เทคนิคเกษตร
การเตรียมดินสำหรับการปลูกผักสวนครัวและผักสลัด ของสวนพี่โจ๊ก เจ้าของเพจ : ผักปลอดสารพิษ บ้านน้องปลายฝน จะมีสูตรผสมดินปลูกแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเองจากประสบการณ์ที่สะสมมา โดยส่วนผสมของดินที่ใช้ปลูกมีดังนี้ 1. แกลบดิบ 2. แกลบดำ 3. ขี้วัว และ 4. ดินร่วน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักดินทิ้งไว้อย่างต่ำ 15 วัน แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าให้หมักดินทิ้งไว้อย่างน้อย ประมาณ 1 เดือน โดยในระหว่างการหมักทุกๆ 5 วัน จะมีการเทจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงลงไปรดในกองดินหมักด้วย ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการหมักดินก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกให้ผลดีมากขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชเป็นไปในแนวทางที่ดี และในอีกแง่หนึ่งก็เพื่อกำจัดสิ่งที่ตกค้างอยู่ภายในดินที่ไม่ต้องการให้ย่อยสลายหายไป พืชได้สารอาหารที่ครบถ้วน การปลูก นำดินที่หมักไว้มาลงแปลงปลูก จากนั้นให้นำฟางมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น ซึ่งในส่วนของผักสวนครัวค่อนข้างที่จะมีความแข็งแรงมากกว่าผักสลัดอยู่แล้ว จะใช้วิธีการหว่านเมล็ด แต่ถ้าเป็นผักสลัด จะต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะลงแปลงปลูก เพื่อให้ต้นแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี อย่าให้ขาดน้ำ ขาด
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พายุฤดูร้อนมักเกิดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เกษตรกรควรเฝ้าระวังและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ชาวสวนเตรียมพร้อมป้องกันบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน ควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ ตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือไม่ให้ผลผลิตออก สำหรับต้นไม้ผลที่มีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง ใช้เชือกโยงกิ่งและต้น หรือใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงต้น และเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหาย และลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน ควรฟื้นฟูสวน โดยตัดแต่งกิ่งฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน ขณะที่ดินยังเปียกชื้น เมื่อดินแห้งให้พรวนดิน เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ขุดหรือปาดดินโคลนออกจา
เมื่อเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง แหล่งน้ำที่จะช่วยบรรเทามิให้เกิดการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคอย่างรุนแรงคือ “แหล่งน้ำบาดาล” นายธวัชชัย บุญมีชัย เจ้าของสวน “บุญมีชัยฟาร์ม เกษตรพอเพียง” ในพื้นที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่อาศัยการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ทำการเกษตร หลังจากใช้น้ำ ปรากฏว่าทำให้ปลาตาย พืชผักที่รดด้วยน้ำใต้ดินก็ไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าที่ควร เนื่องจากน้ำใต้ดินในบริเวณดังกล่าว มีค่าความเป็นกรด หรือด่าง ไม่เหมาะสำหรับใช้ทำการเกษตร หลังประสบปัญหาดังกล่าว นายธวัชชัยตัดสินใจไม่สร้างบ่อพักน้ำก่อนนำมาใช้งาน แต่ใช้วิธีปรับสภาพน้ำบาดาลอย่างง่ายๆ โดยอาศัยหลักวิธีการกรองปรับสภาพน้ำแบบธรรมชาติ ปล่อยน้ำไหลไปตามคลองที่ขุดไว้ เพื่อให้น้ำไหลผ่านชั้นหิน ชั้นถ่าน และชั้นสุดท้ายคือมูลสัตว์ เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ให้กับน้ำ หลังปรับสภาพน้ำแล้ว ก็ปล่อยน้ำไหลผ่านร่องน้ำ เข้าไปยังสระน้ำและสวนพืชผักตามลำดับ น้ำที่ปรับสภาพผ่านระบบชั้นกรองแล้ว คุณภาพน้ำดีขึ้น น้ำใสแบบธรรมชาติ มีค่าความเป็นกลาง สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาได้ โดยปลาไม่ตาย เมื่อนำน้ำไปรดในแปลงเพาะปลูก พืชผักก็เจริญเติบโตดี แนวคิดจากภูมิปัญญา
