แปรรูปสินค้าเกษตร
คุณหมู- ปิยะวัฒน จันลา ทายาทรุ่น 6 ที่สืบทอดอาชีพทำนาจากรุ่นบรรพบุรุษในพื้นที่ตำบลศรีนาวา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก คุณหมู ค้นพบว่า การทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ยิ่งทำ ยิ่งขาดทุน จึงเปลี่ยนแนวคิด พลิกผืนนา 40 ไร่จากเดิมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ ใช้ทำนาโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ส่วนที่ดินอีก 8 ไร่ ใช้เพาะปลูกพืชและไม้ผล สำหรับรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในชื่อ “ศูนย์การเรียนรู้ภูกะเหรี่ยง “ เทคนิคทำนาให้ได้ผลผลิตสูง คุณหมูเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและบริหารธุรกิจ หลังมารับช่วงดูแลธุรกิจกิจเกษตรของครอบครัว เขาใช้เวลากว่า 2ปี ศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรเพิ่มเติม โดยนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการฟาร์ม เช่น ติดตั้งสปริงเกอร์ให้น้ำแบบอัตโนมัตในสวนเกษตร การใช้โดรนฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ในนาข้าว และการใช้รถดำนาแทนแรงงานคน เพื่อควบคุมต้นทุน และสามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงขึ้น “ แปลงนาส่วนใหญ่ ถูกใช้ปลูกข้าว กข43 สำหรับป้อนขายโรงสี ผมแบ่งที่
พริกไทย เป็นพืชที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาของเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน และเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงอาหาร โดยทั่วไปแล้วจะคุ้นเคยกับพริกไทยดำและพริกไทยขาว ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำเนื่องจากเปลือกเมื่อทำให้แห้งจะมีสีดำ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออกก่อน พบทั้งการใช้ประกอบอาหารทั้งผลแห้งและผลสดที่มีสีเขียว หรือผลแห้งป่นเป็นผงเรียกพริกไทยป่น แต่ด้วยนวัตกรรมการเกษตรที่พัฒนาขึ้น ทำให้ตอนนี้มีเกษตรกรที่คิดค้นการแปรรูปพริกไทยให้มีมากกว่า 2 สี ได้เป็นที่สำเร็จแล้ว คุณสิทธิโชค สิทธิโชติพงศ์ หรือ พี่หนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 97/2 หมู่ที่ 6 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เกษตรกรเมืองพัทลุง ดีกรีปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม กลับบ้านเกิดพัฒนาสวนพริกไทยของพ่อ แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มทำผลิตภัณฑ์พริกไทย 5 สี สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือน พี่หนึ่ง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนเองทำงานประจำอยู่ที่หาดใหญ่ เป็นพนักงานในห้องแล็บคอยตรวจสอบคุณภาพสินค้านานกว่า 15 ปี จนถึงจุดอิ่มตัวอยากมา
“ปลายข้าว” ที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่า เป็นข้าวตกเกรด เป็นเมล็ดข้าวและจมูกข้าวที่แตกหักจากกระบวนการขัดสีนั้น ความจริงแล้วปลายข้าวอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารหลายอย่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปลายข้าวนอกจากมีราคาถูกและมีกลิ่นหอม นำมาต้มโจ๊กได้อร่อยมาก เป็นเมนูอาหารที่มีคุณค่าเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ปลายข้าวโดยทั่วไปมี 3 ขนาด คือ 1. ปลายข้าวขนาดใหญ่ เรียกกันว่าข้าวท่อน 2. ปลายข้าวขนาดกลาง และ 3. ปลายข้าวขนาดเล็ก มักมีราคาแพง เพราะมีส่วนของจมูกข้าวซึ่งเป็นต้นอ่อน มีทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุมากกว่าส่วนอื่นของเมล็ด ส่วนปลายข้าวเหนียวก็มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับปลายข้าวเจ้าและปลายข้าวหอมมะลิ แต่นิยมใช้เป็นอาหารสัตว์พร้อมใส่รำละเอียดในสูตรอาหารสัตว์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาท้องผูกในสัตว์เลี้ยง เทคนิคเลือกซื้อปลายข้าวคุณภาพดี ปลายข้าวที่นิยมรับประทานมากที่สุดก็คือปลายข้าวหอมมะลินั่นเอง หากใครสนใจซื้อปลายข้าวหอมมะลินำมาต้มโจ๊ก ควรดูลักษณะรูปร่างและขนาดเป็นหลัก เลือกซื้อปลายข้าวหอมมะลิขนาดเล็ก เพราะย่อยได้ง่ายกว่า ปลายข้าวหอมมะลิที่ดีไม่ควรมีกลิ่นหืน ควรซื้อปลายข้าวใหม่ที่สีค่อนข้างใส สะอาด
