การทำเกษตรในเมือง อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่มีพื้นที่จำกัด ไม่มีแปลงใหญ่ ไม่มีเงินลงทุนจำนวนมาก หรือไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อน แต่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา “ปูเป้ทำเอง” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำเกษตรในเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเสมอไป เพราะแม้จะมีเพียงพื้นที่เล็กๆ รอบบ้าน ก็สามารถปลูกผัก ทำอาหาร แปรรูป และต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ได้

วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน พาไปพูดคุยกับ คุณปูเป้ สุพัตรา ไชยชมภู เจ้าของเพจ “ปูเป้ทำเอง” ที่จะพาไปดูสวนผักเล็กๆ ขนาดประมาณ 15-20 ตารางวา ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง และแนวคิดเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านให้กลายเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และต้นทุนในการสร้างอาชีพ
ทำเกษตรบนพื้นที่เล็ก ไม่ใช่ข้อจำกัด หากรู้จักใช้สิ่งที่มี
สวนของปูเป้ยังคงยึดแนวคิดเดิม คือการทำเกษตรให้เหมาะกับพื้นที่และวิถีชีวิตของตัวเอง โดยเน้นการปลูกพืชในกระถางเป็นหลัก ทำให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้ง่าย และปรับเปลี่ยนตำแหน่งของต้นไม้ได้ตามความเหมาะสม ที่น่าสนใจคือ ภาชนะปลูกไม่ได้จำเป็นต้องเป็นกระถางราคาแพง แต่สามารถนำวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่รอบตัวกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นถาดไข่ ขวดน้ำพลาสติก หรือภาชนะต่างๆ เพียงนำมาเจาะรูให้เหมาะสม ก็สามารถนำมาใช้เพาะต้นกล้าหรือปลูกพืชได้
“ของที่เราไม่ได้ใช้แล้ว บางอย่างสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างขวดน้ำพลาสติก เราสามารถเจาะรูแล้วนำมาปลูกต้นไม้ หรือใช้ครอบต้นกล้าเล็กๆ เพื่อป้องกันนกและแมลงมาคุ้ยเขี่ยได้” คุณปูเป้ กล่าว
นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว การเลือกภาชนะให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิดก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ สำหรับต้นไม้ที่ต้องมีการย้ายกระถางบ่อย ปูเป้เลือกใช้กระถางพลาสติก เพราะสามารถย้ายได้ง่ายโดยไม่รบกวนระบบรากมากนัก ส่วนถุงปลูกจะเหมาะกับพืชที่ต้องการปลูกต่อเนื่อง เพราะสามารถพรวนดินและเติมดินเพิ่มได้ง่าย ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำเกษตรในพื้นที่จำกัด ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีพื้นที่มากแค่ไหน แต่อยู่ที่เรารู้จักบริหารพื้นที่และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างไร

หัวใจของสวนเล็กๆ คือ “ดิน” ที่ทำเองจากของเหลือในครัว
แม้จะปลูกในกระถาง แต่พืชก็สามารถเติบโต ออกดอก และให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ปูเป้ให้ความสำคัญคือ “ดิน” โดยคุณปูเป้เลือกทำดินปลูกใช้เอง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การแยกขยะภายในครัวเรือน นำเศษอาหารหรือวัสดุอินทรีย์มาผสมกับใบไม้แห้งและดินเก่า จากนั้นนำไปหมักประมาณ 1 เดือน ก็จะได้วัสดุปลูกที่สามารถนำกลับมาใช้ในสวนได้
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อดิน แต่ยังเป็นการนำของเหลือในบ้านกลับมาใช้ประโยชน์ และช่วยให้ระบบการทำเกษตรขนาดเล็กมีต้นทุนที่ต่ำลง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ปูเป้ต้องการสื่อว่า เกษตรในเมืองสามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วได้
“ดินปูเป้ทำเอง” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอย่างหนึ่งของคุณปูเป้ โดยคุณปูเป้ได้เท้าความว่า ปกติแล้วดินที่ใช้บำรุงพืชผักในสวนของคุณปูเป้ไม่ได้มีสูตรอะไรที่ตายตัว เป็นเพียงการพยายามจัดการขยะในครัวเรือนพร้อมกับความรู้ที่ตกทอดมาว่าเศษอาหารสามารถฝังกลบดินกลายป็นปุ๋ยได้ ดังนั้น แรกเริ่มการปลูกผักในคอนโดมิเนียม จึงได้มาจากเศษอาหารเป็นหลัก เมื่อมีการขยับขยายออกมาอยู่บ้านจัดสรรจึงเก็บใบไม้และมูลไก่ที่เลี้ยงไว้มาผสมกับเศษอาหารร่วมด้วย ซึ่งคุณปูเป้ได้เล่าว่า สาเหตุที่พืชผักออกผลผลิตได้ดีก็เพราะในดินนั้นมีสารอาหารที่ครบถ้วนจากสิ่งต่างๆ ที่ถูกฝังกลบในดิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ก้างปลา คะน้า กวางตุ้ง หรือเปลือกไข่ ซึ่งล้วนแต่เป็นเศษอาหารในครัวเรือนทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ดินของคุณปูเป้นั้นมีทั้งแคลเซียมและไนโตรเจนอย่างครบถ้วน
เมื่อดินปลูกได้ดี ก็เริ่มมีคนสนใจมาติดต่อซื้อดิน โดยคุณปูเป้เล่าว่า ในทีแรกนั้นคุณปูเป้อาศัยการตักดินจากกระถางหมักในบ้านของตนเอง แต่ด้วยความต้องการที่มากขึ้น จนเกินกำลังในการทำดินเพียงลำพัง คุณปูเป้จึงได้ติดต่อ “ลุงสุเทพ” นักวิจัยดินที่ขายดินอยู่ก่อนแล้ว โดยเป็นการพัฒนาสูตรดินของคุณปูเป้และลุงสุเทพเข้าด้วยกัน จึงได้เกิดเป็น “ดินปูเป้ทำเอง” ที่มีความมุ่งหวังจะสร้างดินที่ดีให้คนเมืองที่เริ่มปลูกผัก โดยหวังว่าหากคนมีดินที่ดีในการเริ่มต้นแล้ว คนก็จะปลูกผักต่อไปเรื่อยๆ นั่นเอง

ปลูกอย่างเดียวไม่พอ ต้องคิดต่อว่า “ขายอะไร”
เมื่อสามารถปลูกผักได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการวางแผนว่า ผลผลิตที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร คุณปูเป้มองว่า การปลูกเพื่อกินกับการปลูกเพื่อสร้างรายได้ สามารถทำไปพร้อมกันได้ เพียงแต่ต้องรู้จักวางแผนตั้งแต่ต้น คุณปูเป้ เล่าว่า “อันไหนที่เราปลูกกิน เราก็ปลูกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่พอปลูกแล้วกินไม่หมด เราก็ต้องคิดต่อว่า ผลผลิตที่เหลือจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง”
ตัวอย่างง่ายๆ คือ กะเพรา โหระพา หรือพริก ซึ่งเป็นพืชที่หลายบ้านนิยมปลูก แต่เมื่อปลูกมากขึ้นก็อาจเกิดปัญหากินไม่ทัน แทนที่จะปล่อยให้ผลผลิตเหลือทิ้ง สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ถนัดเรื่องการแปรรูป ก็ยังมีอีกทางเลือก นั่นคือ การขายต้นกล้า ตั้งแต่ต้นกล้าขนาดเล็ก ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง หรือพืชชนิดอื่นๆ สามารถนำมาเพาะขายได้
หากต้องการเพิ่มมูลค่า ก็สามารถขยับจากต้นกล้าขนาดเล็กไปเป็นต้นไม้ในกระถางขนาด 4 หรือ 6 นิ้ว จัดทรงให้สวย ดูแลให้แข็งแรง ก็สามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้ ที่สำคัญ หากต้นไม้ขายไม่หมด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า เพราะสามารถเลี้ยงต่อจนโต แล้วนำใบ ดอก หรือผลผลิตไปจำหน่ายหรือแปรรูปได้อีก นี่คือหลักคิดสำคัญของปูเป้ในการทำเกษตร คือ “ต้องวางแผนให้ผลผลิตมีทางไปต่อ”

จากผลผลิตในสวน สู่แบรนด์ “ปูเป้ทำเอง”
จากสวนผักเล็กๆ รอบบ้าน ปูเป้ค่อยๆ ต่อยอดผลผลิตไปสู่การแปรรูป จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ปูเป้ทำเอง” จุดเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อน ปูเป้เริ่มจากการเก็บผลผลิตที่ปลูกได้ในสวนของตัวเอง แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นซอสพริก ซอสมะเขือเทศ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเดิมที่ทำเพื่อใช้เองและแบ่งปันให้เพื่อนหรือคนรอบตัว เมื่อได้รับการตอบรับมากขึ้น จึงค่อยๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจำนวนและหลากหลายขึ้น
แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คำถามที่ตามมาคือ หากผลผลิตจากสวนมีไม่เพียงพอ จะทำอย่างไร? ปูเป้เลือกใช้วิธีสร้างเครือข่ายกับเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีแหล่งวัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถนำมาใช้ในการแปรรูปได้ คุณปูเป้ ยังบอกอีกว่า “เราไม่จำเป็นต้องปลูกเองทั้งหมด พอทำมาหลายปี เรามั่นใจแล้วว่าเราขายได้ ก็สามารถสร้างเครือข่ายกับเพื่อนๆ ที่เป็นเกษตรกรอินทรีย์ เพื่อให้มีวัตถุดิบที่ปลอดภัยมาทำต่อได้” จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงสวนเล็กๆ จึงค่อยๆ ขยายออกไปเป็นระบบที่ประกอบด้วย การปลูก การแปรรูป เครือข่ายเกษตรกร และการสร้างแบรนด์

