เทคนิคเกษตร
ในปัจจุบันวิธีทำปุ๋ยบำรุงต้นไม้ มีหลากหลายวิธี แต่ที่ง่ายที่สุดคือการนำเปลือกกล้วยหอม เปลือกกล้วยน้ำว้า ที่กินเสร็จอย่าเพิ่งทิ้ง! เพราะมีประโยชน์ต่อต้นไม้หลายอย่าง เปลือกกล้วยอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของต้นไม้ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่สามารถช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย สารอาหารที่อยู่ในเปลือกกล้วย 1. โพแทสเซียม : หนึ่งในธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของราก ใบ หากใช้ในผักกินใบ จะทำให้ใบกรอบ สีเขียวสวย น่ากิน ซึ่งปกติเราอาจต้องซื้อปุ๋ยโพแทสเซียมเสริม แต่เราสามารถทดแทนได้ง่ายๆ ด้วยเปลือกกล้วย 2. ฟอสฟอรัส : ในเปลือกกล้วยมีปริมาณฟอสฟอรัสมากพอสำหรับพืช ช่วยเรื่องการออกดอกและติดผล ทำให้ไม้ดอกไม้ประดับออกดอกสวย สีสันงดงาม มาลงมือทำปุ๋ยกันเถอะ โดยจะเริ่มใช้ในช่วงที่ระยะติดดอก ออกผล ซึ่งสูตรนี้มีประโยชน์ค่อนข้างดีในการที่ช่วยทำให้ติดดอก ออกผล เร่งการแตกยอด ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล พืชผักสวนครัวก็สามารถนำไปฉีดพ่นได้ วัตถุดิบ – เปลือกกล้วย – น้ำ – โหลแบบมีฝาปิด วิธีทำ 1. ใช้เปลือกกล้วยจากกล้วยที่สุกแล้
ในยุคที่เกษตรอินทรีย์และการลดใช้สารเคมีได้รับความนิยมมากขึ้น เกษตรกรและนักวิจัยได้มองหาวิธีธรรมชาติในการป้องกันโรคพืช โดยเฉพาะโรคเชื้อราที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิต หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางคือ “น้ำหมักเปลือกมังคุด” ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งเชื้อรา เปลือกมังคุดกับสารออกฤทธิ์สำคัญ เปลือกมังคุดอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ เช่น แซนโทน (Xanthones) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย และต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เปลือกมังคุดมีศักยภาพในการใช้เป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดเชื้อราในพืชผลทางการเกษตรได้อย่างปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบ วิธีการทำ เริ่มต้นด้วยการละลาย พด.2 จำนวน 1 ซอง ในน้ำสะอาด จากนั้นเติมกากน้ำตาล 1 กิโลกรัมลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วใส่เปลือกมังคุด 4 กิโลกรัมตามลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นปิดฝาภาชนะแล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 1–2 สัปดาห์ การนำไปใช้งาน เมื่อหมักครบตามเวลา แม้ว่าเปลือกมังคุดจะยังไม่ย่อยสลายทั้งหมด แต่สามารถนำไปใช้งานได้ โดยให้ผสมน้ำหมักเปลือกมังคุด 100 ซีซี กับน้ำสะอาด 10 ลิตร แล้วฉีดพ่นในช่วงเย็น หากอยู่ในช่วงที่ฝนตกบ่อยหร
