แปรรูปสินค้าเกษตร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนา “ปุ๋ยอัดแท่ง…ละลายช้า” เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (ซังข้าวโพด) พร้อมใช้ประโยชน์จากยางพาราในการเคลือบผลิตภัณฑ์ปุ๋ย…เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยธาตุอาหาร เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มมิติความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การเกษตร หรือทำเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ที่มั่นคง เสริมแกร่งเศรษฐกิจครัวเรือน ธุรกิจ และภาพรวมของประเทศในสถานการณ์ที่มีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทั้งนี้ วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพบำรุงผลผลิตการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 02-577-9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” #ปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า #เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร #ยางพารา #เศรษฐกิจ #วทน #สร้างเงิน #สร้างรายได้ #สิ่งแวดล้อม #ปุ๋ย #เกษตร #ผลผลิต #อว
“ถั่วหรั่ง” นับเป็นพืชอัตลักษณ์แห่งคาบสมุทรมลายู ถั่วหรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต 55-72% ไขมันและน้ำมัน 6-7% มีเมทไธโอนีน กรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงกว่าถั่วชนิดอื่น และไม่ใช่พืชตัดต่อพันธุกรรม “…ให้ทำการแปรรูป ผลผลิตที่ได้จากถั่วหรั่ง ถั่วลิสงทำอะไรได้ ถั่วหรั่งก็น่าจะทำได้เช่นกัน…” จากพระราชดำรัส สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน 2560 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชครินทร์ จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยถั่วหรั่งซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์แห่งคาบสมุทรมลายู สู่ความยั่งยืนอย่างครบวงจร ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากสนับสนุนการสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกถั่วหรั่งในพื้นที่ Social Enterprise วิจัยและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ถั่วหรั่งในรูปแบบ “น้ำนมจากพืช” พัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากกากถั่วหรั่ง เป็นเครื่องปรุงรสจากพืช และผลพลอยได้จากเปลือกถั่วหรั่งเป็นวัสดุปรับปรุงดิน เป็นต้น น้ำปลาหวานจากซอสถั่วหรั่ง ล่าสุด ที
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของคุณพ่อศิริ โดยก่อนหน้านี้คุณพ่อศิริมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ แต่เมื่อคุณพ่อศิริได้ทานสมุนไพรมะม่วงหาว มะนาวโห่เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จนอาการดีขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นรวบรวมสายพันธุ์นำมาปลูกที่สมุทรสงคราม จนกลายเป็นธุรกิจครบวงจรของเกษตรกรยุคใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตร คุณทสม์ เจริญช่าง เจ้าของสวนมะนาวโห่ลุงศิริ ต่อจากรุ่นคุณพ่อ คุณทสม์ เล่าว่า “ถ้ามองย้อนไปในช่วง 12 ปีก่อน ขณะที่คุณทสม์ยังศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจอยู่นั้น ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จึงใช้สวนมะนาวโห่ของคุณพ่อเป็นกรณีศึกษา จึงได้เริ่มปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสวนของครอบครัวพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และปลูกมะม่วงหาว มะนาวโห่ แบบเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ผลไม้ชนิดนี้มีชื่อว่า “มะม่วงหาว มะนาวโห่” เรียกได้ว่ามีหลากหลายชื่อเลยทีเดียว บางคนก็เรียกว่า “หนามแดง” บ้างก็เรียกว่า “มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่” ซึ่งหลายๆ คนอาจจะได้ยินเร