ยุคนี้ “ปลูกเก่ง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างตัวตนให้คนรู้จัก
อีกหนึ่งสิ่งที่ปูเป้มองว่าสำคัญสำหรับคนที่ต้องการสร้างรายได้จากสิ่งที่ทำ คือ การสร้างตัวตน โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลและเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ผู้ขายต้องทำให้คนรู้จักและเข้าใจด้วยว่า สินค้านั้นมาจากใคร มีที่มาอย่างไร และมีคุณค่าอะไร คุณปูเป้ บอกอีกว่า “ถ้าเราจะสร้างรายได้ เราต้องสร้างตัวตนของเราด้วย โดยเฉพาะทางออนไลน์ ต้องมีไลฟ์สไตล์ของเราให้คนเห็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ”
ในอดีต การสร้างฐานลูกค้าอาจเริ่มจากการนำผลิตภัณฑ์ไปฝากเพื่อน ฝากญาติ หรือให้คนใกล้ตัวทดลองชิม เมื่อเกิดความชอบและความเชื่อมั่น จึงค่อยพัฒนาเป็นลูกค้า แต่ปัจจุบัน ช่องทางในการสื่อสารมีมากขึ้น เพียงมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง ก็สามารถนำเสนอสินค้าและเรื่องราวของตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ได้ สำหรับคนที่มีพื้นที่ อาจเริ่มจากการเปิดหน้าร้านเล็กๆ ที่บ้านหรือคอนโด ให้เพื่อนบ้านและคนใกล้ตัวเข้ามาเลือกซื้อสินค้า
ขณะเดียวกัน อีกช่องทางหนึ่งที่ปูเป้ใช้และมองว่าได้ผลดี คือ การออกบู๊ธตามงานอีเวนต์ต่างๆ เพราะการออกงานไม่ได้มีเพียงโอกาสขายสินค้า แต่ยังเป็นโอกาสในการพบลูกค้า พูดคุย นำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคโดยตรง เมื่อเจ้าของสามารถบอกเล่าเรื่องราวของสิ่งที่ตัวเองทำได้จากประสบการณ์จริง ลูกค้าก็จะเกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่นมากขึ้น

“ทำจากใจ” แล้วทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะกลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืน
จากพื้นที่เล็กๆ ข้างบ้านที่เริ่มต้นด้วยการปลูกผักเพื่อกิน วันนี้ “ปูเป้ทำเอง” เดินทางมาไกลกว่านั้น จากการปลูก สู่การแปรรูป จากผลผลิตในสวน สู่ผลิตภัณฑ์ และจากตัวบุคคล สู่การสร้างแบรนด์ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงวิธีปลูกผักในพื้นที่จำกัด แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง เพราะสำหรับปูเป้แล้ว การทำเกษตรในเมืองอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สิ่งที่ยากกว่า คือการมองเห็นว่า “สิ่งที่เรามีอยู่รอบตัว จะเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้อย่างไร”
ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เล็กๆ เศษวัสดุเหลือใช้ ผลผลิตที่กินไม่หมด ต้นกล้า หรือแม้แต่เรื่องราวและประสบการณ์ของตัวเอง ทุกอย่างสามารถนำมาต่อยอดได้ หากรู้จักวางแผน และเมื่อเริ่มต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำอย่างตั้งใจ ใส่ใจ และทำอย่างต่อเนื่อง เพราะรายได้จากการทำเกษตรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการ “ปลูกให้ได้ผลผลิต” แต่เกิดจากการมองให้ครบตั้งแต่ ปลูกให้เป็น ใช้ให้คุ้ม แปรรูปให้ได้ สร้างตัวตนให้คนรู้จัก และวางตลาดให้เป็น
จากสวนเล็กๆ ข้างบ้าน จึงไม่จำเป็นต้องจบลงแค่การมีผักไว้กิน แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพ และค่อยๆ เติบโตเป็นธุรกิจของตัวเองได้ เช่นเดียวกับเส้นทางของ “ปูเป้ทำเอง” ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พื้นที่เล็กไม่ใช่ข้อจำกัด หากเรามองเห็นโอกาสที่อยู่รอบตัว
หากสนใจผลิตภัณฑ์ของ “ปูเป้ทำเอง” สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook : ปูเป้ทำเอง
