เทคนิคเกษตร
เมื่อลงมาถึงภาคใต้ หากไม่เอ่ยถึงไม้ดอกชนิดหนึ่งที่ให้ผลมีชื่อคล้ายผลไม้คงไม่ได้ เพราะในอดีตพบมากเฉพาะพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่ปัจจุบัน กระจายปลูกไปยังพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมากเท่าๆ กับภาคใต้ ไม้ดอกชนิดนั้น คือ มะม่วงหิมพานต์ มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ในทางวิทยาศาสตร์ มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ดอกยืนต้น นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2544 โดยพระยารัษฏานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ทำให้มีชื่อเรียกตามสำเนียงภาษาถิ่นใต้ต่างกันไป เช่น กาหยู กาหยี เม็ดล่อ ยาร่วง ยาโห้ย และหัวครก เป็นต้น เม็ดมะม่วงหิมพานต์นี้ ขึ้นอันดับของฝาก รับประทานอร่อย ของจังหวัดกระบี่ แต่วางจำหน่ายในรูปของเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว ขึ้นกับกลุ่มผู้ผลิตว่าจะใช้ชื่อใด แต่กรรมวิธีการทำให้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ออกสู่ตลาดและได้รสชาติติดใจคนรับประทาน คือ การคั่วและอบ ในจังหวัดกระบี่ บ้านไร่ใหญ่ ควนต่อ และคลองรั้ง เป็นชุมชนที่มีการแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์มากที่สุด แต่สำหรับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านไร่ใหญ่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว ติดทอปชาร์ตความอร่อย ถึงขั้นได้รับร
ต้นกก วัชพืชที่ (ไม่) ไร้ประโยชน์ เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ ในหนอง คลอง บึง นาลุ่มที่มีน้ำขัง รวมถึงในดินโคลนหรือดินเหนียว ขึ้นได้ทุกภาคของประเทศไทย มีการนำกกมาทำประโยชน์ อาทิ การทำเสื่อ นำมาตกแต่งสถานที่ต่างๆ คุณอิสระ ชูภักดี หรือ คุณอิส ชาวจันทบุรี เป็นคนรุ่นใหม่ที่นำกกมาทำประโยชน์ สร้างเป็นแบรนด์ของตัวเอง คุณอิสจบปริญญาตรี วิชาเอกสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง งานแรก คือจัดรายการวิทยุ ช่วงนั้นวิทยุชุมชนเกิดขึ้นพอดี จัดรายการ 10 ปี ก็ไปเป็นพนักงานบริษัทส่งออกจิวเวลรี่ 6 ปี ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวกับครอบครัว และเป็นคอลัมนิสต์ให้กับวารสารจันท์ยิ้ม จุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ (แรงบันดาลใจ) สมัยก่อนเห็นแม่รับจ้างจักสานกก คลุกคลีกับขั้นตอนการทำเสื่อกกมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้สนใจอะไร มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า “แม่ของเขาทอเสื่อลายเฉพาะได้ ถ้าหมดแม่ ก็ไม่มีใครทอได้ ลายเสื่อเฉพาะก็จะตายไปพร้อมแม่” จนวันหนึ่งเห็นแม่ของเพื่อนกลับมาจากโรงพยาบาลในสภาพอิดโรย คำพูดของเพื่อนก้องขึ้นมาในหัวว่า “ถ้าหมดแม่ ก็จะไม่มีใครทอเสื่อลายเฉพาะนี้ได้” เลยเกิดความรู้สึกว่าต
ถ้าให้นึกถึงชื่อแกงแบบสกุลครัวไทยโบราณย่านภาคกลาง เราคงนึกถึง “แกงบอน” เป็นอันดับต้นๆ นะครับ ด้วยว่าลักษณะเนื้อแกง วัตถุดิบที่ใช้ และรสชาติเมื่อปรุงเสร็จ เป็นกับข้าวที่ไม่ค่อยพบเห็นกันมากนักแล้ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ แถมวิธีการปรุงก็มีขั้นตอนซับซ้อนไม่น้อย เนื่องจากวัตถุดิบหลัก คือก้านของต้นบอน (Elephant Ear) บางชนิดนั้นมีความคัน ต้องรู้วิธีแก้ไข จึงจะปรุงรับประทานได้ ผมเองแทบไม่เคยทำหรือกินแกงบอนมาก่อน เพราะกลัวเรื่องคันนี่แหละครับ จนเมื่อเร็วๆ นี้ รถกับข้าวเอาบอนก้านอวบใหญ่มากๆ จากนครราชสีมามาเร่ขาย ว่าปรุงกับข้าวได้เลย ไม่คัน แถมลอกเปลือกมาแล้ว ผมลองซื้อมาทำดูก็เห็นจริงตามนั้น คือไม่คัน แปลว่ามีบอนชนิดที่ไม่คัน (หรือคันน้อยจนแทบไม่รู้สึก) อยู่ด้วย และเมื่อผมลองเอามาแกงเหลืองกิน ก็ทำให้เข้าใจเลยว่า ถึงแม้จะคันอย่างไร คนก็ยังคงพยายามกินบอนให้ได้อยู่นั่นเอง เพราะเนื้อก้านบอนนั้นนุ่มนวลละมุนละไมมากๆ ครับ ตำรากับข้าวไทยโบราณแสดงวิธีแกงบอนไว้คล้ายๆ กัน อย่างเช่น ตำรับอาหารวิทยาลัยในวัง (2536) กับอีกเล่มคือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนางศักดิ์พลฤทธิ์ (2535) ให้ใช้พริกแกงแบบแกงคั่ว นั่นคือมีข
ชื่อสามัญ : สะเลียม (เหนือ), กะเดา (ใต้), Neem tree, Pride of China, Holy tree ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica วงศ์ : Meliaceae สะเดาน้ำปลาหวานปลาดุกย่าง เป็นอาหารโปรดของคนไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และเป็นหนึ่งในเมนูโปรดปรานของผู้เขียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่มาชอบทีหลังเมื่อวัยถึง แบบ “กินของขม ชมเด็กสาว เล่าความหลัง” แต่อย่างใด ยังมีอีกคำพังเพยโบราณที่กล่าวไว้ว่า “หวานปานน้ำอ้อย พอกสะเลียม” ก็หมายความถึง คารมหวานๆ ของไอ้หนุ่มตอนจีบสาวใหม่ๆ ไงครับ แรกปิ๊งกันข้างนอกหวานหยดย้อยดุจน้ำผึ้ง พอเล็มน้ำผึ้งที่เคลือบไว้หมดสาวเจ้าก็เจอความขมของสะเดาที่ซ่อนไว้ภายในเข้าให้” หรืออะไรทำนองนี้แหละ เรื่องแบบนี้ตัวใครตัวมัน รายละเอียดเงื่อนไขของหัวใจย่อมต่างกันไปตามแต่ละบุคคลและกาลเทศะครับ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้น ใบเลี้ยงคู่ สูงได้ตั้งแต่ 5-12 เมตร ทุกส่วนของต้นมีรสขมจัด เปลือกต้นมักแตกล่อนเป็นสะเก็ดร่องๆ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับกัน ขอบใบมีหยัก รูปใบเอี้ยวโค้งนิดๆ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง สีขาว ผลกลมรี สีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีดำ เมื่อไม่นานมานี้ปรากฏว่ามีสะเดาพันธุ์สีดำออกมาสู่ตลาดด้วย
คิดว่าทุกท่านแฟนๆ “คอลัมน์ครัวชาวบ้าน” คงเคยได้ยินชื่อ โสม กันมาบ้างแล้วนะคะ และสำหรับโสมที่มีชื่อเสียงก็ต้องยกให้ โสมเกาหลี เขาล่ะ ซึ่งโสมก็ยังถือว่าเป็นพืชสมุนไพรบำรุงร่างกายชั้นยอดของคนทั้งโลกชนิดหนึ่งนั่นเอง โสม เป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศจีนและเกาหลี มีหลากหลายชนิด และแต่ละชนิดก็ให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป หากแบ่งตามขั้นตอนและวิธีการเก็บรักษา โสมอาจแบ่งได้ 3 ชนิด คือ โสมสด มักจะเก็บเกี่ยวโสมที่มีอายุไม่เกิน 4 ปี โสมขาว คือโสมที่มีอายุตั้งแต่ 4-6 ปี ปอกเปลือกแล้วนำไปอบแห้ง โสมแดง คือโสมที่มีอายุ 6 ปี นำไปนึ่งด้วยไอน้ำแล้วนำไปทำให้แห้ง โสมถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยาวนาน กว่า 2,000 ปี โสม เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นชื่อด้านสรรพคุณทางยา โดย โสม สามารถแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ ดังนี้ 1. โสมเกาหลี ชื่อท้องถิ่น โสมคน หรือ หยิ่งเซียม 2. โสมจีน ชื่อท้องถิ่น ชั่งชิก 3. โสมอเมริกัน ชื่อท้องถิ่น เอี่ยเซียม โสมชนิดต่างๆ กับสรรพคุณทางยาตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน โสมจีน หรือ ชั่งชิก แพทย์แผนจีนกล่าวว่า ใช้บำบัดอาการอาเจียนมีเลือดปน มีประจำเดือนไม่หยุด มีเลือดออกหลังคลอดบุตร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum Spp. ชื่อวงศ์ LAURACEAE ชื่อสามัญ Cinnamon ชื่ออื่นๆ อบเชย สะวง (ปราจีนบุรี) ฝักดาบ (พิษณุโลก) กระเจียด (ยะลา) พญาปราบ (นครราชสีมา) บอกคอก (ลำปาง) โมงหอม กระแจงโมง (ชลบุรี) มหาปราบ (ภาคกลาง) อบเชยไทย ดิฉันไม่ใช่คนโลกสวย แต่ก็คิดมากในเรื่องชื่อที่คนเรียกแต่ละภาค แต่ละจังหวัด จึงมีชื่อแปลกๆ มากมาย แต่ชื่อที่คนเรียกและรู้จักมากที่สุดคือ “อบเชย” ซึ่งผู้คนที่เป็นพ่อบ้านแม่บ้านหรือคนปรุงอาหารต้องรู้จักแน่นอน แต่ถามวัยรุ่นที่อายุไม่เกินยี่สิบ จะตอบว่าเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ถ้าใครเคยกินพะโล้ ก็คงได้กลิ่นตัวดิฉัน หรือกินพริกแกงกะหรี่ก็ได้กลิ่นเครื่องเทศ นั่นแหละ มีดิฉันอยู่ในเครื่องปรุงนั้นด้วย แม้จะไม่เคยเห็นดิฉันเป็นชิ้นเป็นแท่ง เพราะเดี๋ยวนี้ในเชิงการค้าอุตสาหกรรมอาหาร เขาเอาเปลือกต้นดิฉันไปผ่านกรรมวิธีแล้วบดเป็นผงผสมเครื่องปรุงอาหาร ผสมยา ผสมเครื่องสำอาง เนื่องจากในเปลือก ต้น เนื้อ ดิฉัน มีสารเคมีและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเฉพาะตัว และมีสรรพคุณ มีประโยชน์ต่อร่างกายคนมากมาย ดิฉันเป็นต้นไม้ที่มีคนรู้จัก และเป็นไม้โบราณโดยมีประวัติมีชื่ออยู่ในมหาชาติคำหลวง ส
สวนนงนุชพัทยา…สวรรค์แห่งการพักผ่อน มาที่เดียวเที่ยวได้ครบครัน รับประกันความงดงามด้วยรางวัลชนะเลิศเหรียญทองจากงานประกวดจัดสวนระดับโลก นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงาม อลังการ บนเนื้อที่กว่า 1,700 ไร่ เก็บรวบรวมพันธุ์ไม้ในเขตร้อนมากกว่า 18,000 ชนิด เป็นศูนย์กลางของสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เด็กเยาวชน ภายใต้แนวคิดรักษ์ต้นไม้ ลดโลกร้อน และเป็นสวนสวยสำหรับทุกคนในโลกนี้ โรงละคร “นงนุชเธียเตอร์” สวนนงนุชพัทยา ติด 1 ใน 10 ของสวนสวยที่สุดในโลก โดยได้รับการการันตีจากเว็บไซต์ทั่วโลก พร้อมรางวัลเกียรติยศมากมาย อย่ารอช้า หนีเมืองกรุงไปเติมโอโซนให้เต็มปอดที่ สวนนงนุชพัทยา สถานที่ซึ่งอบอุ่นไปด้วยความรัก ธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ สัตว์เลี้ยงน่ารัก ดอกไม้แสนสวย ห้ามพลาด…ปักหมุดเอาไว้เลย ต้องแวะเช็คอิน โรงละคร นงนุชเธียเตอร์ หนึ่งในจุดท่องเที่ยวสำคัญของสวนนงนุชพัทยา คุณโต้ง หรือ คุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ทุ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท ก่อสร้างโรงละคร นงนุชเธียเตอร์ บนพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร รองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 2,030 ที่นั่ง เมื่อม่านเวทีอันสวยงามถูกเปิด
สมุนไพรไทยที่เอามาเล่าสู่กันฟังเรื่อง “ชะลอวัย ไกลโรค” เพื่อต้อนรับ “สังคมผู้สูงอายุ” ของไทย ถ้าจะเรียกให้เท่ๆ ต้องบอกว่า “สังคมอายุวัฒนะ” เหมือนสังคมที่เจริญแล้วในตะวันตก ในที่นี้ขอประเดิมด้วย “เพชรสังฆาต” สมุนไพรใช้รุกฆาตโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน อันเป็นโรคประจำสังขารของคนวัยชราทั้งชายและหญิง ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ “อัฐิธาตุ” หรือ “ธาตุกระดูก” ในฐานะที่เป็น “ปฐวีธาตุ” หรือ “ธาตุดิน” ซึ่งเป็นธาตุโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่ช่วยพยุงร่างกายให้มีรูปทรงตั้งอยู่ได้ ในทางกระดูกวิทยา (Osteology) กล่าวว่า การสะสมแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกสูงสุดอยู่ในช่วงวัย 14 ปี สำหรับผู้หญิง และวัย 