เทคนิคเกษตร
ตั้งแต่ผมจำความได้ สมัยเด็กๆ กับข้าวกับปลาขึ้นชื่อของอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ก็มี “แกงป่า” อยู่อย่างหนึ่งแน่นอนครับ ไม่ว่าจะแถบตำบลสวนผึ้งสมัยนั้น อันเป็นแดนพริกกะเหรี่ยงเผ็ดหอมรุนแรงเป็นทุนเดิม หรือย่านบ้านกลาง รอบๆ เขาจอมพล ซึ่งปรุงแกงป่าน้ำแดงๆ ใสๆ ใส่มะเขือขื่นเหลืองๆ รากกระชาย ใส่เนื้อวัว ไก่บ้าน หรือหมูป่า ถึงจะแกงแบบน้ำมาก ไม่เหมือนทางเมืองกาญจนบุรี แต่ก็เผ็ดแสบสันไม่ใคร่ต่างกัน เคล็ดลับเบื้องหลังรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์มานานเนิ่นนี้ ก็คือ “ใบกะเพรา” ครับ ใบกะเพราแถบนี้ก็เหมือนย่านอื่นๆ ครับ คือมีทั้งที่เราซื้อหาเอาได้ตามตลาด หรือร้านสะดวกซื้อ และที่ขึ้นเองข้างทาง ตามทุ่ง ตามป่าโปร่งแล้ง ให้คนไปเก็บหามาได้เท่าที่ต้องการ แล้วผมคิดว่าอาจจะมีมากกว่าที่อื่นอยู่หน่อยด้วยซ้ำ ถึงขนาดมีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า บ้าน “ชุกกะเพรา” เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี กะเพราที่ขึ้นเองเป็นดงตามธรรมชาติแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีความฉุนร้อนมากเป็นพิเศษเสมอไปนะครับ เพราะปัจจัยข้อแรกก็คือขึ้นอยู่กับ “พันธุ์” ของมัน ถ้าลองสังเกตลักษณะใบ ลองเด็ดดมดูบ่อยๆ จะพบว่า กะเพรามีทั้งแบบฉุนร้อน ฉุนหอม และฉุนหวาน นี่ผมแค่แบ่งคร่าวๆ
ตื่นตัวเรื่องโรคไข้เลือดออก อยากได้สมุนไพรที่ไล่ยุงได้จริงๆ และหาไม่ยาก มีความรู้จาก รศ.ดร. สุวรรณ ธีระวรพันธ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า ยุงเป็นพาหะของการเกิดโรคที่สำคัญ ได้แก่ ยุงลาย เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะนำไข้มาลาเรีย ยุงรำคาญ นำโรคไข้สมองอักเสบ ยุงลายเสือและยุงอีกหลายชนิดเป็นพาหะโรคเท้าช้าง ที่ยังคงเป็นปัญหาของประเทศในเขตร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพอากาศเหมาะแก่การแพร่กระจายพันธุ์ จึงต้องมีการควบคุมทั้งแหล่งกำเนิดและทำลายยุง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค การป้องกันไม่ให้ยุงกัดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กัน จึงมีการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ไล่ยุง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารสังเคราะห์และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย เป็นแหล่งของพืชสมุนไพรหลายชนิดที่มีคุณสมบัติป้องกันและกำจัดแมลงได้ ปัจจุบันจึงมีการศึกษาและใช้สารจากธรรมชาติในการป้องกันยุงกัดมากขึ้น ได้แก่ สารสกัดจากสมุนไพรที่มีกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหย ทั้งนี้ สารป้องกันยุงที่ได้จากธรรมชาติมีข้อดีกว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่ไม่สะสมเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โด
ขมิ้นชันเป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันมาแต่โบราณ โดยนำมาใช้แต่งสี แต่งกลิ่น และรสของอาหาร เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา การใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ขมิ้นผงเป็นแหล่งสีธรรมชาติให้ความปลอดภัยมากกว่าสีสังเคราะห์ ตลอดจนเป็นสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ จัดอยู่ในวงศ์ขิงข่า เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นที่เกิดจากการอัดตัวกันของกาบใบ ลำต้นจริงอยู่ใต้ดินเรียกเหง้าขมิ้น ประกอบด้วย เหง้าหลักใต้ดินที่เราเรียกว่า หัวแม่ ซึ่งมีรูปไข่และแตกแขนงทรงกระบอกออกด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ที่เราเรียกว่า แง่ง เนื้อในเหง้ามีสีเหลืองมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นชัน ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ถ้าเป็นดินเหนียวควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตัน/ไร่ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน การเตรียมดินควรไถพรวนก่อนต้นฤดูฝน และหลังจากพรวนดินให้มีขนาดเล็กลงแล้ว ก็ใช้ไถยกร่องปลูกระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ขมิ้นชันสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 9-11 เดือน การขุดต้องพยายามไม่ให้จอบโดนเหง้า เสร็จแล้วเคาะเอาดินออกจากหัว ตัดใบและรากทิ้ง แล้วล้างน้ำให้สะอาด การทำแห้งทำได้โดยนำขมิ้นที่ล้างส
