้ยงกบ เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ไม่เน้นการทำเคมี เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร และลดต้นทุนด้วยโปรตีนทางเลือก โดยนำ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) มาเพาะเป็นอาหารเลี้ยงกบ ทำให้กบโตไว แข็งแรง และลดอัตราการตาย ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากแล้ว  พัฒนาช่องทางการจำหน่าย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด และปลายน้ำ – มุ่งสู่การแปรรูป พัฒนาผลิตภัณฑ์กบให้ความหลากหลายในรูปแบบอาหารพร้อมทาน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยการสร้างแบรนด์ และยกระดับสินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่คนรุ่นใหม่ สร้างมาตรฐานการแปรรูป ยกระดับสู่ความปลอดภัยของอาหาร

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากโครงการนี้ สามารถเพิ่มมูลค่าห่วงโซ่ได้ถึง  20% อัตราการรอดของลูกกบเพิ่มขึ้น  80 % ผลผลิตเพิ่มขึ้น 6 แสนกิโลกรัมต่อปี หรือ 1,667กิโลกรัมต่อวัน  สร้างเครือข่ายเกษตรกรเพิ่มขึ้น 200 ราย  เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์แปรรูป จาก 80-100 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 120-150 บาทต่อกิโลกรัม   เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ  6 หมื่นบาทต่อครัวเรือน   

เคล็ดลับจัดการน้ำและอาหารเลี้ยงกบ

รศ.ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยาได้แนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกบควบคุมคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมดังนี้  กรณีเลี้ยงในบ่อคอนกรีตควรถ่ายเทน้ำทุกๆ 1-2 วัน    การถ่ายเทน้ำในบ่อคอนกรีต ใช้วิธีปล่อยน้ำเก่าออกครึ่งหนึ่ง จากนั้นเติมน้ำเข้าใหม่ให้ระดับน้ำเท่าเดิม ส่วนการเลี้ยงกบในกระชังไม่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำ เนื่องจากในบริเวณนั้นมีการหมุนเวียนของน้ำเกิดขึ้นได้เองเป็นปกติ  ทั้งนี้เกษตรกรไม่ควรปล่อยน้ำในบ่อจนแห้งแล้วเติมน้ำใหม่ เพราะกบจะตื่น ตกใจง่ายอาจมีการกระโดด กระแทกพื้นบ่อทำให้กบช้ำและตายได้   

เกษตรกรผู้เลี้ยงกบ นิยมใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปมาใช้เลี้ยงกบโดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาล เนื่องจาก อาหารเม็ดมีราคาแพง ทำให้มีต้นทุนผลิตสูง มหาวิทยาลัยพะเยา จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้หนอนแมลงวันลาย เป็นอาหารโปรตีนทางเลือกสำหรับเลี้ยงกบ ช่วยให้กบโตไว เนื้อแน่น รสชาติอร่อยแล้ว ยังลดต้นทุนค่าอาหารได้อีกมากแถมช่วยลดปริมาณขยะเกษตรและเศษอาหารในครัวเรือนอีกด้วย  

Related Posts