เทคนิคเกษตร
ผมจำได้ว่า เคยแนะนำชักชวนให้ใครที่ชอบกินกับข้าวไทยบ้านๆ รู้จักไม้ป่าชนิดหนึ่งคือ “ส้มโก่ย” หรือชื่ออื่นๆ คือ หมากอีโก่ย องุ่นป่า ฯลฯ ซึ่งเป็นไม้เลื้อยยืนต้นเถาใหญ่แข็งแรง พบตามป่าโปร่งที่มีความชุ่มชื้น เถาส้มโก่ยใหญ่ มีขนแข็งๆ สั้นๆ ตามลำเถา เลื้อยพาดไปตามไม้ยืนต้นอื่นๆ โดยมีหนวดยึดเกาะพันหลักไว้ ความที่มันเป็นสายพันธุ์หนึ่งขององุ่น ผลของมันจึงออกเป็นพวงขนาดใหญ่แบบเดียวกับองุ่น ผมเคยพบเถาส้มโก่ยที่ป่าเชิงเขาทุเรียน นครนายก ที่ดงไม้ข้างปราสาทตาพรหมเกลในกัมพูชา แล้วก็ระหว่างทางบนเขา ที่จะไปยังถ้ำโบราณบนยอดเขาถมอรัตน์ เมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ ที่แนะนำก็เพราะว่าผมเคยเอา “องุ่นป่า” ที่ยังดิบ ลูกใหญ่ๆ นี้มาเด็ดล้าง ผ่าซีก แคะเอาเมล็ดสีขาวออก จะได้เนื้อผลไม้หน้าตาเหมือนเราผ่าลูกองุ่น แต่แข็งๆ นะครับ มันมีรสเปรี้ยวจัด อมฝาดเล็กน้อย หากเรากินดิบๆ ไปเพียงนิดเดียว จะรู้สึกคันๆ ยิบๆ ที่ปากที่ลิ้น ซึ่งคนเก่าๆ เรียกอาการนี้ว่า “กัดลิ้น” หรือ “ไต่ลิ้น” แต่หากทำให้สุกด้วยความร้อน อาการคันที่ว่านี้จะหมดไป คนที่เคยทำอาหารย่อมทราบว่า รสฝาด ขม เฝื่อน กระทั่งอาการคันในวัตถุดิบอาหารนี้ หากหาวิธีได้ หรือค้นพบกร
อาชีพการทำผ้าบาติกและผ้ามัดย้อม เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดสุราษฎธานีได้เป็นอย่างดี มีการพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ แต่กระบวนการผลิตผ้าบาติกมีการใช้ทั้งสารเคมีที่ใช้เป็นสารกั้นสีและใช้ในการระบายสี ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนผลิตมีราคาสูง สารกั้นสีเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญของการผลิตผ้าบาติก สารกั้นสีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ น้ำเทียน ซึ่งได้มาจากการผสมของพาราฟินและขี้ผึ้ง เป็นองค์ประกอบหลัก สารกั้นสีที่ได้จากเทียนต้องใช้ความร้อนในการทำละลายก่อนที่จะนำไปใช้ จากงานวิจัยพบว่า เทียนและเทียนหอม ที่ทำขึ้นจากพาราฟินหรือขี้ผึ้งที่เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมนั้น มีสารที่ก่ออันตรายกับมนุษย์ได้ ในการใช้น้ำเทียนเป็นสารกั้นสี ต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมากในการซักล้าง อีกทั้งต้องผ่านกระบวนการต้มเพื่อขจัดเทียนออก ซึ่งจะมีคราบไขมันลอยจับผิวน้ำ และมีกลิ่นเ
ในขณะที่ผู้คนทางตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัดลพบุรี รู้จักเอาเปลือกของลูก “กำจัด” มาเข้าในแกงหน่อไม้ น้ำพริก ป่น แกงเผ็ด กระทั่งผัดพริกใบกะเพรา คนภาคเหนือรู้จักสิ่งเดียวกันนี้ในชื่อ “มะข่วง” ใส่ปรุงในอาหารคล้ายๆ กัน ส่วนคนไทยดำหรือลาวโซ่ง ย่านเขาย้อย เพชรบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่ง คือ “พริกพราน” มันคงเป็นชื่อที่คนพื้นราบใช้เรียก “งังซ่องซา” ที่คนกะเหรี่ยงหนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี เก็บสอยจากต้นสูงใหญ่ในป่าทึบลงมาขายให้คนไทยดำ ซึ่งมีวัฒนธรรมการกินพริกพรานกันอย่างจริงจังมาก ทั้งใส่ในแกงเผ็ด แกงหน่อส้ม และโดยเฉพาะน้ำพริกชนิดหนึ่งที่เรียกในชื่อท้องถิ่นไทยดำว่า “แจ่วมะเอือดด้าน” นั้น จะขาดเปลือกเม็ดพริกพราน (คนไทยดำบางส่วนเรียก “มะแค่น” ก็มี) ไม่ได้เอาเลย ในความทรงจำของคนเพชรบุรี กะเหรี่ยงจะเอาพริกพรานลงมาขายในช่วงเดือนสิงหาคม เพราะพริกพรานจะมีผลผลิตในช่วงนั้น นอกจากนี้ ยังอาจเก็บในฐานะเครื่องสมุนไพรแห้งได้นานข้ามปีทีเดียว ภายหลังจึงเริ่มมีปลูกกันเองบ้างในแถบเขาย้อยและอำเภอเมืองเพชรบุรี แต่ก็ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ปริมาณมากเท่ากับที่คนกะเหรี่ยงปลูกและเก็บจากป่าเทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนตะวันตก ผมเคยได้ยิน
