เทคนิคเกษตร
แมงลัก คือพืชสมุนไพร ตระกูลเดียวกับโหระพาและกะเพรา นิยมนำมาบริโภคใบและเมล็ด ลักษณะของต้นแมงลักเป็นอย่างไร สรรพคุณของแมงลัก เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก เป็นยาระบายอ่อนๆ คุณค่าทางโภชนาการและโทษของแมงลัก มีอะไรบ้าง ต้นแมงลัก (Hairy Basil) ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลักคือ Ocinum canum. Sim. ชื่อเรียกอื่นๆ ของแมงลัก เช่น มังลัก ขาวมังลัก ผักอี่ตู่ กอมก้อขาว เป็นต้น ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำอาหาร ช่วยดับคาว และเพิ่มความหอมของอาหารได้ดี เมนูอาหารที่นำใบแมงลักมาทำอาหาร เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ เป็นต้น แมงลักในประเทศไทย สำหรับแมงลักในประเทศไทย จัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีการปลูกแมงลัก เพื่อผลิตใบสดและเมล็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ สามารถพบเห็นแมงลักได้ทั่วไปตามตลาด สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธุ์ศรแดง ที่มีลักษณะใบใหญ่ แหล่งปลูกต้นแมงลัก พบได้ทั่วไปทั่วประเทศ ลักษณะของต้นแมงลัก ต้นแมงลัก เป็นพืชล้มลุก อายุสั้นไม่ถึง 1 ปี นิยมรับประทานเป็นอาหาร ต้นแมงลัก สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำและการเพาะเมล็ดพันธุ์ ลักษณะของต้นแมงลัก มีดังนี้ ลำต้นของแมงลัก เนื้อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสู
ปลากรายว่ายเคียงคู่ เคล้ากันอยู่ดูงามดี แต่นางห่างเหินพี่ เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจรฯ” (กาพย์เห่เรือ, พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2) ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงเคยกินกับข้าวที่ทำจากปลากรายมาแล้ว ปลากรายเป็นปลาน้ำจืดที่มีมาก แถมมีหลายสายพันธุ์ แต่คุณสมบัติของเนื้อมีเอกลักษณ์เดียวกัน คือละเอียดเนียน หนึบเหนียว แค่เอาลงตำในครกเพียงครู่เดียว ไม่ว่าปลากราย ปลาตอง ปลาตองลาย ปลาฉลาด, สลาด ฯลฯ เนื้อก็จะเหนียว เอามาปั้นทำลูกชิ้น จังลอน ทอดมัน ปลาเห็ด เส้นปลา อร่อยได้สารพัดอย่าง ราคาเนื้อปลากรายขูดสดในท้องตลาด บรรจุถุงละครึ่งกิโลกรัมบ้าง 1 กิโลกรัมบ้าง ตกราวกิโลกรัมละ 200 บาทขึ้นไปเสมอ นอกจากปลากราย ซึ่งนับเนื่องว่าเป็นเนื้อปลาน้ำจืดที่เอามาแปรรูปได้ดีมีคุณภาพที่สุด ก็จะมีเนื้อปลาที่ถูกนิยามว่าเป็นชั้นรองลงมา อย่างเช่นปลายี่สก ขายถูกกว่ากันเกินครึ่งทีเดียว ส่วนหากเป็นเนื้อปลาทะเล มีปลาอินทรี ปลาดาบลาว ปลาทู ซึ่งแม้ทราบกันว่าใช้เป็นส่วนผสมลูกชิ้นปลาทะเลรสดีทั่วไป แต่มักไม่ใคร่มีที่ขูดเฉพาะเนื้อจำหน่ายแพร่หลายเท่าปลากราย ผมพบว่า เนื้อปลากรายหรือปลาฉลาดสดๆ ไม่เคยทำให้ผิดหวังในด้านความเหนียวหนึบ แต่ปัญหาก็คือ เร
ตรัง หนุ่มหัวใสทำขนมปอดควายจิ๋ว หลากไส้ ขายดีตอบโจรทย์ลูกค้า ล่าสุดเปิดตัว 2 ไส้ใหม่ “ปอดควายไส้เคยฉลูหมูสับ และไส้เคยฉลูหมูคั่วกลิ้ง” วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ที่ร้านปอดควาย1845 ซึ่งมีนายกัมปนาท ภักดีพันธ์ หรือ น้องเก้า อายุ 31 ปี เจ้าของร้าน ตั้งอยู่ในซอยควนหาญ1 ตรงข้ามกับวิทยาลัยพยาบาลตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เข้าซอย 80เมตร ร้านอยู่ขวามือ น้องเก้านับเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่เคยทำร้านกาแฟ ร้านคาเฟ่และมีความรู้ความชำนาญในการทำขนมไทยและเบเกอรี่ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าขนมปอดควาย หรือขนมถังแตก เดิมต้นตำหรับ จะใช่กระทะเหล็กก้นแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 นิ้ว ลึกประมาณ 2 นิ้ว การทำขนมปอดควายจะนิยมใส่ไส้ถั่วลิสง ไส้มะพร้าว ไส้สังขยา แผ่นใหญ่พับครึ่งเลยเหมือนกับปอดของควาย 1 ถาด ต้องกินกันหลายคน นายกัมปนาท หรือน้องเก้า ผู้ที่ชื่นชอบรับประทานขนมปอดควาย พยายามคิดค้น ว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำขนมปอดควายที่มีขนาดเล็กกินหมด มีไส้ให้เลือกที่หลากหลายและร่วมสมัย จึงได้ลองผิดลองถูกด้วยการนำกระทะทอดไข่ดาวมาลองทำดูปรากฏว่าทำได้แต่มีข้อจำกัดทำได้ครั้งละ 4 ชิ้น เพราะกระทะมี 4 หลุม จึงค้นหากระทะที่มีหลาย
พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา เท้ายายม่อม แป้งจากพืชที่เหมาะกับมนุษย์ที่สุด ชื่อทั่วไป Common name : East Indian arrow roots ชื่อวิทยาศาสตร์ Scientific name : Tacca leontopetaloides (L.) Kuntze. Family : DIOSCOREACEAE เมื่อหลายสิบปีก่อนหากใครไปเที่ยวชลบุรี บางแสน แล้วแวะซื้อขนมของฝากแถบตลาดหนองมน จะพบว่ามีขนมไทยโบราณหลายเจ้า สารพัด เช่น ขนมชั้น ขนมกล้วย เปียกปูน ครองแครง ทับทิมกรอบ เต้าส่วน ช่อม่วง ขนมดอกลำเจียก ฯลฯ น่าจะคงยังพอจำรสชาติ ความหอม หนืด กำซาบเหงือกและฟัน หยุ่นๆ เหนียวนุ่มพอดีของขนมดังกล่าวที่มาจากแป้งชนิดหนึ่งได้ดี นั่นคือ แป้งเท้ายายม่อม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวโพดมาก แป้งทำขนมของคนหนองมน บ้านปึก อ่างศิลา เสม็ด เหมือง ในโซนนี้ยุคนั้นมาจากหัวเท้ายายม่อมแทบจะทั้งนั้น ปลูกกันแทบทุกบ้านที่พอมีที่ดินว่างเปล่า แม้กระทั่งหลังตลาดหนองมนก็มีหลายบ้านที่เคยปลูก ปัจจุบัน หาคนทำยาก หาคนปลูกก็ยาก เนื่องจากมีแป้งชนิดอื่นเข้ามาทดแทนแป้งเท้ายายม่อมซึ่งมีกรรมวิธีทำที่ซับซ้อน ยุ่งยากหลายขั้นตอนพอสมควรกว่าจะได้ออกมาเป็นผงแป้งพร้อมใช้ เ
ก่อนที่มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในดินแดนประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลงมือปลูกข้าวทำนาบนลักษณะภูมิประเทศต่างๆ จนมีผลผลิตเป็นข้าวและแป้งอย่างมีความมั่นคงเรื่อยมาตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์จำเป็นต้องออกเก็บหาของป่า โดยเฉพาะพืชอาหารที่ให้แป้ง อันเป็นพลังงานสำคัญต่อร่างกาย พวกเขาย่อมต้องตระเวนหาเผือก มัน ตัดฟันสาคูต้น หรือขุดหามันสาคู ขุดกลอยหัวใหญ่ๆ อันเต็มไปด้วยพิษมาหั่น ล้าง แช่น้ำนานนับหลายๆ วัน เพื่อเก็บสำรองไว้ให้พอเพียงในกระท่อมหรือทับถ้ำ โดยเฉพาะสาเก (Bread fruit) ซึ่งนักโบราณคดีได้พบละอองเรณูของมันในชั้นดินอยู่อาศัยที่มีอายุกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดตรัง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันวัฒนธรรมการกินแป้งในผลสาเกในดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ สังฆนายกมิซซังโรมันคาทอลิกประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 เขียนบันทึก Description du Royaume Thai ou Siam ไว้ตอนหนึ่งว่า “ในประเทศสยาม มีผู้รู้จักขนุน (Artocarpus Jacca) อยู่ 2 พันธุ์ ชนิดแรกเป็นต้นไม้มีใบยาว แหว่งลึกเป็นแฉกๆ ผลนั้นกลมและยาว บางทีใหญ่ขนาดเท่าหัวคน ภายในเปลือกอันหนานั้น เนื้อร่วนมีลักษณ
