เทคนิคเกษตร
น้ำ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำเกษตร โดยเฉพาะในยุคที่โลกต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อน ที่ส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบการทำงานในไร่ นา และสวนของเกษตรกร เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก คลองไส้ไก่ คือการขุดร่องน้ำในที่ดิน เป็นหนึ่งในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บนํ้าและกระจายความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณพื้นที่เพาะปลูก เปรียบเสมือนลำธารที่มีความคดเคี้ยว มีการไหลตกกระทบ น้ำที่ไหลผ่านจะซึมลงสู่พื้นดินทำให้เกิดความชุ่มชื้น ประโยชน์ของคลองไส้ไก่ คือช่วยกักเก็บน้ำให้ซึมลงดิน เปลี่ยนทางน้ำให้กระจายสู่พื้นที่เพาะปลูก ล็อกตะกอนดินหรือธาตุอาหาร ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และนอกจากเรื่องของประโยชน์ของคลองไส้ไก่ที่กล่าวมาแล้ว หลายคนหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องความสวยงามมากขึ้น หลายคนมีความคิดหาวิธีทำยังไงให้น้ำในคลองใสมองเห็นตัวปลา เพิ่มความสบายตา เพิ่มมุมพักผ่อนหย่อนใจ หรือบางท่านต้องการต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต เทคโนโลยีชาวบ้านมีเคล็ดลับการเนรมิตคลองไส้ไก่จากน้ำขุ่นๆ กลายเป็นน้ำใสๆ มองเห็นตัวปลามาฝาก ทำได้ง่าย เพียง 3 ขั้นตอน ดังนี้ เริ่มจากการขุดบ่อ สำหรับท่านที่จะปล่อยปลาเลี้ยงลงในคลอ
การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จแน่นอนว่าปัจจัยสำคัญคือ “น้ำ” หากน้ำไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง ให้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะฉะนั้นก่อนการเริ่มต้นปลูกพืชสักอย่าง ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ และเหมาะสมตามที่พืชต้องการ เพื่อผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นำไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืน คุณเบิร์ด-ยุทธนา คามบุตร เจ้าของสวนลุงเบิร์ด จังหวัดชัยนาท อีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกไม้ผลท่ามกลางพื้นที่แห้งแล้งได้ดีเยี่ยม โดยเทคนิคสำคัญของสวนลุงเบิร์ดคือ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีการคิดคำนวณต้นทุนตั้งแต่การวางระบบน้ำ ไปจนถึงการคำนวณอัตราการไหลของน้ำเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต จนสามารถเอาชนะความแห้งแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สวนลุงเบิร์ดมีพื้นที่สำหรับปลูกไม้ผลรวมๆ เกือบ 4 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกฝรั่ง 2 ไร่กว่า ปลูกฝรั่งได้ประมาณ 200 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณไร่กว่าเลือกปลูกพุทรานมสด ท่ามกลางพื้นที่แห้งแล้ง ระบบน้ำจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับที่นี่ “พื้นที่แถวนี้ส่วนใหญ่จะปลูกพืชไร่กันเกือบทั้งหมด แล