บำรุงต้นช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ช่วยให้พืชออกดอกออกผล เร่งผลให้สมบูรณ์ เพิ่มความหวานและใช้เร่งราก เร่งหัวของพืช 🪴วิธีการ 1. ใช้ผลไม้ทั้งผลไม่ต้องล้าง ไม่ต้องปอกเปลือก หั่นหรือฝานตามขวางหนา 3-5 เซนติเมตร 2. นำไปคลุกในกะละมังกับน้ำตาลทรายแดง โดยใช้อัตราส่วนผลไม้ 2 กิโลกรัมต่อกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม 3. นำไปเก็บไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง 4. นำไปบรรจุลงในไหเคลือบให้เต็ม โดยให้ต่ำกว่าปากไหประมาณ 1 คืน เอาน้ำตาลปิดหน้าผลไม้ที่ปากไห แล้วใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากไหให้สนิท 5. หมักไว้ในที่ร่มไม่ให้ถูกแสงแดดประมาณ 7-15 วัน 🪴วัตถุดิบ กล้วยน้ำว้าสุก 2 กิโลกรัม มะละกอสุก 2 กิโลกรัม ฟักทองสุก 2 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 3 กิโลกรัม ✨วิธีการนำไปใช้ ใช้น้ำหมัก 1 ส่วนต่อน้ำ 500 ส่วน หรือน้ำหวานหมัก 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร 🌱ขอบคุณสูตรจาก : รักบ้านเกิด #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban #สูตรปุ๋ย #สูตรน้ำหมัก #ชมพู่ #น้ำหมักจากผลไม้ #เร่งราก เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2567
ความต้องการบริโภค “มะละกอ” ของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มมะละกอดิบ เพื่อนำมาใช้ทำส้มตำ อาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภาค ส่วนมะละกอเพื่อการบริโภคสุก เป็นผลไม้ที่ทรงคุณค่าชนิดหนึ่ง และมีราคาไม่แพงนัก มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย แต่ก่อนการเริ่มต้นของการปลูกมะละกอนั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เจ้าของ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้นำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลย ก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อย เมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิ
ส้มโอขาวแตงกวา เป็นผลไม้เศรษฐกิจขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาท มีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือเนื้อสีขาวอมเหลือง เนื้อกุ้งใหญ่ รสชาติหวานฉ่ำ กรอบนอกนุ่มใน ทำให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส้มโอขาวแตงกวาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI (Geographical Indication) ของจังหวัดชัยนาท เป็นการรับรองว่าส้มโอขาวแตงกวาที่ผลิตในพื้นที่นี้มีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับการเลือกซื้อส้มโอขาวแตงกวาสำหรับผู้บริโภคทั่วไปนั้น ควรเลือกผลที่สุกจะมีเปลือกสีเหลืองอมเขียว ผิวเรียบ ไม่มีรอยช้ำ พร้อมทั้งสังเกตน้ำหนัก ดูจากผลที่หนักจะมีเนื้อแน่น พร้อมทั้งดมกลิ่นจากผลสุกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ นับได้ว่าการปลูกส้มโอขาวแตงกวานั้น ได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย เพราะส้มโอขาวแตงกวาเป็นผลไม้คุณภาพที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง วันนี้จะพามารู้จักกับ คุณอำนวย คุ้มชนะ เป็นเกษตรกรที่ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวามาหลายทศวรรษ จะมาเรียนรู้เทคนิคการปลูกส้มโอสายพันธุ์นี้กันว่า สวนแห่งนี้มีการปลูกอย่างไรจึงทำให้ได้ทั้งผลผลิตและกิ่งพันธุ์ที่สามา