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้ง น้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารทีมีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี วิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆ สักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยว เมื่อดื่มแล้วสดชื่น และให้สังเกตดูหลังดื่มน้ำมะข
ประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนมากเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นอันดับสามในภูมิภาคเอเชีย รองจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นอันดับ 12 ของโลก เนื่องด้วยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก รวมทั้งเกษตรกรมีความสามารถในการเพาะปลูกพืชเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์และมีมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออกที่มีคุณภาพ การผลิตเมล็ดพืชของประเทศไทยมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ หน่วยงานภาครัฐจะเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่เป็นความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ เช่น ข้าว พืชตระกูลถั่วต่างๆ ส่วนภาคเอกชนจะเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเปิดเพื่อการค้า ได้แก่ ข้าวโพด ทานตะวัน พืชผักต่างๆ จากรายงานของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2560 แจ้งว่า ในแต่ละปีมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชมากกว่า 30 ชนิด ปริมาณรวมมากกว่า 25,000 ตัน สร้างรายได้เข้าประเทศตั้งแต่ ปี 2557-2559 มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผักและพืชไร่ คุณอานนท์ สายคำฟู วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิต
“จังหวัดสกลนคร” เป็น 1 ในพื้นที่นำร่องโครงการสร้างต้นแบบแนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้วยนวัตกรรมภาครัฐ ที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและออกแบบกระบวนการติดตามประเมินผลแผนแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ตำบลกุดบาก อำเภอกุดบาก ภายใต้นโยบาย “กุดบากออนซอน” เพื่อสร้างชุมชนออนซอนมีอาชีพเสริมสร้างรายได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต นโยบาย “กุดบากออนซอน” แบ่งเป็นแผนดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ แผนระยะสั้น 3-6 เดือน เป้าหมายคือ “ความอยู่รอด” โดยมุ่งยกระดับรายได้ เช่น เลี้ยงหอยเชอรี่เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าคราม “ออนซอนผ้าคราม” เพื่อเพิ่มรายได้ แผนระยะกลาง 1-3 ปี เป้าหมายคือ “อยู่ได้” ให้มีอาหารในครัวเรือนที่เพียงพอ ยกระดับรายได้ครัวเรือน มีแหล่งอาหารในธรรมชาติเพิ่มขึ้น แผนระยะยาว เป้าหมายคือ กุดบากออนซอน เกิดชุมชนสุขภาวะ ฐานะเศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น เลี้ยงปลาในบ่อผ้าพลาสติก กศน.อำเภอกุดบาก สังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดสกลนคร ต้องการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพประชาชนให้มีทักษะชี
ความทรงจำวัยเด็กของผมเกี่ยวกับส้มเขียวหวานก็คือมันมีราคาไม่แพงนัก แต่ที่กล่าวขวัญกันว่าดีที่สุดก็คือ “ส้มบางมด” ที่ตำบลบางมด ย่านฝั่งใต้ของธนบุรี แม้ว่านานๆ จะมีโอกาสได้ชิมสักครั้ง แต่ค่าที่ว่าเรายังเป็นเด็ก ก็ย่อมจะจดจำรสชาติหวานฉ่ำของมันได้ดีจนเดี๋ยวนี้ เรื่องที่เล่าสู่กันฟังได้อย่างชวนเอาไปคิดต่อ เห็นจะมีว่า เมื่อผมโตขึ้น ได้รู้จักเพื่อนหลายคน พวกเขาเล่าตรงกันว่า ส้มบางมดนั้น “เดี๋ยวนี้ไม่อร่อยแล้ว สู้แต่ก่อนไม่ได้เลย” เนื่องจากดินจืดบ้าง น้ำเค็มหนุนจนเสียหายบ้าง หากจะหมายเอาช่วงเวลาคร่าวๆ ก็ต้องว่า ส้มบางมดเมื่อสัก 20 กว่าปีก่อน (ตอนที่เพื่อนเล่าให้ผมฟัง) ก็อร่อยสู้สมัยเขาเด็กๆ (คือราว 40-50 ปีก่อน) ไม่ได้แล้ว ความรู้สึกที่ว่า อะไรต่อมิอะไรในช่วงเวลาร่วมสมัยของเรา ล้วนแต่ลดน้อยด้อยคุณภาพลงนั้นช่างเป็นเรื่องแปลก เพราะดูเหมือนจะเกิดแก่ผู้คนทุกยุคทุกสมัย กรณีส้มบางมดนี้ หนังสือตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (พ.ศ. 2452) มีอ้างบทกลอนของพระแก้วคฤหรัตนบดี (น่วม) ตอนหนึ่งว่า “..ส้มเขียวหวานบางมดรศเปนจอม เดี๋ยวนี้ย่อมสูญทรามเพราะน้ำเคม ราษฎรขุดคลองทำนาเกลือ