16 ปี สำหรับผู้ชาย ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดปฐมวัยตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย แต่กระดูกยังสามารถเสริมความหนาตัวได้อีกจนถึงอายุ 30 ปี จากนั้นจึงค่อยๆ เสื่อมลงโดยจะสูญเสียมวลกระดูกไปประมาณปีละ 0.5-1% ทั้งชายและหญิง นี่กระมังเป็นเหตุให้คัมภีร์แพทย์แผนไทยกล่าวไว้ใน “วัยสมุฏฐาน” ว่าเมื่อคนเราอายุราว 30-32 ปีก็เข้าสู่แดนปัจฉิมวัย อันเป็นวัยที่กระดูกเริ่มเสื่อมนั่นเอง “เพชรสังฆาต” เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุง
คนในชุมชนตำบลหนองตูมและตำบลท่าฉนวน ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักและมีอาชีพการแปรรูปผลผลิตทางด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม ในระหว่างที่พักจากการทำการเกษตร โดยเฉพาะในเขตตำบลท่าฉนวนที่คนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำกล้วยอบเนยเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากในพื้นที่นี้มีการปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องเป็นจำนวนมาก กล้วยพันธุ์นี้สามารถนำมาทำเป็นกล้วยตาก กล้วยอบเนย ทำเป็นผลิตภัณฑ์และของฝากที่ขึ้นชื่อของตำบลท่าฉนวน ดังปรากฏในคำขวัญประจำตำบลตอนหนึ่งว่า “นามกระเดื่องกล้วยอบเนย” ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทำกล้วยอบเนยหลายกลุ่ม จัดตั้งโดยสำนักงานเกษตรอำเภอกงไกรลาศ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้สามารถดำเนินการผลิตกล้วยอบเนยให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยจะมีสมาชิกร่วมกันดำเนินงาน มีการแบ่งหน้าที่ แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน สามารถหารายได้ให้กับเกษตรกรที่มาร่วมในโครงการและคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถที่จะทำเป็นสินค้าส่งขายต่างจังหวัดและส่งออกต่างประเทศ ทั้งจีน มาเลเซีย จัดเป็นสินค้าที่นำเงินมาสู่อำเภอกงไกรลาศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี บ้านเลขที่ 288 หมู่ที่ 2 บ้านหนองบัว ตำบลท่าฉนวน อำเภอก
บัว ถือเป็นพืชที่น่าสนใจ เพราะประโยชน์หลากหลายใช้ได้ทุกส่วนจริงๆ แล้วยังมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เพื่อการบำรุงความงามได้ด้วย บัว มีรสฝาด ขม หวาน มีคุณสมบัติเย็นเกือบทุกส่วน ใช้แก้ไข ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ หากแยกเป็นส่วนๆ จะพบว่า ลำต้นหรือสายบัว มีรสฝาด เย็น มีกลิ่นหอม ขับปัสสาวะ และขับพยาธิ แก้อาการปัสสาวะขัด ราก มีรสขม เย็น แก้ไข ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ เจ็บหน้าอก ควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้ (spermatorrhoea) ดอกบัว มีรสหวาน ฝาด เย็น และบำรุงหัวใจ ใช้แก้ท้องเสีย ไข้ แก้โรคตับ แก้ช้ำใน หลอดลมอักเสบ ไอ แผลพุพองตามผิวหนัง ช่วยให้นอนหลับ ผลและเมล็ด รสขม ฝาด หวาน เย็น บำรุงร่างกาย ฟอกเลือด และบำรุงกำหนัด ใช้แก้อาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง แก้โรคผิวหนัง ปาก (ลมหายใจ) มีกลิ่น ประจำเดือนมามากเกินไป ตกขาว ไข้ ใบบัว มีรสขม เย็น แก้ปัสสาวะขัด ริดสีดวงทวาร และโรคผิวหนังกำเริบ เกสรบัว มีรสฝาด เย็น บำรุงหัวใจ ใช้แก้ท้องเสีย ริดสีดวงทวาร แก้อาการอักเสบ ร้อนใน (แผลในปาก) และประจำเดือนมามากเกินไป อีกส่วนของบัวคือ ไหลบัว เปรียบเสมือนหน่อของบัว มีคุณสมบัติคล้ายกับหน่อไม้คือ มีคุณสมบัติร้อน เพราะเป็