แต่ละปี ราคาขายผลมะนาวมีความผันผวน ในช่วงราคาแพงและราคาที่ถูกมาก ส่งผลกระทบให้เกษตรกรขายมะนาวได้ในราคาต่ำ เกิดภาวะมะนาวล้นตลาด บริษัท เลมอนโกลด์ (แอล. เอ็ม. จี) จำกัด ในพื้นที่ตำบลท่าไม้ลวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยรับซื้อมะนาวในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำไปแปรรูปเป็น น้ำมะนาวแช่แข็งส่งขายโมเดิร์นเทรด จุดเริ่มต้นกิจการ นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลมอนโกลด์ (แอล. เอ็ม. จี) จำกัด หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ ไก่มะนาว” เล่าถึงเส้นทางการดำเนินธุรกิจว่า ผมอยู่มะนาวตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ เพราะพ่อแม่ผมทำไร่มะนาวอยู่แล้ว แต่ตัวผมไม่อยากทำไร่จึงหนีไปเรียนช่างกล เรียนจบก็เป็นอาจารย์วิทยาลัยเทคนิค ในปี 2550 ผมตัดสินใจลาออกมาช่วยธุรกิจครอบครัว ที่รับซื้อมะนาวส่งขายในจังหวัดต่างๆ ต่อมาเกิดภาวะขาดทุนจากปัญหามะนาวล้นตลาด จึงตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจมะนาวแช่แข็ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มมะนาวและช่วยเหลือ ญาติพี่น้องที่มีอาชีพปลูกมะนาว “ บริษัทเราผลิตมะนาวแช่แข็งในลักษณะ OEM ส่งขายตลาดโมเดิร์นเทรด ปีแรกส่งขายประมาณ 2-3 ตัน ปี
ปูนา เป็นสัตว์น้ำจืดที่จะเห็นได้ทั่วไปในช่วงที่ถึงฤดูกาลทำนา และสามารถพบเห็นได้ตามสถานที่ชุ่มน้ำทั่วไป หรืออาจจะมีมากในท้องนาที่เป็นพื้นที่สงบ ปูนาเป็นสัตว์ที่ชอบขุดรูอยู่อายุตามแปลงนา คันนา ซึ่งผู้ที่มีความชำนาญจะเห็นรูที่ปูนาอาศัยอยู่ได้ง่าย โดยมีลักษณะเป็นรูกลมรีที่มีลักษณะตามขนาดของตัวปู ปูนาสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ปูนาปิ้งกล้ามใหญ่ๆ หอมๆ หรือจะเป็นลาบปูนา ตลอดไปจนถึงแกงอ่อมก็อร่อยไม่แพงกัน และที่นิยมกินกันและกินได้บ่อยๆ ไม่มีเบื่อก็คงจะหนีไม่พ้นป่นปูนา วิธีการทำป่นปูนาก็ไม่มีขั้นตอนอะไรที่ยุ่งยาก ในขั้นตอนแรกต้องหาปูนามาให้ได้เสียก่อน โดยอาจจะไปขุดตามท้องนาที่เว้นว่างจากการทำนา หรืออาจจะซื้อแบบที่มีการเลี้ยงก็ได้เช่นกัน แล้วนำมาจัดเตรียมดังนี้เลย 1. นำปูนาที่ได้มาล้างน้ำให้สะอาด เพื่อให้ดินและโคลนออกให้หมดจากตัวปู ปูนาล้างให้สะอาด 2. นำปูนาที่ล้างสะอาดแล้วมาปิ้งบนเตาไปให้สุกมีลักษณะส้มเหลือง 3. พร้อมทั้งปิ้งพริก หอมแดง และกระเทียมเหลืองสวย เพื่อเกิดความหอมด้วยเครื่องเทศ 4. จากนั้นนำปูนาที่ปิ้งจนสุก และเครื่องเทศที่เตรียมไว้ใส่ลงครกและตำให้เข้ากัน ปูนาที่ปิ
ท่ามกลางกระแสอาหารเพื่อสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก แนวคิดเรื่อง “แป้งทดแทน” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือการปรับโครงสร้างการบริโภคในระยะยาว หนึ่งในผู้ที่มองเห็นโอกาสนี้อย่างเป็นระบบคือ ผศ.ดร.ธรรมรัตน์ แก้วมณี CO-FOUNDER & CTO บริษัท มูซาเรี่ยม จำกัด (Musarium Co.,Ltd.) ผู้พลิกโจทย์ปัญหาเกษตรกรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้นของการพัฒนา “แป้งจากกล้วยน้ำว้า” ไม่ได้เกิดจากการตั้งต้นทำธุรกิจ หากแต่เริ่มจากบทบาทนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหารโดยตรง โจทย์สำคัญมาจากผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มองเห็นกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการใช้แป้งกล้วยชงน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน ซึ่งมีความต้องการในตลาดระดับหนึ่ง แต่ปัญหากลับอยู่ที่ “ผลิตได้มาก แต่ขายได้น้อย” หลายชุมชนตั้งโรงงานขนาดเล็กหรือรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ผลิตแป้งได้หลักร้อยกิโลกรัมต่อเดือน ขณะที่ยอดจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพกลับอยู่เพียงหลักไม่กี่กิโลกรัม ทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายอย่างชัดเจน “แป้งกล้วยถือว่ามีคุณประโยชน์และคุณสมบัติ
ราชมงคลธัญบุรีเปลี่ยน “ขยะก้างปลาหมอคางดำ” เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใช้เทคโนโลยีสกัดแคลเซียมชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกสร้างสุขภาพที่ดี คว้ารางวัลระดับโลก หัวปลาและก้างปลา เป็นส่วนที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นค่า มักถูกทิ้งเป็นขยะ สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย กลายเป็นแหล่งหมักหมมเชื้อโรค แต่นักวิจัยคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) นำโดย ผศ.ดร.วัชระ ดำจุติ มองเห็นคุณค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจจาก “ขยะก้างปลาหมอคางดำ” นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม นวัตกรรมจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยบำรุงกระดูก เสริมสร้างสุขภาพที่ดี นักวิจัย มทร.ธัญบุรีได้นำหัว หาง ก้าง และเกล็ดปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนำมาผ่านกระบวนการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้แคลเซียมชีวภาพบริสุทธิ์ ประเภทแคลเซียมคาร์บอเนต ปราศจากโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์เจือปน จำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในชื่อ “SARO Calcium Plus” ซึ่งมีปริมาณแคลเซียมชีวภาพสูงถึง 12-15% ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปลาแซลมอน
“ข้าวเม่า” ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวนา ที่นำข้าวนาปีที่อยู่ในช่วงรวงข้าวระยะ 3 เดือน ที่เรียกว่า “ข้าวกำลังเม่า” หรือ “ข้าวตั้งท้อง” มาใส่กระทะคั่วให้สุกพอประมาณ นำไปใส่ครกตำให้เม็ดแบน เอาเปลือกออกก่อนนำ “ข้าวเม่า” ไปขาย อย่างไรก็ตาม ข้าวเม่ามีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษาและการขนส่ง การลิ้มรสข้าวเม่าต้องสั่งจองล่วงหน้าเพราะโดยทั่วไปข้าวเม่าจะถูกผลิตและจัดส่งในวันต่อวัน เพื่อรับประกันคุณภาพความสด ใหม่ และความอร่อย หากทิ้งข้ามวัน ข้าวเม่าจะไม่หอม ไม่เหมาะแก่การบริโภค นวัตกรรม “ข้าวเม่าคลุกกึ่งสำเร็จรูป” อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการแปรรูปข้าวเม่ามาอย่างยาวนาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เล็งเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าคลุกแบบดั้งเดิมซึ่งมีรสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย แต่มีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษาและการขนส่ง นายราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้คิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวเม่
“เราทำแบรนด์นี้ขึ้นมา โดยเปรียบแนวคิดว่ามันคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะขยายต่อ เพราะเราเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งก่อเกิดมาจากเมล็ดพันธุ์ ตัวเราเองก็เหมือนกัน ถ้าเราหว่านอะไรที่มันดีลงไป เมล็ดพันธุ์ที่ดี ก็น่าจะนำพาสิ่งดีๆ แผ่กระจายสิ่งดีๆ ออกไป” คุณอัจฉราวรรณ วงศ์สาธิตกุล (อ๋อย) กล่าว วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอพาทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์ไทย ที่ใช้ข้าวไทยมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลใบหน้าโดยการนำภูมิปัญญามาปรับให้เข้ากับยุคสมัยอย่าง “Bija Herbal” ผงล้างหน้าจากแป้งข้าว เน้นพกพาง่าย แต่คุณภาพอัดแน่น Bija Herbal อ่านว่า บี – จา ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า เมล็ดพืช, เมล็ดพรรณ, แหล่งกำเนิด คุณอัจฉราวรรณ วงศ์สาธิตกุล (อ๋อย) เจ้าของแบรนด์ Bija Herbal ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อว่า เธอเป็นหนึ่งคนที่มีความตั้งใจอยากสร้างแบรนด์ขึ้นมาให้มันเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะขยายส่งต่อสิ่งดีๆ เหมือนกับแบรนด์นี้ที่เธออยากทำของที่มีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ใช้ โดยเน้นพกพาง่าย และใช้ของดีอย่าง “ข้าวไทย” มาแปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เพราะชอบแบบไหน จึงอยากทำของแบบนั้น มันเริ่มมาจากการที่คุณอัจฉราวรรณชื่นชอบในเรื่องของการรักสุขภาพและกา
ข้าวยำ เป็นอาหารที่เชื่อว่า ทุกคนน่าจะรู้จัก และเคยลิ้มลองมาแล้ว หรือบางคนเคยได้ยินชื่อ แต่ยังไม่เคยลิ้มลอง ถ้าเป็นคนใต้หรือเคยผ่านไปทางใต้ เมื่อพบอาหารชนิดนี้แล้ว เชื่อว่า ต้องรีบสั่งมาชิมทันที เพราะด้วยสีสันหน้าตาที่สวยงาม รสชาติกลมกล่อมจากเครื่องปรุงนานาชนิด จึงทำให้ ข้าวยำ กลายเป็นสัญลักษณ์อาหารปักษ์ใต้พื้นเมืองอีกเมนูหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก ข้าวยำ ทำจากข้าวที่เรารับประทานอยู่ทุกวันนี่เอง แต่เพิ่มการปรุงแต่งเล็กน้อย เพื่อให้ข้าวเหล่านั้นมีสีสันและรสชาติที่น่ารับประทาน การทำข้าวยำปักษ์ใต้ให้อร่อย ต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ เริ่มแรกต้องเลือกซื้อบูดูดิบ โดยน้ำบูดูที่ดีต้องมีสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นหอมไม่เหม็นคาว เมื่อนำมาทำน้ำข้าวยำจะได้น้ำบูดุที่ดี รสไม่หวานหรือไม่เค็มเกินไป และไม่เหม็นคาว การทำข้าวยำของคนใต้จะอร่อยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับน้ำบูดู (น้ำบูดู เป็นเครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งของอาหารใต้ มีรสเค็ม ทำมาจากเครื่องในปลาหมักกับเกลือ เนื่องจากน้ำบูดูมีรสเค็ม คนใต้จึงนำมาใส่อาหารแทนน้ำปลา) รสชาติของน้ำบูดูดิบจะมีรสเค็ม แหล่งที่มีการทำน้ำบูดูมาก คือจังหวัดยะลาและปัตตานี เวลานำมาใส่ในข้าวยำต้องเอ
