เทคนิคเกษตร
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจักสานต้นคลุ้มบ้านวังตง จัดตั้งเมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2555 สมาชิกเริ่มจัดตั้งมี 90 คน สมาชิกปัจจุบัน 65 คน (เฉลี่ยอายุ 45 ปี) ประธานกลุ่ม นางสาวอรุณี เกาะกลาง อายุ 43 ปี ที่ทําการกลุ่ม เลขที่ 3 หมู่ที่ 4ตําบลนาทอน อําเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่ม เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพทําสวนยางพารา เมื่อปี พ.ศ. 2555 ราคายางพาราตกต่ำ ประกอบกับในพื้นที่มีฝนตกชุกตลอดปี ไม่สามารถกรีดยางได้ทุกวัน ทําให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงได้รวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว โดยการทํากิจกรรมจักสานต้นคลุ้ม เนื่องจากต้นคลุ้มเป็นวัตถุดิบในท้องถิ่นซึ่งพบมากในสวนยางพารา ประกอบกับมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และสมาชิกในครอบครัวสามารถทําได้ทุกคน เมื่อยามว่างจากงานในสวนไร่นา งานประจํา หรือหลังจากเลิกเรียน (ฝาชี 1 ใบ สร้างงานได้ 5 คน) และจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจักสานต้นคลุ้มบ้านวังตง” ปัจจุบัน กิจกรรมจักสานต้
มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุนานนับร้อยปี หรือเป็นพืชบรรพบุรุษที่เป็นมรดกทั้งต้นมะพร้าวและพื้นที่ที่ส่งต่อรุ่นลูก รุ่นหลาน นอกจากนั้นมะพร้าวยังได้รับการขนานนามว่า เป็นพืชแห่งชีวิต (Tree for life) เป็นพืชสารพัดประโยชน์จากทุกส่วนของต้น เป็นที่มาของปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่โบราณกาล ประโยชน์ของมะพร้าวจากส่วนต่างๆ มีดังนี้ 1. รากมะพร้าว ลักษณะเป็นเส้นยาว เหนียว ใช้สานเป็นตะกร้าและสิ่งประดิษฐ์ทั่วไป 2. ลำต้น ต้นที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จะโค่นนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ พาน จาน ช้อน ทัพพี ใบมะพร้าว นำมาจักสานทำกระเช้า ชะลอม ห่อขนม ก้านใบหรือทางมะพร้าว นำมาใช้ทำไม้กวาด กระจาด ยอดอ่อนหรือหัวใจมะพร้าว นำมาทำเป็นอาหาร ช่อดอกหรือจั่นมะพร้าว เป็นที่หมายปองของผึ้งและแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารตลอดปีที่ดี ที่จะเป็นน้ำผึ้ง ทำให้มีการติดผลมะพร้าวเพิ่มขึ้น และน้ำตาลจากช่อดอกจะนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลมะพร้าว เปลือกหรือกาบมะพร้าวสด ใช้เป็นวัสดุปลูกหรือแท่งปลูกกล้วยไม้ สำหรับกาบมะพร้าวแห้งมีความแข็งแรง คงทน ยืดหยุ่นมีสปริง นำมาใช้ทำเชือก พ
ชื่ออื่นๆ พรหมตีนสูง, ขันหมากเศรษฐี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aglaonema tenuipes Engl. วงศ์ : ARACEAE ว่านขันหมากป่า ในตำราฝรั่งบันทึกไว้ว่า อยู่ในจำพวก Aglaonema เช่นเดียวกับ เขียวหมื่นปี กวักทองคำ กวักใบลาย กวักมรกต ฯลฯ ที่เป็นไม้ประดับทั่วไปตามท้องตลาด แต่คงไม่มีว่านชนิดไหน หรือต้นไม้อะไรที่จะมีช่วงระยะเวลาการสุกของผลนานเท่ากับว่านขันหมากป่านี้อีกแล้ว โดยปกติผู้เขียนเองก็เป็นคนดื้อ ไม่ค่อยยอมเชื่ออะไรง่ายๆ จากการที่เคยอ่าน เคยศึกษาค้นคว้ามาบ้าง ถ้านับจากเมล็ดเริ่มงอกจนถึงต้นสมบูรณ์พอที่จะให้ลูกติดผลได้ก็ปาเข้าไป 6-7 ปีโน่น ด้วยเหตุและผลประมาณนี้เอง จากการที่ว่านขันหมากป่ามีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้ามากๆ จึงพอจะเป็นสมมุติฐานได้ว่า เมื่อตัวว่านขันหมากป่าเองยังแก่ช้า ก็ย่อมมีสรรพคุณชะลออายุ ชะลอความเหี่ยวชราได้เป็นอย่างดี มีส่วนจริงนะ ขนาดมะพร้าวต้นสูงๆ ผลโตกว่าว่านขันหมากป่าตั้งหลายเท่ากว่าจะแก่ยังใช้เวลาแค่ปีเดียวเอง แล้วเจ้าว่านนี่ผลเล็กนิดเดียวเท่าปลายก้อย ทำไมมันจึงได้สุกยากสุกเย็นพรรค์นี้ก็ไม่ทราบ ด้วยความอยากรู้ อยากพิสูจน์ จึงได้ขุดลงมาจากยอดเขาสองต้น ติดลูกเขียวๆ มาด้วยสองช่อ เอามาปลูก