การทำโรงเรือนปลูกผัก ด้วยงบหลักหมื่น เป็นเทคนิคของ คุณวุฒิพงษ์ พลอยวิเลิศ (พี่กระต่าย) ที่ใช้คำแทนตัวเองว่าเป็นไทบ้านฟาร์มเมอร์ มาจากที่ตนเองเป็นคนต่างจังหวัด และมีวิถีชีวิตและหลักคิดในการทำเกษตรแบบบ้านๆ การสื่อสารกับผู้คนก็เป็นหลักคิดง่ายๆ เป็นกันเอง ชาวบ้านคนธรรมดาฟังแล้วรู้เรื่อง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ การทำโรงเรือนต้นทุนต่ำ หน้ากว้าง 3 เมตร ยาว 30 เมตร 1.เหล็กกัลวาไนซ์ 6 หุน ยาว 6 เมตร ดัดโค้ง ความสูงของโรงเรือนประมาณ 2.50 เมตร 2.พลาสติกใสคลุมโรงเรือน 1 ม้วน ยาว 100 เมตร หน้ากว้าง 3 เมตร ความหนา 150 ไมครอน กรองแสงยูวี 7 เปอร์เซ็นต์ ราคาม้วนละ 4,300 บาท คลุมพลาสติกแค่เป็นหลังคา ส่วนข้างๆ ใช้ตาข่ายปลูกไม้เลื้อยได้ 3.คลิปล็อกชนิดมีสปริง ขนาด 6 หุน แบบ 3 ข้อ ตัวละ 6 บาท ยาว 6 เมตร ใช้ล็อกเหล็กที่ดัดโค้ง 4.ประกับล็อกเหล็ก สำหรับลดต้นทุนไม่ต้องเสียค่าเชื่อมเหล็ก ล็อกได้มั่นคงดี 5.สายพีอี ขนาด 1 นิ้ว ยาว 100 เมตร ราคา 90-100 บาท 6.หัวมินิสปริงเกลอร์ 100 เมตร ราคา 300-350 บาท 7.ตาข่ายไนล่อน ราคาม้วนละ 90 บาท ไว้ปลูกไม้เลื้อยรอบโรงเรือน สาเหตุที่ไม่ใช้พลาสติกทั้งหมดเพราะทดลองมาแล้วว่
“คุณประจักษ์ ชื่นตา” ชาวไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด นับเป็นตัวอย่างเกษตรกรที่ใส่ใจเรียนรู้และพัฒนาอาชีพการทำไร่สมัยใหม่แบบโมเดิร์นฟาร์ม โดยอาศัยการบริหารจัดการที่ดี ทั้งเรื่องดิน น้ำ และปุ๋ย ทำให้ประสบความสำเร็จในการปลูกอ้อยข้ามแล้งด้วยระบบน้ำราดน้ำหยด สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้ 20 ตันต่อไร่ เทคนิคปลูกอ้อยน้ำราดน้ำหยด โดยทั่วไป อ้อยต้องการน้ำประมาณ 1,200-1,600 มิลลิเมตรต่อปี แต่ทุกวันนี้ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้ปริมาณฝนไม่เพียงพอ และยังกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไร่อ้อยหลายแห่งมีผลผลิตลดลง แต่ไร่อ้อยของคุณประจักษ์ไม่ประสบปัญหาดังกล่าว เพราะเรียนรู้เทคนิคบริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณภาพ จากมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม คุณประจักษ์ปลูกอ้อยน้ำราด โดยให้น้ำแบบราดร่อง ด้วยการสูบน้ำและปล่อยให้ไหลไปเองตามธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบน้ำหยด ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นการเติมน้ำได้ถูกช่วงเวลา และเพิ่มปริมาณความชื้นในดินได้เพียงพอสำหรับการงอกและการเจริญเติบโตของอ้อย “เดือนมีนาคม-เมษายน หากใส่ใจดูแลดินและปุ๋ย ด้วยระบบน้ำหยดและน้ำราดให้เพียงพอ อ้อยตอจะเ
ในวัฒนธรรมการทำอาหารของไทย “บัว” เป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแกง ต้ม ผัด หรือทานสด แต่สิ่งที่หลายคนมักสงสัยคือ “ไหลบัว” และ “สายบัว” สองส่วนที่นิยมของต้นบัวนั้นแตกต่างกันอย่างไร มาดูรายละเอียดกันเลย ก่อนอื่นจะพาทุกคนไปรู้จัก “บัว” ที่เรานำมาทานจะมีอยู่ 2 สีด้วยกัน โดยสีของไหลบัวจะเป็นสีขาว ไหลบัวที่เรานิยมนำมากินนั้นเป็น “บัวหลวง” หรือ “บัวบูชาพระ” จะมีด้วยกันสองสีคือสีขาว และ สีชมพู ซึ่งการเลือกเก็บไหลบัวนั้นจะนิยมใช้บัวสีชมพู เพราะมียางน้อยกว่า ส่วนบัวสีขาวมียางมาก จะให้รสชาติที่ขมจึงไม่นิยมบริโภค การเก็บสายบัวจะต้องเลือกเก็บจากต้นอ่อนของบัวหลวง ซึ่งสังเกตจากใบที่มีลักษณะยังม้วนอยู่ ไหลบัวจะอยู่ในดินหรือใต้โคลน เวลาเก็บใช้วิธีการงมแล้วใช้มือบีบบริเวณโคนรากของบัว แล้วเด็ดออกมา ข้อสำคัญระหว่างที่เด็ดมานั้นต้องบีบตลอดจนกว่าจะพ้นน้ำ เพราะในไหลบัวนั้นเป็นสุญญากาศ หากไม่บีบไว้ น้ำโคลนหรือสิ่งสกปรกจะเข้าไปได้ เมื่อพ้นน้ำแล้วก็ปล่อยได้ตามปกติ เพราะอากาศจะเข้าไปแทนที่ทำให้น้ำไม่สามารถเข้าไปได้ สา