“ มะม่วงขาวนิยม” หรือ “ น้ำดอกไม้มัน” เป็นผลไม้ทำเงินที่น่าสนใจ เกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกเป็นไม้ผลประจำสวน เพราะมะม่วงพันธุ์ปลูกดูแลง่าย มีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือ มีผลใหญ่ รูปทรงสวยงาม เนื้อแน่น เมล็ดบางลีบ ผลดิบจะมีรสชาติคล้ายเขียวเสวย หากรับประทานตอนสุก เนื้อมะม่วงจะมีรสชาติหวานนุ่ม ละมุนลิ้น คล้ายมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่มาของ “ มะม่วงขาวนิยม” “ มะม่วงขาวนิยม” เกิดจากการกลายพันธุ์จากการเพาะเมล็ดมะม่วงเขียวเสวย เมื่อ ปี พ.ศ. 2510 นายขาว น้อยรักษา ได้นำเมล็ดมะม่วงเขียวเสวยมาปลูกและบังเอิญมีต้นที่กลายพันธุ์ 1 ต้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีผลใหญ่ รูปทรงสวยงาม ผลดิบ มีรสชาติมัน หวานคล้ายมะม่วงเขียวเสวย ส่วนผลสุกรสชาติหวานหอม เนื้อแน่น เมล็ดแบนลีบคล้ายมะม่วงน้ำดอกไม้ นายขาวจึงตั้งชื่อว่า “มะม่วงน้ำดอกไม้มัน” หลังจากได้มะม่วงพันธุ์นี้มาแล้ว นายขาวได้บำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี จนมีความมั่นใจว่าสายพันธุ์นิ่งดีแล้วจึงทำการขยายพันธุ์ โดยปลูกในพื้นที่สวนของครอบครัวน้อยรักษาในพื้นที่ เขตบางบอน และเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร เมื่อมีผลผลิตออกมานายขาวได้ส่งขายให้กับแม่ค้าปรากฏว่าได้ผล
การปลูกผักสามารถปลูกได้หลากหลายรูปแบบทั้งการปลูกลงดิน ปลูกใส่ภาชนะ หรือยกแปลงปลูกในกระบะก็สามารถทำได้ตามความสะดวกของแต่ละพื้นที่ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน สำหรับท่านใดที่สนใจการปลูกผักยกแปลง การทำแปลงปลูกให้แข็งแรง ทนทานถือเป็นปัจจัยสำคัญเพราะถ้าหากแปลงปลูกหรือกระบะปลูกผักไม่ดีนั้น จะส่งผลเสียในหลายด้าน ทั้งในด้านของต้นทุน หากใช้วัสดุที่ไม่ทนทาน ต้องเปลี่ยนบ่อย ซ่อมบ่อย ถือเป็นการเพิ่มต้นทุน รวมถึงทำให้ผลผลิตเสียหาย เนื่องจากแปลงหรือวัสดุที่เลือกใช้ระบายน้ำได้ไม่ดีเท่าที่ควร นับเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับพืชโดยตรง แล้วกระบะปลูกที่คงทนทำครั้งเดียวสามารถใช้ได้นานเป็น 10-20 ปี มีเทคนิควิธีการทำอย่างไร วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบ โดยวิธีการทำแปลงผักต่อไปนี้ เป็นเทคนิคของพี่แอน เจ้าของฟาร์มเกษตรสุข ณ. ทุ่งเขาเขียว ที่ได้เผยแพร่เป็นไอเดียเอาไว้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ เสาปูนอัดแรงหน้า 2 ใช้ขนาดความยาว 1.20 เมตร และ 1 เมตร (แนะนำว่าถ้าพื้นที่ใดหายากให้ใช้วัสดุอื่นๆ ที่สามารถหาได้ง่ายในพื้นที่แทน) ข้อดีของเสาปูนคือไม่เป็นสนิม ไม่ผุพัง อยู่ได้นาน 10-20 ปี กระเบื้องลอนมือ 2 ใช้ได้คงทนเช่นกันสามารถ
คุณชยุทกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด เล่าว่า กลางเดือนกุมภาพันธ์2566 เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน จังหวัดตราด ได้รับผลกระทบจากลมพายุ ส่งผลให้ผลทุเรียนพันธุ์หมอนทองผลผลิต ในอำเภอเมืองตราด 3 ตำบล คือ ตำบลชำราก 4 หมู่บ้าน ผลผลิตร่วงประมาณ 1,500 ลูก ตำบลตะกาง 3 หมู่บ้านประมาณ 7,000 ลูก ตำบลท่ากุ่ม จำนวน 1 หมู่บ้าน ประมาณ 7,000 ลูก รวม 15,500 ลูก เป็นทุเรียนระยะกำลังพัฒนา อายุประมาณ 70 วัน ขนาดน้ำหนัก 0.5-2 กิโลกรัม เหลืออีก 40-50 วัน จะเริ่มแก่ตัดได้ ลักษณะของผลทุเรียนที่ร่วงหล่นเริ่มเข้าเนื้อแต่ไม่สามารถนำมาใช้รับประทานได้ ความเสียหายประมาณ 5-6 ล้านบาท เมื่อรับทราบความเสียหาย คุณลำยอง ครีบผา