หากพูดถึงการปลูกผักสลัด จัดอยู่ในพืชที่เหมาะสำหรับการสร้างรายได้หลักและรายได้เสริมมากๆ เพราะตลาดมีความต้องการสูง แต่ต้องแรกมากับความพิถีพิถันในการปลูก เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกการดูแล และขั้นตอนการเพาะต้นกล้า สำหรับขั้นตอนการเพาะต้นกล้าถือเป็นด่านแรกที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับการปลูกผักสลัดให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากเรามีต้นกล้าที่ดี แข็งแรง ทนทานต่อโรค ซึ่งนอกจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีแล้ว การเก็บไว้ในโรงเรือนที่สะอาดก็ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญเช่นกัน เทคโนโลยีชาวบ้านจึงถือโอกาสนำเอาวิธีการทำโต๊ะสำหรับวางต้นกล้าที่ทำจากอิฐบล็อกง่ายๆ ทนทาน และมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก ได้เทคนิคมาจากเพจ : สวนผักหลังบ้าน มาฝากทุกคน วิธีทำ 1. เริ่มจากการนำผ้ายางมาปูพื้นที่สำหรับทำโต๊ะ เพื่อกันวัชพืชก่อนการวางโครงสร้าง และให้ง่าย สะดวกต่อการทำงานในระยะยาว 2. จากนั้นทำขาสำหรับไว้รับน้ำหนักโต๊ะของต้นกล้า โดยใช้อิฐบล็อกก่อประสานกันเป็นรูปตัวทีแบบหงาย คือการใช้อิฐบล็อก 2 ก้อนในการประสานทำเป็นเสา ดังภาพด้านล่าง 3. หลังจากก่อเสาจากอิฐบล็อกวางในลักษณะตัวทีแบบหงายแล้ว นำมาวางทำเป็นฐานในระยะห่างระหว่างขาประมาณ 1 เมตร ความ
กระแสรักสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรท่านใดอยากจะสร้างรายได้และช่องทางการตลาดเพิ่ม การทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษ ถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ เพราะไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของตัวเอง แต่ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และที่สำคัญคือ สินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์จะขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ซึ่งการเกษตรที่ใช้สารเคมีไม่สามารถทำได้ โดยครั้งนี้จะพาทุกท่านมาทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ เป็นสูตรของ คุณสำราญ แคยิหวา เกษตรกรจังหวัดสตูล เกษตรกรตัวอย่าง ปลูกมะละกอฮอลแลนด์อินทรีย์ ส่งขายกลุ่มคนรักสุขภาพ ผลผลิตมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ด้วยเคล็ดลับน้ำหมักจากมะละกอที่เสียหายจากการโดนแมลงกัดกิน คุณสำราญ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตดก เก็บขายได้ทุก 4 วัน ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่ทำเอง ส่วนผสมมีดังนี้ 1. มะละกอที่ช้ำเสียหายจากการโดนแมลงกัดกิน 20 กิโลกรัม 2. พด.2 ที่ขอจากกรมพัฒนาที่ดิน 1 ห่อ 3. กากน้ำตาล 5 ลิตร 4. น้ำเปล่า ใส่ไม่มาก ปุ๋ยหมักต้องมีความข้น วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใส่ถังหมักปิดฝา หมักทิ้งไว้ 45 วัน น้ำหมั
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก ในแต่ละปีมีการผลิตและส่งออกข้าวจำหน่ายในปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก การอนุรักษ์สายพันธุ์ดั้งเดิมของข้าวพื้นเมืองเอาไว้ โดยนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกสาโทนั่นเอง จากเครื่องดื่มพื้นบ้าน มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะประกอบร่างสร้างให้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีดีทั้งคุณภาพและรูปลักษณ์ ยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นสู่ของดีประจำชาติ และยังสร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริมแบรนดิ้งให้แข็งแรง ให้คุณค่ากับความเฉพาะตัวของวัตถุดิบพื้นถิ่น ใส่ใจในการออกแบบหน้าตาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการดื่มชิม คือตัวอย่างองค์ประกอบที่จะพาให้เครื่องดื่มพื้นบ้านไปไกลได้ทั้งในไทยและต่างแดน ความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยส่งผลให้แต่ละภูมิภาคมีการเพาะปลูกพืชพันธุ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีจุดร่วมคือภูมิปัญญาหมักดองถนอมอาหารแต่การแปรรูปข้าว พืชผลไม้พื้นถิ่น สมุนไพรเหล่านี้ก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของชุมชนปราชญ์ ชาวบ้านที่ศึกษาและลงลึกในการหยิบจับส่วนผสมต่างๆ มาทดลองหมักบ่มผ่
นานแล้วที่คนพื้นบ้านตำนานไทยว่าไว้ ถึงภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับ “ขมิ้นชัน หรือขมิ้นเหลือง” กันอย่างมาก เกี่ยวกับประโยชน์และสรรพคุณทางยา เรียกว่า เป็นตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน และเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารประจำครัว นานจนดูเหมือนว่าจะเป็นพืชไทยมาแต่โบราณกาลเก่าก่อน แท้จริงเลย เรารู้จักขมิ้นกันมาตั้งแต่สมัยไหนสมัยใดแล้ว ถ้ามีใครสืบค้นต้นตอ และบันทึกไว้ อาจจะเจอเป็นหลักฐานโบราณเลยก็เป็นได้ จนถึงวันนี้สารพัดประโยชน์จากขมิ้น มีมากมายหลายด้าน หลากหลายสรรพคุณ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสมุนไพร ขมิ้นชัน มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหัว ขมิ้นเหลือง ขมิ้นดี เข้าหมิ้น ภาคใต้เรียก ขี้มิ้น ละมิ้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ ขิง ข่า คือ ZINGIBERACEAE มีชื่อสามัญ Turmerie ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma domestica (C.longa) ขมิ้นมี 2 อย่าง คือ ขมิ้นชัน กับ ขมิ้นอ้อย มีสรรพคุณเหมือนกัน แต่ขมิ้นอ้อยจะนำมาเป็นยารักษาโรค ขมิ้นชันจะนำมาเป็นยาสมุนไพร และเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารหลายอย่าง ใช้ได้ทั้งหัวแง่ง และใบแก่ ใบอ่อน ทางภาคใต้ แกงเหลือง หรือแกงส้ม ทางเหนือ แกงฮังเล เครื่องหมักไก่ปิ้งสีสวย กลิ่นหอมมาก ใส่ห่อหมกปลา ใบรองหม้อนึ่
ผักที่ซื้อขายในท้องตลาดนั้นมีราคาค่อนข้างแพงและเสี่ยงเจอสารเคมีตกค้าง ดังนั้น การปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักสวนครัวแบบไส้ตะเกียง เพราะสะดวก ประหยัดเวลาในการปลูกและดูแลพืชผักสวนครัว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักบริโภคในครัวเรือน การปลูกผักแบบไส้ตะเกียง เริ่มจากจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์คือ ท่อน้ำพีพีซี เลื่อยตัดเหล็กสำหรับตัดท่อน้ำพีพีซี คัตเตอร์ กรรไกร ด้าย ถังน้ำ ตะกร้า ผักสวนครัว รวมทั้งวัสดุสำหรับปลูกพืช เช่น ดินร่วน ขุยมะพร้าว ถ่านแกลบ วิธีปลูกผักแบบไส้ตะเกียง ปลูกผักแบบไส้ตะเกียง เริ่มจากนำด้ายมาทำเป็นไส้ตะเกียง หลังจากนั้น ตัดท่อพีพีซีสำหรับเติมน้ำในถัง นำตะกร้ามาเจาะรูใส่ท่อเติมน้ำพร้อมนำไส้ตะเกียงมาใส่ นำพืชผักสวนครัวที่เตรียมไว้มาปลูกในตะกร้า นำดินมาเติมใส่ให้เต็ม หลังจากนั้นรดน้ำพอให้ชุ่ม ปล่อยให้พืชเติบโตตามธรรมชาติ การปลูกพืชแบบไส้ตะเกียง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าซื้อผัก ค่าน้ำมันรถหรือค่ารถไปตลาด แถมประหยัดเวลาในการดูแลรักษา สามารถนำไปใช้งานได้จริงในการใช้ชีวิตแบบหอพักหรือคอนโดฯ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ให้สามารถปลูกผักสวนค
จากแนวโน้มของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้น ให้ราคาอาหารสัตว์และวัตถุดิบการผลิตอาหารสัตว์ทั้งปลาป่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง ในตลาดขยับราคาสูงขึ้นกว่า 30 – 40 % ทั้งนี้ความต้องการอาหารสัตว์ในประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้อย่างเต็มที่เพราะมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาแหล่งน้ำ ปัญหาแรงงานและอื่นๆ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นอันดับต้นๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมยกระดับและพัฒนาศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภาคเกษตรและอาหารของโลก ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาทำเกษตรมูลค่าสูงมากยิ่งขึ้น ทำน้อยแต่รายได้เพิ่มขึ้นซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดเร่งเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย3 เท่าภายใน 4 ปี สวก.ได้สนับสนุนทุนนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้
ชื่อสามัญ : ผักหวานป่า ; Pak warn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melientha suavis วงศ์ : OPILIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ผักหวานป่า เป็นไม้พื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้นๆ เหนียวติดกะลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างรีๆ เหมือนไข่ ปลายใบป้านกลมอาจมีรอยเว้าบ้าง มีหูใบเล็กๆ บริเวณก้านใบ ผล ก็จะเป็นพวงๆ มีสีเหลืองอมน้ำตาล ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ชอบขึ้นตามเชิงเขา หรือตามป่าเต็งรัง ที่เป็นหินปนดินดาน หรือปนทราย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผักหวานป่าจะทิ้งใบจนแทบหมดต้น แล้วต่อมาเดือนกุมภาพันธ์พฤษภาคม ก็จะแตกยอดและใบอ่อนให้ได้กินกันทุกปี ผักหวานป่า เป็นที่รู้จักบริโภคกันทุกภาค เนื่องจากรสชาติดี หากินยาก มีเฉพาะฤดูกาล ราคายังค่อนข้างสูง ปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 100-200 บาท หน้าฝนก็อาจถูกลงมาบ้าง ตามหลักการของดีมานและซัพพลาย แต่ก็ยังถือว่าเป็นพืชทำรายได้ที่ดีแก่ชาวบ้านอย่างหนึ่งในขณะนี้ คนนิยมซื้อหาไปปรุงอาหาร และมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการดัดแปลง สูตร เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อใส่ผักหวาน ผักหวานผัดน้ำมันหอย แกงจืดผักหวาน ฯลฯ