“ยอ” มีชื่อสามัญ : Noni ; Vomit fruit ; Great morinca ; มะตาเสือ (เหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia วงศ์ : Rubiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ยอ เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง จัดว่าเป็นไม้มงคลของคนไทยที่นิยมปลูกกันในบริเวณบ้าน เป็นเคล็ดว่าจะได้มีแต่คนมาสรรเสริญเยินยอ ใบมีขนาดใหญ่ หนา เขียวเข้มเป็นมัน มีหูใบเล็กๆ อยู่โคนใบจริง ดอกขนาดเล็กๆ สีขาว เป็นช่อกลมๆ ผลรูปรีๆ ทรงกระบอก ผิวขรุขระเป็นปุ่มปม เปลือกลำต้นสีเทาน้ำตาล แตกกิ่งเป็นชั้นๆ คล้ายต้นหูกวาง ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ใบก็ไม่ค่อยร่วง ประโยชน์ทางยา ใบยอ มีสรรพคุณเป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้ไข้ ผลยอ รสเผ็ดร้อน ขับลม ฟอกเลือด ขับโลหิตปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร ในทางโภชนาการ ใบยอใช้ทำห่อหมก ที่ใบอะไรก็ไม่สามารถมาแทนได้ มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หรือใช้ใส่แกงอ่อม แกงเผ็ด ผลสด คนอีสาน ใช้ตำเป็นส้มตำลูกยอ กินกันมาช้านาน ผลแก่ย่างไฟจิ้มเกลือให้สุภาพสตรีมีครรภ์กิน เพื่อช่วยขับน้ำนม ลดน้ำคาวปลาหลังคลอดบุตร ลูกยอ มีสารซีโรนิน (Xeronine) มากกว่าสับปะรดถึง 10 เท่า ช่วยลดคอเลสเตอรอล บรรเทาอาการจากภูมิแพ้ต่างๆ
ปัจจุบันการผลิตกล้าไม้ของเกษตรกรทั่วไปมักปลูกหรือชำกล้าไม้ในถุงหรือกระถางที่ทำจากพลาสติก เมื่อกล้าไม้ที่เพาะชำในกระถางเจริญเติบโตเต็มที่ เกษตรกรจะนำเอากล้าไม้ออกจากถุงเพาะชำ เพื่อนำกล้าไม้นั้นไปฝังลงในดิน โดยการฉีกถุงพลาสติก ส่วนถุงเพาะชำพลาสติกหรือกระถางพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้วก็กลายเป็นขยะ มักถูกทำลายโดยการเผาหรือการฝังในดิน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นักศึกษาวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ประกอบด้วย น.ส.กชณัช นาคสัมปุรณะ น.ส.วธิศรา รุ่งแสง น.ส.สุชาดา เชื้อมั่น น.ส.จิณภัค ถมของ และ นายณัฐภัทร หิ่มเก่า จึงเกิดแนวคิดออกแบบพัฒนา “กระถางปุ๋ยเพาะกล้าไม้ชีวภาพเสริมธาตุอาหารในดินด้วยจุลินทรีย์ Bacillus megaterium” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้นมา เพื่อเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรตามหลักการ BCG ต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ผลงานกระถางปุ๋ยเพาะกล้าไม้ชีวภาพ ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางธรรมชาติที่มีธาตุ N P K เมื่อนำไปใช้งาน สามารถย่อยสลายธาตุอาหารในดินออกมาใช้ประโยชน์ ทำให้พืชสามารถจับสารอาหารในดินที่ต้องการได้มากขึ้นและมีฤทธิ์ในการเป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อราแล้ว ย
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครศรีธรรมราช (วษท.นศ. หรือ NSCAT) ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่กระบวนการเรียนรู้ของวิทยาลัย โดยจัดการศึกษาเรียนรู้แบบบูรณาการเรียนรู้ ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะอาชีพพื้นฐาน อาทิ หลักสูตรการเลี้ยงด้วงสาคู เพื่อสร้างรายได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ที่มีราคาค่อนข้างแพง เป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยและต่างประเทศ เพราะมีคุณค่าทางโปรตีนสูง เกษตรกรภาคใต้นิยมเพาะเลี้ยงด้วงสาคู ใน 2 รูปแบบ คือ 