ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออก “สมุนไพร” ที่มีศักยภาพสูงในระดับโลก ด้วยภูมิปัญญาพื้นถิ่น ผสานการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงความต้องการสินค้าสุขภาพจากผู้บริโภคทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ตลาดสมุนไพรของไทยเติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคง
ในยุคที่กระแสการดูแลสุขภาพและความงามด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก “สมุนไพรไทย” ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทสำคัญในตลาดส่งออกของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า การส่งออกสินค้าในกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพรของไทยเติบโตขึ้นกว่า 23.1% เมื่อเทียบกับปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างชัดเจน
จากข้อมูลสถิติการส่งออกปี 2567 พบว่า ปัจจุบันตลาดสมุนไพรไทยเติบโตอย่างโดดเด่น ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 4 ของเอเชีย และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จนแตะ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2570 สมุนไพรที่ได้รับความนิยมและมีศักยภาพด้านตลาดส่งออกสูง มักเป็นชนิดที่มีงานวิจัยรองรับ ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารเสริม ยาแผนโบราณ ยาแผนปัจจุบัน และเครื่องสำอาง
ตลาดสมุนไพรไทย โตแรงต่อเนื่อง
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ตลาดสมุนไพรไทยในปี 2566 มีมูลค่ารวมกว่า 872,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกว่า 18,000 ราย และแนวโน้มในปี 2567 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าสมุนไพรสดแห้ง สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย
มูลค่าการส่งออกสมุนไพรในปี 2567 แบ่งได้ดังนี้
- พืชสมุนไพรสด/แห้ง มูลค่าราว 483 ล้านบาท
- สารสกัดสมุนไพร มูลค่าประมาณ 382 ล้านบาท
- น้ำมันหอมระเหย ประมาณ 300 ล้านบาท
กลุ่มประเทศนำเข้าสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเมียนมา ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และมีงานวิจัยรองรับสรรพคุณชัดเจน
6 สมุนไพรไทยยอดนิยม ส่งออกสูงสุดในปี 2567
จากสถิติและข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ สมุนไพรไทยที่มียอดส่งออกสูงสุดและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศมากที่สุด

1. ขมิ้นชัน
ราชาแห่งสมุนไพรไทยที่ครองใจตลาดโลกมาหลายปี ด้วยสารสำคัญ “เคอร์คูมิน” (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันอนุมูลอิสระ และช่วยระบบทางเดินอาหาร นิยมใช้ในอุตสาหกรรมยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง โดยในปี 2567 ขมิ้นชันยังคงเป็นอันดับ 1 ที่มีการส่งออกสูงสุดทั้งในรูปแบบผงและสารสกัด
“ขมิ้นชัน” หนึ่งในสมุนไพรไทยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในตลาดโลก โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึง 7,977.82 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยครองส่วนแบ่งตลาด 5.6% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 450.24 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนคาดว่าในปี 2570 มูลค่าตลาดโลกจะทะลุ 10,958.15 ล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยจะขยับขึ้นแตะ 550 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 11.4%
ที่ผ่านมา กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ประกาศให้ขมิ้นชันเป็น 1 ใน 15 สมุนไพร “Herbal Champions” ที่มีศักยภาพสูงในการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ และพร้อมผลักดันสู่ตลาดสากล สะท้อนโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสมุนไพร พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต
จุดเด่น มีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) สูง ช่วยต้านการอักเสบ บำรุงตับ และระบบย่อยอาหาร
ตลาดหลัก สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, จีน, เยอรมนี

2. กระชายขาว
กระชายขาวเป็นสมุนไพรที่ “ตรงจริต” ตลาดโลก เพราะมีสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกันชัดเจน มีงานวิจัยรองรับ แปรรูปได้หลากหลาย ผลิตง่าย ส่งออกได้ต่อเนื่อง และได้รับการผลักดันในเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีงานวิจัยจากทั้งในประเทศและต่างประเทศสนับสนุนว่ากระชายขาวอาจมีบทบาทในการเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้ความต้องการในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
มูลค่าการส่งออก ประมาณ 220 ล้านบาท (รวมทั้งสด แห้ง และผง)
ตลาดหลัก จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม

