เทคนิคเกษตร
คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร นับเป็นเกษตรกรมือทองที่เชี่ยวชาญด้านไม้ผล โดยเฉพาะการปลูกชมพู่ จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2550 และรางวัลปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย เป็นเครื่องการันตีผลงาน เดิมคุณโอภาสมีสวนชมพู่ที่ดำเนินสะดวก แต่รับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงย้ายมาที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี 2552 แล้วหันมาปลูกลำไยนอกฤดูแทน ระยะหลังจีนปลูกลำไยได้เองมากขึ้น มียอดสั่งซื้อน้อยลง คุณโอภาสจึงตัดสินใจโค่นต้นลำไยทิ้งและหันมาปลูกโกโก้ ในชื่อ “เกษตรสวนเพชร” เนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สาเหตุที่คุณโอภาสตัดสินใจปลูก“โกโก้” เป็นพืชทางเลือกตัวใหม่เพราะลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 60-70 ปี โกโก้ จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ สามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ นับเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางการตลาด โกโก้ เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวหรือปลูกแซมในสวนเกษตรผสมผสานก็ได้ ต้นโกโก้ สามารถปลูกแบบพื้นราบได้ โดยให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์
หนองบัวลำภู จังหวัดที่แยกตัวมาจากอุดรธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 หากประเมินดูก็น่าเชื่อได้ว่า จังหวัดที่แยกตัวออกมา ควรมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ทว่าพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู กลับไม่มีระบบชลประทานรองรับเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องพยายามพัฒนาระบบน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งการปลูกพืชทุกชนิด “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญ คำสัมภาษณ์ของ คุณทองแดง อัมไพชา เกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกรต้นแบบ สาขาพืชสวน (ปลูกกล้วยหอมทอง) อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ก็เด่นชัดเรื่องน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรที่ขาดแคลนและต้องพึ่งพาอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้จะแก้ปัญหาด้วยการเจาะบ่อบาดาลก็ช่วยได้ไม่มากนัก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้พูดคุยกับคุณทองแดง ถึงการทำสวน แม้ว่าก่อนหน้านั้นคุณทองแดงจะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชไร่ จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตไร่ละ 4 ตัน คิดเป็นรายได้ต่อปี ประมาณปีละ 40,000 บาท เมื่อหักต้นทุนที่ลงทุนไป ทำให้เห็นได้ชัดว่า รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน คุณจีระพงษ์ อัมไพชา บุตรชาย เป็นต้นคิดให้พ่อเปลี่ยนรูปแบบการทำการเก
มะพร้าวอ่อน โดยทั่วไปเรียกกันว่า มะพร้าวน้ำหอม แรกๆ มะพร้าวอ่อน อาจจะมีน้ำหวานพร้อมทั้งให้กลิ่นหอม แต่นานเข้าพบว่า มะพร้าวอ่อนที่นิยมบริโภคกันนั้นน้ำมีรสชาติหวาน แต่กลิ่นหอมน้อยลงหรือหายไป ระยะหลังนักวิจัยได้คิดค้นวิธีการวัดกลิ่นหอมของมะพร้าวขึ้น โดยมีหน่วยวัดชัดเจน ในมะพร้าวอ่อน หากน้ำมีรสชาติหวาน บวกกับมีกลิ่นหอมมากๆ ก็จะได้รับความนิยมจากผู้ปลูกและผู้บริโภค คุณนงนารถ ห่วงเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 2 ตำบลบางตลาด อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรทำสวน เธอเรียนจบจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา คุณนงนารถ เล่าว่า ตนเองทำเกษตรในพื้นที่ 50 ไร่ เพื่อจำหน่ายผลผลิตและต้นพันธุ์มะพร้าว…อย่างอื่นมีปลูกมะม่วง มะพร้าวที่ปลูกในเขตอำเภอบางคล้ามีชื่อเสียงมากทางด้านรสชาติ เพราะหวานกลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่ชัดเจน แต่นานๆ ไป มีการผสมข้าม จึงเกิดการกลายพันธุ์ โดยที่กลิ่นหอมมีน้อยลง จากประสบการณ์ของคุณนงนารถ หลังจากเพาะมะพร้าวจนต้นและรากงอกแล้วดูที่ราก สามารถระบุได้ว่า ผลไหนหากนำไปปลูกแล้วได้รสชาติหวานและมีกลิ่นหอมด้วย “ที่สวน มีมะพร้าว 1,200 ต้น…เมื่อเราเพาะ มีรากออกมา หากไ
บัวหลวงเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปทุมธานี การนำสีธรรมชาติจากบัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์สามารถผลิตสินค้าวางขายในท้องตลาดและเพิ่มมูลค่าของผ้าพิมพ์สีธรรมชาติ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อสีย้อม ผู้ผลิตและผู้ใช้มีความปลอดภัย สีธรรมชาติมีคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวคือ สีสวย สบายตา ไม่ฉูดฉาด และมีต้นทุนในการผลิตต่ำ วัสดุธรรมชาติสู่การเพิ่มมูลค่า “Eco print” กระบวนการพิมพ์สร้างลวดลายจากวัสดุธรรมชาติ การสร้างอัตลักษณ์มูลค่าเพิ่มจากบัว โดย ผศ.กรณัท สุขสวัสดิ์ ผศ.อุไรวรรณ คำสิงหา และ อาจารย์วราภรณ์ นาคะศิริ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวถึงการสร้างอัตลักษณ์และมูลค่าเพิ่มจากบัว เพื่อการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ นำองค์ความรู้ถ่ายทอดให้กับชุมชนนับแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า ให้ความรู้การวางลาย การทำผืนผ้า ต่อเนื่องถึงการแปรรูป ออกแบบให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างจากที่มี โดยการนำงานปักไหม นำมาเพิ่มมูลค่าให้กับงาน Eco print หรืองานพิมพ์ผ้า Eco print กลุ่มชุมชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถทำได้ เพียงใช้อุปกรณ์ในครัวเรือน เทคนิคของการทำ Eco print หลักๆ เลยต้องทำ
กำนันเกรียงศักดิ์ ชิตเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 9/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ได้มีวิธีการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง เพราะพื้นที่บริเวณนี้คนทั่วไปมองว่าไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ กำนันเกรียงศักดิ์ เล่าว่า เนื่องจากสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่รกร้างมาก่อน จึงได้ขอเช่าจากเจ้าของที่ดินเพื่อมาใช้ประโยชน์ทำการเกษตรสร้างรายได้ “พื้นที่บริเวณนี้มันปลูกอะไรไม่ค่อยได้ เพราะว่าน้ำเค็มมันมา ผมก็เลยอยากจะลองทำเกษตร กักน้ำจืดไว้ใช้เพื่อสู้กับน้ำเค็ม เพราะหลัง 2 ปีมานี่ เราวิกฤตเรื่องน้ำ พอน้ำมาน้อย น้ำทะเลมันก็จะหนุนมา ทำให้พื้นที่แถวนี้กลายเป็นมีน้ำเค็ม 10 เดือน น้ำจืด 2 เดือน ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดีอีกอย่างกับผลไม้บางชนิด เพราะปลูกที่นี่จะมีรสชาติที่หวาน อย่างเช่น มะม่วง กล้วยหอม” กำนันเกรียงศักดิ์ กล่าว สังเกตน้ำเค็มจะหนุนมาสังเกตได้จากสัตว์น้ำตามธรรมชาติ กำนันเกรียงศักดิ์ บอกว่า วิธีที่จะรู้ได้ดีที่สุดเวลาที่น้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่ สังเกตจากปลาเสือที่ว่ายน้ำเข้ามาในพื้นที่เพื่อมาอยู่ในบริเวณน้ำจืด ก็จะเตรียมขังน้ำไว้ โดยปิดที่กันที่มีลักษณ
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมมีความสงสัยว่า การปลูกต้นไม้จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหรือไม่ ผมเคยดูทีวี เห็นว่าเกษตรกรหลายท่านปลูกพืชผลไม่มีการใส่ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด จะใส่เพียงปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งยังขายได้ราคาดีอีกด้วย คุณหมอเกษตร ในฐานะที่ท่านคร่ำหวอดอยู่ในวงการเกษตร ท่านมีความเห็นอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ วรพจน์ วงศ์อำนวย กาญจนบุรี ตอบ คุณวรพจน์ วงศ์อำนวย ปุ๋ย หมายถึงวัสดุที่ใส่ลงในดิน หรือฉีดพ่นที่ใบ แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม สามารถทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต ให้ผลผลิต และสืบเผ่าพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์ ในธรรมชาติของต้นไม้ วงจรชีวิตเริ่มจากเมล็ด แล้วงอกเป็นต้นกล้า เข้าสู่ระยะเจริญเติบโตเป็นวัยเจริญพันธุ์ และสุกแก่ลงในที่สุด ภายในผลมีเมล็ดอยู่ภายใน ตั้งแต่ 1 เมล็ด ไปจนถึงจำนวน 100 เมล็ด ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช การเจริญเติบโตจนถึงระยะสุกแก่ ต้นไม้ต้องผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง ที่ใบไม้ที่มีสีเขียวของคลอโรฟีล เป็นโรงงานผลิตแป้งและน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต (CHON) แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง รวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออก
ตามที่ กทม. ได้มีการประกาศปรับขึ้นค่าเก็บขยะ 3 เท่า เริ่มตุลาคม 2568 บ้านไหนช่วยแยกขยะลดเหลือ 20 บาทต่อเดือน สมัครลดค่าขยะได้แล้วผ่านแอป BKK WASTE PAY โดยอัตราค่าเก็บขนและกำจัดมูลฝอยทั่วไป แบ่งเป็นรายเดือนและเป็นครั้งคราว สำหรับรายเดือน กรณีที่มีปริมาณขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อเดือน (ค่าเก็บและขนเดือนละ 30 บาท ค่ากำจัดเดือนละ 30 บาท) แต่หากมีการคัดแยกขยะและลงทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กรุงเทพมหานครกำหนด จะจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าเดิมที่เคยจ่าย คือเดือนละ 20 บาท (ค่าเก็บและขนเดือนละ 10 บาท ค่ากำจัดเดือนละ 10 บาท) กรณีที่มีปริมาณขยะมากกว่า 20 ลิตรต่อวัน แต่ไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 120 บาทต่อ 20 ลิตร และกรณีที่มีปริมาณขยะเกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จ่ายค่าธรรมเนียม 8,000 บาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร (ค่าเก็บและขน 3,250 บาท และค่ากำจัด 4,750 บาท) วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงได้นำวิธีการทำถังหมักเศษอาหาร เพื่อเปลี่ยนเศษอาหารเป็นปุ๋ยมาฝาก ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายมากๆ ใช้งบเพียงหลักสิบ แต่จะมีบางอุปกรณ์ที่อาจจะต้องขอยืมเพื่อนบ้างมาใช้บ้าง วิธีการทำถังหมักOK อุปกรณ์ 1. ก
“หญ้าเนเปียร์” หรือ “หญ้าบาน่า” เป็นหญ้าที่ถูกนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายและไม่เป็นพิษต่อสัตว์อีกด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว แพะ แกะ ปลา ไก่ นิยมนำมาปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารหยาบเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม เพื่อช่วยลดต้นทุน มีคุณค่างทางอาหารสัตว์สูง เป็นหญ้าที่มีโปรตีนสูงอีกด้วย รวมถึงสามารถเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง สามารถเก็บเกี่ยวต้นได้ตลอดทั้งปี และเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปีต่อการปลูก 1 ครั้ง ช่วงหน้าแล้งหญ้าเนเปียร์จะโตช้า การนำหญ้าเนเปียร์สดมาบด ปั่น ตากแห้งเก็บไว้ในช่วงหน้าแล้ง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่ทำกัน โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการปลูกอ้อย เป็นพืชที่ดูแลง่าย ใช้ระยะเวลาให้ผลผลิตประมาณ 45 วัน ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยทั่วไปควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ ชื่อสามัญ : King grass ชื่อวิทยาศาสตร์ : P. purpureum King grass ต้นประเทศที่นำเข้า : ประเทศอินโดนีเซีย ปีที่นำเข้า : มกราคม 2533 ผู้นำเข้า : นายชาญชัย มณีดุล ลักษณะเด่นชัด : ลำต้นสูง แตกกอ
บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของการทำเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ แบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่ง 30% ส่วนแรกสำหรับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มพูนรายได้ ส่วนที่ 2 แบ่ง 30% สำหรับเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว การปลูกไร่อ้อย และหญ้าเนเปียร์ หญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างซึ่งกำลังนำหญ้าชนิดนี้มาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรได้รายได้ดี ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร (วษท.กำแพงเพชร) แนะนำเคล็ดลับการทำ ปุ๋ยโบกาฉิ ซึ่งผู้คิดค้นคนแรกคือ ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ คำว่า โบกาฉิ (Bokashi) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า การหมัก (Compost) การทำปุ๋ยโบกาฉิ เป็นการทำปุ๋ยหมักด้วยอินทรียวัตถุ ที่หมักด้วยจุลินทรีย์ EM มาประยุกต์ใช้โดยผ่านกระบวนการหมักแบบแห้ง มีการผสมกากน้ำตาลเข้าไปเพื่อช่วยในกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ก่อนจะหมักด้วยวัตถุดิบตามสูตรจนได้ที่และนำไปใช้ให้เกิดผลดีในการปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและมีคุณภาพในการเพาะปลูกพืช การทำปุ๋ยโบกาฉิ การทำปุ๋ยโบกาฉิ มีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากเตรียม วัสดุ อุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ มูลสัตว์ แกลบดิบ รำละเอียด จุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล น้ำสะอาด วิธีทำ ขั้นที่ 1. เตรียมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล ใส่ลงน้ำในถังที่เตรียมไว้ ขั้นที่ 2. นำมูลสัตว์ และรำละเอียดผสมให้เข้ากัน ขั้นที่ 3. นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกพอหมาดๆ นำมาคลุกกับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากัน ความชื้นประมาณ 40-50% (กำแล้ว ไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ) ขั้นตอนการหมัก นำส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน ถุงปุ๋ย ที่อาก