1. การเลี้ยงโดยใช้ท่อนสาคูหรือท่อนต้นลานก็ได้ ตัดต้นสาคูเป็นท่อน ยาว 50-60 เซนติเมตร ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรง 35 คู่ ปิดทับท่อนสาคูด้วยแผ่นไม้ หรือแผ่นปูน รดน้ำ ที่ท่อนพันธุ์ให้หมาดๆ และ 2. การเลี้ยงด้วงสาคู ในกะละมัง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40-50 เซนติเมตร ลึก 20 เซนติเมตร มีฝาหรือตาข่ายปิดกะละมังป้องกันพ่อแม่พันธุ์ด้วงหนี อาหารที่ใช้คือ นำสาคูบดผสมอาหารสัตว์เล็กน้อย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครศรีธรรมราช ส่งเสริมการเลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง อย่าง
กลุ่มยุวเกษตรกร ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นในโรงเรียนทุกแห่ง แต่ได้รับการก่อตั้งขึ้น ตามความเห็นของโรงเรียนในการส่งเสริมกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้เด็กนักเรียนมีความรู้ มีพื้นฐานอาชีพ รู้จักการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เป็นอีกแห่งที่มีการก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กในโรงเรียนได้เรียนรู้ด้านอาชีพ นำประสบการณ์ไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งปี 2552 ที่ผ่านมา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ในฐานะกลุ่มยุวเกษตรกร นักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนมีประมาณ 800 คน จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การเรียนการสอน เน้นอาชีพและส่งเสริมวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กนักเรียนที่มีความสามารถโรงเรียนจะส่งเสริมสนับสนุนให้ได้เรียนต่อไปถึงระดับปริญญาตรี กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนเกษตรกร ได้เรียนรู้หลักวิชาการการเกษตร ได้รู้จักวางแผนในการทำงานอย่างเป็นระบบและทำงานร่วมกับผู้อื่น การนำประสบ
ไหนใครเคยกิน “รากถั่วพูต้ม” ยกมือขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเมนูหากินยาก หลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก แต่เป็นของดีจังหวัดราชบุรี 1 ปีมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น! มีจำนวนจำกัด บางคนถึงขั้นสั่งจองข้ามปี ของดีของอร่อยใครจะห้ามใจไหว ฤดูกาลเก็บเกี่ยวรากถั่วพูคือประมาณปลายเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี ทำการตัดแต่งรากถั่วพูก่อนนำไปล้างทำความสะอาด รากถั่วพูที่คัดเกรดและตัดแต่งรากแขนงออกเป็นที่เรียบร้อย พร้อมนำไปล้างน้ำทำความสะอาด การปลูกถั่วพูกินราก จัดเป็นถั่วพูพันธุ์หนัก ซึ่งเป็นเฉพาะที่สามารถบริโภครากได้ แต่ไม่ใช่ถั่วพูที่ปลูกกินฝักทั่วไป โดยเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง โดยเตรียมแปลงก่อนปลูกโดยหว่านเมล็ดปอเทืองเพื่อบำรุงดินให้ร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี เป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินในรูปแบบปุ๋ยพืชสด เกษตรบางท่านนิยมปลูกถั่วพูกินรากผสมผสานกับข้าวโพด โดยหยอดเมล็ดข้าวโพดไปพร้อมกันกับถั่วพู ทั้งนี้ เพื่อให้ต้นถั่วพูได้เลื้อยเกาะต้นข้าวโพด ช่วยลดต้นทุนและทดแทนการใช้ไม้ไผ่ในการทำค้าง เมื่อข้าวโพดเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตก็สามารถเก็บฝักไปขาย และตัดส่วนยอดไปเลี้ยงโคได้อีกด้วย วิธีการปลูกถั่วพูกินราก จะเริ่มในเดือนกรกฎาคม-ส