คุณคำเดื่อง ภาษีชาวอำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมได้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว คือการปลูกปอ ในช่วงแรกราคาผลผลิตดีจึงได้กู้เงินเพื่อลงทุนขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปเรื่อยๆ จนชาวบ้านในชุมชนต่างก็หันมาปลูกปอกันทุกคน เมื่อผลผลิตออกมามาก พืชที่เคยราคาดีก็ตกต่ำจนไม่มีราคา ประสบปัญหาการขาดทุนจึงได้หันมาปลูกอ้อยและมันสำปะหลังโดยการกู้เงินมาลงทุน ทำให้มีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว ทำให้ท้ายที่สุดคุณคำเดื่องต้องหันไปหาอบายมุข ติดสุรา สูบบุหรี่ หลังจากกู้เงินมาทำการเกษตรจนเป็นหนี้สินมากมาย คุณคำเดื่องได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาชีวิตด้วยการมองดูความผิดพลาดของตนเองที่ผ่านมา จึงเริ่มลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและพบว่าปริมาณผลผลิตคงเดิมแต่ค่าใช้จ่ายลดลง จึงมีแนวคิดดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง โดยยึดแนวทางปรัญาของเศรษฐกิจพอเพียงจนในที่สุดสามารถปลดหนี้ได้ และได้ทดลองทำนาแบบธรรมชาติเป็นเวลา 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จจากวิถีทางเกษตรกรรมธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปราบศัตรูพืชหรือปุ๋ยเคมี แต่ซากพืชและฟางคือสิ่งวิเศษที่สุดที่ธรรมชาติให้มารักษาผืนดินที่เสื่อมโทรมโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี เมื่อประสบความสำเร็จตามแน
ชื่อสามัญ : เทพทาโร (Safrol laurel) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. วงศ์ : LAURACEAE “…เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตราตรู มลิวันพรรณจิกจวง ดอกเปนพวงร่วงเรณู หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตรคิดวนิดา” (บทเห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร) “จวง” หรือ “จวงหอม” เป็นไม้หอมที่มีการกล่าวถึงตั้งแต่โบราณกาล ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ชื่อ และไม่เคยรู้มาก่อนว่า จวง หรือ จวงหอม ที่คนใต้เรียกนั้นคือต้นเดียวกับ “เทพทาโร” นั่นเอง เมื่อเดือนก่อนที่จะมีการปิดเมือง ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเห็นต้นใหญ่ๆ ที่จังหวัดชุมพรโดยบังเอิญ รู้สึกตื่นเต้น และแปลกใจเป็นอย่างมากที่ต้นใหญ่ขนาดนี้ยังมีหลงเหลืออยู่อีก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะโดนโค่นไม่เหลือแม้แต่ตอ และราก… ณ เวลานี้ เทพทาโร เป็นสมุนไพรไทยในจำนวน 22 ชนิด ที่อยู่ใน “ภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอม จึงเป็นที่นิยมในการนำมาแกะสลัก ทำของใช้ ของตกแต่งบ้าน ส่วนเศษไม้ที่เหลือก็นำมากลั่นน้ำมันหอมระเหย เมื่อขยี้ใบ หรือถากต้นและเปลือก ดมดูจะมีกลิ่นมิ้นต์ หรือกลิ่นน
ถึงผมจะชอบปั่นจักรยานเที่ยวเล่นตามเขตชานเมือง แต่ก็นับครั้งได้ ที่จะออกไปปั่นบนเส้นทางบางบอน – บางขุนเทียนชายทะเล ค่าที่ว่าถนนเส้นนั้นเป็นทางตรง เรียบ แล้วก็เต็มไปด้วยคณะนักปั่นจักรยานเสือหมอบ (Road bike) ที่มักปั่นเร็วมาก และเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ มุ่งเป้าทำเวลาสู่จุดหมายปลายทาง มันไม่ใช่วิถีและเส้นทางของจักรยานท่องเที่ยว (Touring bike) ที่ผมชอบ อย่างไรก็ดี หลังจากถูกวิกฤตโควิด 19 กักกันบริเวณทำให้ไปไหนไกลๆ ยาก ก็เลยตกปากรับคำไปปั่นกับเพื่อนฝูงตามเส้นทางนี้ในเช้าวันหนึ่ง น่าสนใจดีครับ เท่าที่จำได้ ก่อนหน้านี้ กลุ่มจักรยานจะไม่มากมายก่ายกองขนาดนี้หรอกนะครับ แต่วันอาทิตย์ที่ผมไปนั้น คนปั่นกันเยอะมากจริงๆ เพื่อนผมบอกว่า สงสัยคนกรุงเทพฯ ไม่รู้จะไปไหนกัน แถมจะเข้าสถานออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส ในช่วงนี้ก็ทำไม่ได้ เลยต้องหาที่ปั่นจักรยาน ซึ่งพื้นที่และเส้นทางใกล้ๆ เมืองหลวง ที่ไม่ต้องปั่นจ่อท้ายกันเป็นกลุ่มกระชั้นชิดเกินไป ก็คงเป็นเส้นทางบางขุนเทียนชายทะเลนี้เอง ต้องขอบคุณหน่วยงานพื้นที่ ที่ดูแลจัดการให้เส้นทางจักรยานมีขนาดและสภาพพื้นผิวเรียบสมบูรณ์ดีทีเดียว ถ้าใครมาถนนเอกชัย – บางบอน จนถึงสามแ
กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้มาจากพลังงานฟอสซิส (น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าว นับวันจะมีปริมาณน้อยลงทุกทีและมีโอกาสหมดไปในอนาคต ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงกลุ่มดังกล่าวมีความผันผวนสูงขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ขณะเดียวกันเชื้อเพลิงกลุ่มนี้ยังปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก แถมสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พอห่อหุ้มโลกหนาเข้าๆ ก็กลายเป็นสภาวะเรือนกระจก แสงแดดที่ส่องเข้ามาจากดวงอาทิตย์ถูกกักความร้อนเอาไว้ ไม่สะท้อนออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถี่กว่าเดิมถึง 5 เท่า อีกด้วย หากประเทศไทยพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงกลุ่มเดิมๆ แต่เพียงอย่างเดียว ก็เสี่ยงเจอปัญหาขาดแคลนพลังงานได้ และอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการพัฒนาของประเทศไทยได้ในระยะยาว ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาของไทยจึงพยายามนำพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล น้ำขึ้น-น้ำลง พลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ นำมาใช้เป็น
อาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบและสร้างเครื่องทำความสะอาดหลอดไผ่ ทำความสะอาดผิวหลอดไผ่ได้ 88 หลอด ต่อชั่วโมง ทดแทนการใช้แรงงานคน ผลงานของ ดร.มานพ แย้มแฟง นักวิจัยและอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล นายสราวุฒิ เลาะหะนะ นายสิทธิกร สงวนตระกูล และ นางสาวเบญจพร ยุติศาสตร์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ดร.มานพ แย้มแฟง บอกว่า ในการลงพื้นที่โอท็อป จังหวัดปราจีนบุรี ของทางมหาวิทยาลัย โดยบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีไม้ไผ่จำนวนมาก และยังเป็นแหล่งปลูกไผ่หลอด ซึ่งปัจจุบันไผ่หลอดได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถนำมาใช้แทนหลอดพลาสติก ซึ่งบริษัท พิมธา จำกัด เป็นบริษัทที่จำหน่ายไผ่หลอด ซึ่งก่อนที่จะจำหน่ายต้องมีการทำความสะอาดไผ่หลอดทั้งด้านนอกและด้านในจากนั้นนำไปฆ่าเชื้อ จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยออกแบบและผลิตเครื่องทำความสะอาดไผ่หลอด ปกติทางบริษัทใช้แรงงานคนในการทำความสะอาด แรงงานทำงานเป็นเวลานาน ทำให้รู้สึกเมื่อยล้า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง ทางบริษัทจึงให้โจทย์กับทางมหาวิทยาลัย โดยทางมหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนในการทำวิจัยจาก สกสว. ประจำปี 2562 “ซึ่งจากก
ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชม โดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียว ตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ แน่นไปหมด ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียง จนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ แต่ไหนแต่ไรมา
สบู่ชาร์โคล เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมของถ่านสีดำที่ผ่านการเผาไหม้ในสภาพอุณหภูมิสูง และนำไปบดเป็นผงนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง เชื่อกันว่าจะมีส่วนในการดูดซับของเสีย กลิ่น หรือขับสารเคมีต่างๆ ออกจากร่างกาย คุณสะคร นาคศรี อายุ 42 ปี เลขที่ 19 หมู่ที่ 5 บ้านโนนนาดี ตำบลป่าไม้งาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. (086) 252-4292 ให้ข้อมูลว่า ตนเองเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ด้วย และยังเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนถ่านไบโอชาร์และเกษตรอินทรีย์บ้านโนนนาดี อีกด้วย มีอาชีพหลักทำนาและทำไร่ ริเริ่มทำสบู่ชาร์โคล เมื่อปี 2561 โดยนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล (คุณประชา อินแก้วพะเนา) ได้แนะนำให้ไปอบรมการเผาถ่านชาร์โคล ที่บ้านหัวนา ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู โดยวิทยากรจากจังหวัดนครพนม ซึ่งก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จึงไปอบรมเข้มเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ที่ศูนย์น้ำเพียงดิน ตำบลโนนเมือง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู จากนั้น จึงมาสร้างเตาเผาถ่านเองที่บ้าน ทดลองทำ ระยะแรกไม่ได้ผล จากการตรวจสอบคุณภาพของถ่านพบว่ามีทั้งประจุบวกและประจุลบ แต่ถ่านชาร์โคล ที่ดีต้องมีประจุลบเท่านั้น จ