เกษตรอำเภอเมืองตราด ได้เข้าไปให้กำลังใจเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย พร้อมกับทีมงานของ คุณอภิเดช บุญล้อม นายกเทศบาลตำบลตะกาง อำเภอเมือง จังหวัดตราด นำรถเครื่องย่อยกิ่งไม้บดสับ 1 คัน พร้อมวัสดุที่ทำปุ๋ยหมัก เข้าไปช่วยเหลือแนะนำการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้ผลทุเรียนที่ร่วงหล่น ที่ไม่สามารถนำไปขาย นำมาใช้ประโยชน์ โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดตราดร่วมกับเทศบาลตำบลตะกาง ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรทำปุ๋
อาร์ติโชค (Globe artichoke) เป็นอาหาร และยารักษาโรค ของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทุกส่วนของต้นอาร์ติโชคสามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกปลูกอาร์ติโชค เป็นอาหารและอาหารเสริมบำรุงสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศบราซิล อาร์ติโชคจัดว่าเป็นยาสมุนไพรพื้นฐานหรือยาพื้นบ้าน ที่ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานได้ดี ดูแลป้องกันโรคโลหิตจาง เบาหวาน โรคเกาต์ ป้องกันสภาวะหลอดเลือดอุดตัน ลดไขมันในเลือด และป้องกันตับอักเสบ อาร์ติโชคมีลักษณะลำต้นสูงโดยเฉลี่ย 1-2 เมตร ใบมีสีเขียว ดอกมีสีเขียวแกมม่วง ดอกมีลักษณะเป็นหัว มีกลีบซ้อนกันหลายชั้นคล้ายหัวกะหล่ำปลี ดูเผินๆ คล้ายดอกบัวหลวง มีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 1 ปี การปลูกดูแล อาร์ติโชค ควรปลูกในแหล่งดินที่ระบายน้ำได้ดี ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 5-7% ในช่วงฤดูแล้งความชื้นในดินต้องไม่ต่ำกว่า 80% เพราะเป็นพืชที่มีใบค่อนข้างใหญ่ การคายน้ำของใบจึงสูง ในช่วงฤดูฝนหากน้ำในดินสูงเกินไปจะเป็นอันตรายต่ออาร์ติโชคที่มีอายุน้อยหรือต้นอ่อน อาร์ติโชคเติบโตได้ดีในดินที่ค่อนข้างเป็นด่าง มีค่า pH อย
“วัชพืช” หรือพืชที่ขึ้นมาเองตามธรรมชาติในไร่และสวน อาทิ ผักยาง ผักโขม หญ้าตีนนก หญ้าแพรก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าพืชเหล่านี้ล้วนแล้วไม่เป็นที่ต้องการ และจำเป็นต้องกำจัดทิ้งเสียทุกครั้งที่มันขึ้นมากวนใจ แต่ก่อนที่จะกำจัดวัชพืชเหล่านี้ทิ้งไป เทคโนโลยีชาวบ้านชวนมาดู 5 วัชพืชที่สามารถเก็บมารับประทานได้ แถมยังเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณนานัปการ 1.ส้มกบ ส้มกบคือวัชพืชขนาด 2-3 นิ้ว มักเลื้อยปกคลุมหน้าดิน ลักษณะใบเป็นรูปหัวใจ โดยมีสรรพคุณในการให้สารอาหารอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กรดมาลิก กรดซิตริก แคลเซียม วิตามินซี และแคโรทีน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาโรคนอนไม่หลับ แก้อาการหวัด และรักษาโรคดีซ่าน วิธีรับประทาน ใบของส้มกบนั้นจะให้รสเปรี้ยว หวาน และเค็ม จึงสามารถนำมาใช้แทนน้ำมะขามเปียกในเมนูต่างๆ ได้ หรือจะนำใบอ่อนและยอดอ่อนมาปรุงอาหารก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ควรรับประทานต่อเนื่อง เนื่องจากกรดออกซาลิกที่อยู่บริเวณใบของต้นส้มกบอาจสร้างพิษให้กับร่างกาย เมื่อบริโภคได้ปริมาณมากหรือติดต่อกันหลายวัน 2.วอเตอร์เครส วอเตอร์เครส หรือชื่อที่คุ้นหูอย่างสลัดน้ำ เป็นพืชใบเขียวในตระกู