3. ฟ้าทลายโจร
“ฟ้าทะลายโจร” (Andrographis paniculata) เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยสรรพคุณทางยาเด่นชัด โดยเฉพาะในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและต้านไวรัส มีสาร Andrographolide ซึ่งมีสรรพคุณเด่นด้านการลดไข้ แก้อักเสบ และเสริมภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนและจีนที่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์จากฟ้าทะลายโจรในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นและแคปซูล
จากรายงานของ The Global Industry Research ระบุว่า ในปี 2565 ตลาดสารสกัดฟ้าทะลายโจรทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 164.18 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตแตะระดับ 331.01 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2571 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกจากธรรมชาติ ส่งผลให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรศักยภาพสูง และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสมุนไพรในตลาดโลก
มูลค่าการส่งออก กว่า 180 ล้านบาท
จุดเด่น มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ต้านไวรัส เสริมภูมิคุ้มกัน
ตลาดหลัก จีน, สิงคโปร์, อินเดีย
4. บัวบก
บัวบกมีสารสำคัญ เช่น Madecassoside และ Asiaticoside ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ลดรอยแผลเป็น และต้านการอักเสบ จึงเป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมสูงทั่วโลก บัวบกถูกพัฒนาเป็นสารสกัดเข้มข้น แคปซูล ยา และเครื่องดื่มสุขภาพ เพิ่มโอกาสในการตอบโจทย์ตลาดที่หลากหลายและสร้างรายได้สูง
ประเทศผู้บริโภคหลัก เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา มีการใช้บัวบกในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและสุขภาพจำนวนมาก ตลาดนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจากเทรนด์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก
มูลค่าการส่งออก ประมาณ 130 ล้านบาท (ส่วนใหญ่ในรูปสารสกัดเข้มข้น)
5. ตะไคร้หอม
ตะไคร้หอมมีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมสดชื่นและสารสำคัญอย่าง ซิทราล (Citral) ที่มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และต้านการอักเสบ จึงถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งออกสดและแห้งแล้ว น้ำมันหอมระเหยตะไคร้หอมยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และได้รับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพและความงาม ทำให้ตะไคร้หอมกลายเป็นสมุนไพรที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและน่าสนใจสำหรับตลาดส่งออก
มูลค่าการส่งออก ประมาณ 110 ล้านบาท (รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยและตะไคร้แห้ง)
ตลาดหลัก สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย

6. กระชายดำ
กระชายดำ กลายเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจในระดับโลก โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดส่งออกสูงถึง 1.94 พันล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตแตะ 3.52 พันล้านบาทภายในปี 2032 ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาดภายในประเทศก็อยู่ที่ประมาณ 377.87 ล้านบาท
กระชายดำนั้นนอกจากผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศแล้ว ยังมีการผลิตเพื่อส่งออกอีกด้วย โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งส่วนมากจะซื้อในลักษณะของกระชายอบแห้ง และการผลิตเพื่อส่งออกนั้น ต้องผลิตให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวไปจนถึงการแปรรูปจึงสามารถส่งออกได้
แนวทางการพัฒนากระชายดำ มุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจาก การพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็วภายใน 1 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก ส่งเสริมให้เกษตรกรไทย ผลิตกระชายดำคุณภาพตามมาตรฐาน GAP และสนับสนุน การปลูกในโรงเรือนระบบปิด หรือ ระบบแนวตั้ง (Vertical Farming) เพื่อควบคุมคุณภาพและเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่
นอกจากนี้ ยังส่งเสริม การนำกระชายดำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง ยา และอาหารเสริม พร้อมทั้ง ผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น อาหารเสริมลดไขมันในช่องท้อง ผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬา (Sport Nutrition) และผลิตภัณฑ์ชะลอวัย (Anti-aging)
ในด้านเทคโนโลยี มีการพัฒนาเทคนิคการสกัดสารสำคัญทางเภสัชกรรม (API) ให้ได้คุณภาพสูงและปริมาณเพียงพอ รวมถึงสนับสนุน งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อต่อยอดกระชายดำสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และขยายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจัยที่หนุนให้ตลาดสมุนไพรไทยเติบโต
- การวิจัยและพัฒนาสารสกัด มีการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรให้มีความเข้มข้น ปลอดภัย และได้มาตรฐานมากขึ้น ทำให้สมุนไพรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น
- นโยบายภาครัฐ “สมุนไพรแห่งชาติ 2566–2570” ส่งเสริมเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ระดับสากล ทั้งด้านการปลูกแบบ GAP และแปรรูป GMP
- กระแสรักสุขภาพทั่วโลก ผู้บริโภคในหลายประเทศหันมาสนใจสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและธรรมชาติ
คาดว่าภายในปี 2570 มูลค่าตลาดสมุนไพรไทยจะทะลุ 100,000 ล้านบาท โดยเน้นการส่งออกในรูปแบบสินค้าสำเร็จรูป เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ มากกว่าวัตถุดิบแห้งเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การยกระดับคุณภาพสินค้า และการพัฒนา “แบรนด์ไทย” จะเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะทำให้สมุนไพรไทยเติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าผลักดันสมุนไพรไทยเป็น Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าขยายมูลค่าตลาดจาก 42,000 ล้านบาทในปี 2566 ให้เพิ่มเป็น 84,900 ล้านบาทภายในปี 2570 ผ่านการต่อยอดในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง พร้อมวางยุทธศาสตร์ปี 2569–2570 มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ของภูมิภาค
สมุนไพรไทยไม่ได้เป็นเพียงภูมิปัญญาพื้นบ้านอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “สินค้าส่งออก” ที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก การพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านคุณภาพ การวิจัย และการรับรองมาตรฐาน จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรที่ยั่งยืนในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก : DITP, กรมการแพทย์แผนไทย , กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , กรมการค้าต่างประเทศ , กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