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “เกษตรโคราช” เป็นสถาบันการศึกษาสายอาชีพ สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนในระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีสายอาชีพ โดยจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี โดยร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น บริษัท สยามคูโบต้า กรมประมง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการกับนานาประเทศ เช่น เดนมาร์ก อิสราเอล ญี่ปุ่น ฯลฯ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา ภายใต้การนำของ นายพิชิต วงศ์คำ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนคราชสีมา นับเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาวิชาชีพที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน ท้องถิ่น สถานประกอบการ และตลาดแรงงาน ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน มีความเป็นเลิศในด้านเทคโนโลยีการเกษตรของอาชีวศึกษา สะเดาทรงเครื่องอบกรอบ “สะเดา” เป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย สะเดาเป็นพืชพื้นบ้าน 1 ปี ที่มีให้รับประทานได้ครั้ง
ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมไปขี่จักรยานเล่นแถวๆ สะพานท่ามะเฟือง ที่ทอดข้ามแม่น้ำป่าสักในเขตบ้านหนองสรวง อำเภอศรีเทพ เพชรบูรณ์ ที่จริงตั้งใจไปดูสภาพหลังน้ำลดน่ะครับ เพราะว่าพื้นที่ริมน้ำป่าสักตอนกลางนี้ น้ำจะท่วมล้นตลิ่งในหน้าน้ำเสมอ ยิ่งช่วงที่ผ่านมามีพายุเข้า ปริมาณน้ำจึงมากมหาศาล ตอนที่ท่วมหนักๆ ช่วงต้นเดือนนั้น ชาวบ้านหาปลาได้มาก ขนาดที่ว่าตรงท่ามะเฟืองนี้ เขาเอาแหมาทอดหว่านกันบนถนนเลยทีเดียว ถึงน้ำจะลดลงมาก ไม่ขึ้นมาท่วมไร่นาไร่อ้อยแล้ว แต่ระดับในแม่น้ำก็ยังสูงเกือบถึงตลิ่ง เห็นร่องรอยความเสียหายของพืชล้มลุก เช่นสวนกล้วยอยู่หลายแห่ง ผมแวะเก็บผักหญ้าจิปาถะริมทาง อย่างยอดตำลึง ลูกตำลึงดิบ ดอกพวงชมพู ฯลฯ กลับไปทำกับข้าวของกินตามเคย แต่คราวนี้ผมเห็นดอกและฝักไม้เลื้อยบางอย่างพันเกาะไม้ใหญ่ริมถนน ตรงช่วงที่เลยสะพานท่ามะเฟือง ย้อนมาทางบ้านหนองสรวง ครั้นลงไปดูใกล้ๆ จึงพบว่ามันคือ “ไก่เตี้ย” (Canavalia rosea DC.) หรือถั่วพร้า, ถั่วคล้าทะเล, ผักบุ้งเล ไม้เลื้อยล้มลุกที่ผมเคยได้ยินว่าคนแถบภาคตะวันออกชอบเอาดอกมันมากิน เมื่อลองพิจารณาดูก็เห็นว่า ลักษณะช่อดอกแน่นๆ บานแล้วคล้ายดอกแคเล็กๆ และฝักขน
“น้องควาย” หรือ “รกควาย” หลังจากที่ควายออกลูกได้ประมาณ 30 นาที น้องควาย (รก) ก็จะหลุดออกมา เจ้าของควายต้องเฝ้าให้ดี เพราะถ้าหากไม่เฝ้า แม่ควายที่เพิ่งเหน็ดเหนื่อยจากการคลอดลูกก็จะกินจนหมดเกลี้ยง ซึ่งจากการสอบถามก็ได้รับคำตอบคล้ายกันว่า ที่แม่ควายกินรก หรือที่ภาษาอีสานเรียกว่า น้องควายนั้น ก็คงเป็นเพราะสัญชาตญาณการทำความสะอาดเลียลำตัวให้ลูก ดังนั้น ในเวลาที่ควายออกลูกจึงต้องเฝ้าเพื่อที่จะได้น้องควายมาทำอ่อม สำหรับการตั้งท้องนั้น ควายจะตั้งท้องนานประมาณหนึ่งปี มากกว่าคนที่ตั้งท้องนานเก้าเดือน บางคนนานถึง 10 เดือนก็มี ถ้าหากเป็นหมูจะตั้งท้อง 110 วัน ดังที่มีคำชาวอีสานที่กล่าวเป็นคำคล้องจองจดจำง่าย ว่า “หมูมานขา หมามานหู” หมายถึง หมูตั้งท้องนานสี่เดือน (หมูมีสี่ขา) ส่วนหมา หรือสุนัข ตั้งท้องสองเดือนเพราะมี สองหู ปัจจุบัน ราคาน้องควาย น้องวัว ทุกวันนี้จะราคาประมาณกิโลกรัมละ 300 บาท น้องควายจะมีน้ำหนักประมาณสองกิโลกรัม ใหญ่กว่าน้องวัว สำหรับน้องวัวที่เห็นขายตามข้างทางนั้นส่วนใหญ่จะนำมาจากฟาร์มเลี้ยงวัว แต่น้องควายนั้นจะมาตามบ้านที่เลี้ยงควาย ขั้นตอนการทำอ่อมน้องควาย ต้องล้างน้ำทำความสะอาดน้อ