“สมุทรสงคราม” จังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย โดดเด่นในฐานะเมืองผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าว ลิ้นจี่ และส้มโอ แต่ยังมีของดีอีกอย่างหนึ่ง คือ “กล้วย” ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงพืชปลูกแซมไว้แก้ขัดในสวนผลไม้ ไม่มีมูลค่า หากขายไม่ได้ก็ตัดทิ้ง แต่สำหรับ นายศุภลักษณ์ บัวโรย ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม กล้วยเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้” ให้กับคนในชุมชน โดยพลิกฟื้นคุณค่ากล้วยสมุทรสงครามให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จนได้กลายเป็นต้นแบบธุรกิจชุมชนที่เติบโตอย่างเข้มแข็งด้วยพลังของ “ข้อมูล” และแนวคิด “ธุรกิจปันกัน” ที่ยั่งยืน จากจุดเริ่มต้นในปี 2557 ที่เปิดหน้าร้านขายผลไม้อบแห้งในตลาดน้ำอัมพวา นายศุภลักษณ์ก้าวสู่วงการธุรกิจแปรรูปกล้วยที่เชื่อมโยงเกษตรกรและชุมชน โดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ” ที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ผู้บริโภค เกษตรกร ชุมชน ต้องเดินไปด้วยกันได้” ซึ่งไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยกล้วยพื้นถิ่น ส่วนสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจแตกต่างจากผู้ประกอบการท
เปิดตัวมังคุดแบรนด์ “Q Chan (คิวจันท์)” ภาคตะวันออก นำร่องเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทยสู่ตลาดพรีเมียมระดับสากล เตรียมทำตลาดนำร่องมังคุด 2,000 ตัน ขายทั้งตลาดในประเทศและตลาดสากล ที่ห้อง Control Room ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นายมณฑล ปริวัฒน์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี, ชาวสวนมังคุด ประธานเครือข่ายมังคุดจันทบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคิวจันท์ และผู้ประกอบการส่งออกมังคุด เปิดตัวมังคุดแบรนด์ “Q Chan (คิวจันท์)” ภาคตะวันออก นำร่องผลไม้ไทย เพื่อแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพผลผลิตที่ส่งผลต่อราคา และสร้างความเชื่อมั่นทางตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน นายธนภณ กล่าวว่า โครงการ Q Chan (คิวจันท์) เกิดขึ้นจากปัญหาราคามังคุดที่มีความผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเครือข่ายเกษตรกรพบว่า คุณภาพผลผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาตลาดโดยตรง ขณะเดียวกันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างยากลำบากและส่งผลกระทบต่อคุณภาพโดยรวม จึงเกิดความร่วมมือจากเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและภาครัฐ
จากวิศวกรปิโตรเลียมผันตัวเข้าสู่เส้นทางเกษตรกรรุ่นใหม่เมืองจันท์ “ สุพเจตน์ สินธุพัฒน์” สานต่อกิจการครอบครัว สวนทุเรียน “แม่น้ำภูเขา” บริษัท วิชชุสัณห์ จำกัด ซึ่งมีเนื้อที่เพาะปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พันธุ์ทุเรียนมูซังคิงและสายพันธุ์อื่นๆ กว่า1,000 ไร่ ในพื้นที่อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ต้นแบบสวนทุเรียนอินทรีย์อัจฉริยะ สาร BY2 เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง ในปี 2568 จีนได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบ สาร BY2 กับทุเรียนนำเข้าทุกล๊อต ทำให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องปรับมาตรฐานการส่งออกมีต้นทุนเพิ่มขึ้น สุพเจตน์ ตั้งเป้าหมายพัฒนาสวนทุเรียน “แม่น้ำภูเขา” สู่การผลิตทุเรียนอินทรีย์อย่างครบวงจรเพื่อเจาะตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูง โดยนำความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในสวนทุเรียนของครอบครัว พัฒนาสู่ระบบ Agri Future Hub ศูนย์กลางเกษตรยุคใหม่ที่ผสมผสาน AI, IoT และ Big Data สามารถวางระบบการทำเกษตรที่แม่นยำและยั่งยืน โดยติดตั้งระบบน้ำอัจฉริยะ ใช้โดรนตรวจสุข
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตะหนักดีว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ในอาเซียน วว.โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้นำสมุนไพรไทย “ว่านหางจระเข้” มาใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างประชากร ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่ทำให้เราต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นต้น สมุนไพรว่านหางจระเข้ (Aloe vera ) มีสรรพคุณเด่นด้านบำรุงสุขภาพ สามารถใช้เป็นยาภายในและยาภายนอก รวมทั้งใช้เสริมสุขภาพความงาม ปัจจุบัน วว.ประสบความสำเร็จในการนำว่านหางจระเข้ มาสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3 รายการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักสุขภ
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์ ในยุคที่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งราคาพืชเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น “การปรับตัว” จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ลุงอ๊อด-เอนก วรนันท์ปัญญา เจ้าของสวนบุญธรรม จังหวัดพัทลุง ผู้พลิกสวนยางพาราธรรมดา 14 ไร่ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานที่สร้างรายได้ยั่งยืน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ จากสวนยางพารา สู่การทำเกษตรผสมผสาน ลุงอ๊อด เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นพนักงานเงินเดือน ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร ทำสวนบุญธรรมที่ปลูกผลไม้ต่างๆ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสุราและไวน์ สวนบุญธรรมเคยเป็นสวนยางพาราขนาด 14 ไร่ เช่นเดียวกับสวนอีกมากมายในภาคใต้ ยางพาราเคยเป็นความหวังใหญ่ แต่เมื่อราคายางตกต่ำลงต่อเนื่อง การพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวกลับกลายเป็นความเสี่ยง ลุงอ๊อดมองเห็นว่าหากยังยึดติดอยู่กับการทำยางพาราอย่างเดียว ชีวิตจะไม่มั่นคง จึงตัดสินใจปรับสวนยางให้เป็นเกษตรผสมผสาน “ช่วงนั้นราคายางไม่ดี รวมถึงการมีโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสเกิดขึ้น เกษตรกรในพื้นที่จึงหันมามองหาพืชอย่างอื่นทำรายได้ ตัวผมเองได้โค่นต้นย
ท่ามกลางการพึ่งพาอาหารทางการแพทย์นำเข้าที่มีมูลค่าสูงถึงปีละหลาย 100 ล้านบาท งานวิจัยของนักวิชาการไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนา “อาหารทางการแพทย์” ที่มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากลได้ด้วยวัตถุดิบเกษตรของตัวเอง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยอาหารทางการแพทย์จาก “น้ำนมผสมข้าว” เปิดเผยว่า นี่คืองานวิจัยอาหารทางการแพทย์สัญชาติไทยรายแรกของประเทศ ที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้มูลค่ากว่า 300–500 ล้านบาทต่อปี โดยพัฒนาเป็นทั้งอาหารพร้อมบริโภคและอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนตามมาตรฐานสากล หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้ คือการยกระดับวัตถุดิบเกษตรไทยอย่าง “ข้าว” และ “น้ำนมโค” ให้กลายเป็นอาหารทางการแพทย์คุณภาพสูง ข้าวกล้องซึ่งเป็นส่วนเหลือจากการขัดสี ที่เดิมมีมูลค่าเพียง 10–20 บาทต่อกิโลกรัม ถูกเพิ่มมูลค่าเป็น 180–200 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกัน ยังช่วยแก้ปัญหาน้ำนมล้นคลัง ด้วยการใช้น้ำนมโคของเกษตรกรไทยถึง 40% ของส่วนผสมทั้งหมด “ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดั
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคใต้ พบข้อมูลที่น่าสนใจของมังคุดทิพย์พังงา สวนบ้านแม่ หมู่ที่ 1 ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสินค้าตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดพังงา โดยเจ้าของสวนนายธนวัฒน์ มโนวชิรสรรค์ ได้ต่อยอดสวนมังคุด 20 ไร่ อายุต้น 50 ปี ของครอบครัว โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาประยุกต์มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศัตรูพืชแบบชีววิธี ติดตั้งระบบน้ำาอัจฉริยะที่สามารถวัดอุณหภูมิและความชื้นในดิน มีการให้น้ำผ่านมือถือ การนำรถตัดหญ้านั่งขับ เครื่องพ่นสาร มาใช้เพื่อลดการใช้แรงงาน นอกจากนี้ในส่วนของผลผลิตมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำมังคุดสกัดเย็น สมูทตี้มังคุด มังคุดกวน แยมมังคุด เป็นต้น โดยร่วมกับหน่วยงานหน่วยงานภาครัฐเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นำไปสู่การยกระดับการแปรรูปผลผลิตมังคุดจนได้รับรองมาตรฐาน อย. สามารถเป็นต้นแบบให้คนในชุมชนนำไปปฏิบัติตามได้ “นอกเหนือจากการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพและแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานแล้ว มังคุดทิพย์พ