“ชะพลู” เป็นพืชพื้นบ้านที่แพร่หลาย พบในทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสืบต่อได้หลายปี ชอบพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ที่ที่มีน้ำดี ดินดี จะเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบจะโต ยอดจะอวบอ้วน เป็นพรรณไม้ที่มีต้นตั้ง บางครั้งจะพบต้นแบบเถาเลื้อย ระบบรากหากินผิวดิน ถ้าเถาเลื้อยไปพบที่เหมาะ ก็จะออกรากตามข้อ และแตกต้นขึ้นใหม่ แพร่ขยายต้นไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการจะย้ายที่ปลูก ก็สามารถถอนดึงต้นติดรากไปปลูกได้เลย ชะพลู เป็นพืชในวงศ์ ไปเปอราซีอี (PIPERACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปเปอร์ ซาเมนโตซัม (Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ภาคเหนือ เรียก ผักปูนก ผักฟูนก ผักแค ช้าพลู พลูลิง พลูลิงนก พลูนก ภาคอีสาน เรียก ผักปูลิง ผักนางเลิด ผักอีเลิด ภาคใต้ เรียก นมวา แต่ละถิ่นอาจมีเรียกคล้ายกัน หรือต่างกันบ้าง ตามสำเนียงการออกเสียงของท้องถิ่น และมันก็คือ ชะพลู นั่นแหละ ใบมีลักษณะรูปหัวใจ เหมือนใบพลูกินหมาก แต่จะเป็นใบบางๆ มีใบหลายขนาด ใบเล็กขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ใบใหญ่จะกว้างถึง 15 เซนติเมตร ยาว 17 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 1-5 เซนติเมตร ใบมีรสเผ็ด ชะพลูมีดอกเป็นช่อ รูปทรงกระ
หลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยว ก็ถึงช่วงเวลาตัดแต่งกิ่งลำไย เป็นการจัดการต้น ตัดกิ่งเสีย กิ่งทำมุมไม่ดี เพื่อให้ภายในทรงพุ่มโปร่ง ไม่เป็นที่อาศัยของแมลง สะดวกในการดูแลรักษา ให้ทุกยอดได้รับแสงอย่างเต็มที่ และสงเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเตรียมต้นลำไยให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์ พร้อมออกดอกในปีต่อไป ขั้นตอนนี้ เป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ต้นลำไยมีผลโต รสชาติดี ตามที่ตลาดต้องการ คุณนิโรจน์ แสนไชย เจ้าของสวนแสนไชย ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน เป็นผู้คร่ำหวอดกับวงการปลูกลำไยมานานมาก จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2563 และได้รับการประกาศเกียรติคุณปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ระดับจังหวัด ประจำปี 2558 คุณนิโรจน์เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ชอบคิดอะไรใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การดูแลจัดการสวนลำไยได้สะดวกสบายมากขึ้น เช่น ช่วงที่ต้นลำไยออกดอกในฤดูเยอะมาก ก็ต้องตัดกิ่งทิ้งบ้าง คุณนิโรจน์ใช้เครื่องตัดหญ้าสายสะพายแบบข้ออ่อน โดยเปลี่ยนจากใบมีดเป็นใบเลื่อย สามารถตัดแต่งกิ่งได้รวดเร็วทันใจ และแผลสวยอีกต่างหาก ผู้สนใจสามารถชมการทำงานของสิ่งประดิษฐ์นี้ได้ทางเพจ : Suan Sanchai
หลังฤดูเก็บเกี่ยวจะเป็นช่วงที่พี่ป้าน้าอาตามต่างจังหวัดนิยมไปขุดปูนา นำเอามาประกอบอาหารต่างๆ เช่น อ่อมปูนา ปูชุบแป้งทอด ต้ม ปิ้ง ย่าง บางส่วนได้นำมาถนอมอาหารทำเป็นปูดองใส่ส้มตำเพิ่มรสชาติแซ่บนัวได้อีกด้วย สาเหตุที่คนนิยมไปขุดปูในช่วงนี้เพราะเป็นช่วงหน้าปูมัน ทำให้รสชาติดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวไปแล้วหากเป็นทางภาคอีสานจะไปขุดที่นาของใครก็ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ข้าวออกรวงเติบโตงดงามนั้นไม่สามารถขุดได้ เท่าที่สังเกตบางรายจะขุดตั้งแต่เริ่มเกี่ยวข้าว ดังนั้น จึงพบว่าหากเกี่ยวข้าวเสร็จจะเหลือเฉพาะตอซังข้าว แล้วก็จะพบหลุมที่เกิดจากการขุดปูนา เพราะฉะนั้นเวลาเดินในทุ่งนาก็เพิ่มความระมัดระวังด้วยนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเดินตกหลุมของนักขุดปูทั้งหลายเข้าก็ได้ ซึ่งในช่วงหลังจากเกี่ยวข้าวแล้วจะสามารถขุดปูได้ 3-4 เดือน คือช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน สำหรับปูนาที่จำหน่ายในตลาดราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนราคาปูดองจะขาย 12 ตัว ราคา 20 บาทครับ การทำปูดองมีวิธีง่ายๆ คือ หลังจากที่ขุดปูนามาได้ก็นำปูนามาล้างทำความสะอาดแล้วใส่ลงในกระปุกนำมาแช่น้ำปลา จำนวน 1 ขวด หากปูเยอะก็จะเพิ่มเป็น 2 ขวด เหยาะผงชูรสลงนิดหน่อยแล้วเก็บไว
สภาพภูมิอากาศบ้านเราเดี๋ยวชื้น เดี๋ยวหนาวเย็น เดี๋ยวร้อน ยามร้อนก็ร้อนร้าว จนชาวบ้านต่างพากันบ่นพึมพำ แช่งด่าดวงตะวันที่อยู่ไกลเราไปตั้ง 150 ล้านกิโลเมตร ร้อนจริงร้อนจัง ร้อนอย่างแท้จริง ร้อนจนจำต้องหมดเงินค่าน้ำค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อช่วยคลายร้อนที่ดวงตะวันแบ่งปันส่งมาให้ หมดเงินเพิ่มอีกเยอะเลย เอะหรือว่ารัฐบาลเขาขึ้นราคาค่าน้ำค่าไฟที่เราใช้ของเขาไป ซ้ำเติมให้เร่าร้อนเข้าไปอีก แต่ช่องทางผ่อนคลายร้อนแบบบ้านๆ ก็มีอยู่ คืออาศัยความเป็นธรรมชาติ ต้นไม้ หาดทราย สายน้ำลำธารมากมาย รวมทั้งอาหารการกินที่ชาวบ้านเขารู้จัก และธรรมชาติเสกสรร ให้มีในหน้าร้อนนี้ พืชผักหลายอย่างช่วยคลายร้อนได้ เราเรียกกันว่า “ผักพื้นบ้าน” ผักพื้นบ้าน ส่วนใหญ่เป็นผักได้จากป่า เอามาทำกินกันกับคนที่บ้าน หรือพืชผักริมรั้วที่มีในท้องถิ่นก็ใช่ มีมากกันทุกภาคของไทยที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านหาเก็บมาวางขายตามตลาดท้องถิ่น เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่นักบริโภคอาหารป่า ซึ่งปลอดภัยจากสารพิษ เช่นผักชนิดนี้น้อยคนนักที่จะรู้จัก ชื่อเขาแปลกๆ เรียกกันว่า “สะแล” ส่วนที่นำมาเป็นอาหารคือ ดอกอ่อน ลักษณะดอกคล้ายกับผล ดอกอ่อนสะแลม
พืชผักล้มลุกในธรรมชาติหลายชนิด ฝังรากฝังหัวไว้ใต้ดินตลอดฤดูแล้งอันยาวนาน เมื่อฝนแรกๆ ของปีเริ่มมาเยือน พวกมันแตกกิ่งก้านใบดอกสะพรึบพรั่ง นับเป็นฤดูกาลแห่งโอชาหารโดยแท้ ตั้งแต่ดอกกระเจียว ต้นบุก อีลอก กระชาย และโดยเฉพาะ เปราะหอม (Sand ginger) เปราะหอมมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหลายชื่อ อย่างเช่น แว่นอูด ว่านอูด ตูบหมูบ ว่านตีนดิน ว่านนกยูง หัวเปราะที่อยู่ใต้ดินก็เป็นทั้งพืชสมุนไพรและพืชอาหาร มีสรรพคุณช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หัวเปราะแห้งนั้นถ้าฝานเป็นแว่น ตากแห้ง จะเก็บได้นาน ใช้ในพริกแกงที่ต้องการกลิ่นหอมซ่าลึกๆ โดยใส่ตำรวมไปในครกเพียงเล็กน้อย เปราะจะไปคุมให้กลิ่นพริกแกงครกนั้นเนียน ไม่กระโดดไปทางใดทางหนึ่งเกินไป คล้ายๆ เวลาที่คนครัวบางคนใส่หัวกระชาย หัวไพล หรือขิงแห้งแบบสกุลพริกแกงภาคตะวันออก แถบเมืองจันทบุรี ระยอง แต่ถ้าใส่มากไปหน่อย คนที่ไม่คุ้นกลิ่นอาจรู้สึก “ปร่า” ซึ่งอันว่าพริกแกงครกไหนจะปร่าหรือไม่ปร่านี้ ผมคิดว่าขึ้นกับรสนิยมแต่ละคน มากกว่าจะมีกฎเกณฑ์วัดได้ตายตัวแน่นอน ตัวอย่างก็เช่น สูตรพริกแกงของ “ปลาดุกแกงป่า” ในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ. 2452) ท่านผู้เขียน คือ ท่านผู้หญิ