จันทน์เทศ (Nutmeg, Myristica fragrans) เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซีย ผลจันทน์เทศมีลักษณะคล้ายมะนาวหรือลูกพลัม ผลสุกที่มีขนาดพอๆ กับลูกละมุดจะเปลี่ยนเป็นสีเนื้อจางๆ แล้วปริออก ก่อนจะร่วงหล่นลงพื้น เนื้อสีน้ำตาลอ่อนของผลจันทน์เทศก็สามารถบริโภคได้เช่นกัน ถัดจากเนื้อจันทน์เทศที่ปริเป็นร่องลึก เผยให้เห็นใยหุ้มสีแดงเข้มสดใสซึ่งเรียกว่า ดอกจันทน์เทศ (Mace) ดอกจันทน์เทศ จึงไม่ใช่ดอกไม้ แต่เป็นเยื่อหุ้มเปลือกเมล็ด หรือรก ภายในเยื่อหุ้มนี้จะมีเมล็ดจันทน์เทศที่มีเปลือกสีดำเงาวับ เปลือกนี้แข็งแต่เปราะ ภายในเป็นเนื้อเมล็ดจันทน์เทศสีน้ำตาลอ่อนเรียกว่า ลูกจันทน์เทศ (Nutmeg) มีกลิ่นแรง หอมเฉพาะ รสขม ฝาด เปรี้ยว เผ็ดร้อน อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของจังหวัดพังงา คุณจุฑามาศ ส่องแสง หรือ คุณจ๋า เจ้าของสวนส่องแสง ตั้งอยู่ที่ 59/10 หมู่ที่ 7 ตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เกษตรกรรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาโท คณะเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับบ้านเกิดสานต่องานสวนของที่บ้าน พร้อมพัฒนาและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของจังหวัดพังงา ออกสู่สายตาชาวไทยและต่างชาติ คุณจ๋า เล่าให
เก็บตก ผลงานวิจัยเด่นและนวัตกรรมอาชีวศึกษาในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023)” จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาร่วมออกบูธ นำเสนอผลงานภายใต้ชื่อ “การพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอเพื่อยกระดับชุมชนสู่ความยั่งยืน” ประกอบด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ผ้าร่วมสมัยลายอัตลักษณ์ประจำถิ่น โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 2. ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกผัดมัดย้อมสีธรรมชาติสีลูกจาก โดย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 3. อุปกรณ์ขับเคลื่อนกระสวยทอผ้ากึ่งอัตโนมัติ โดย วิทยาอาชีวศึกษาสกลนคร 4. DWM เครื่องฟอกย้อมและล้างเส้นด้ายระดับชุมชน โดย วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ การนำเสนอผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเกี่ยวกับ “สิ่งทอ” (Textile) ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่สำคัญของไทย โดยใช้กระบวนกา
สงขลา “เมนูข้าวสตู” 1 ใน 77 เมนู ทั่วประเทศ ได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ประจำปีงบประมาณ 2566 “ร้านข้าวสตูเกียดฟั่ง” ถนนนางงาม เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่ได้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 ที่สืบทอดกันมาจนถึงรุ่นที่ 3 รสชาติความอร่อยของข้าวสตูร้านนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ข้าวสตูเกียดฟั่ง ซึ่งโกลักชาวจีนไหหลำ ที่เดินทางมาทำมาหากินในเมืองสงขลา ได้ถ่ายทอดสูตรทำสตูหมูไก่ เมื่อครั้งที่ตนเองไปเป็นกุ๊กอยู่บนเรือฝรั่ง ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ ซึ่งมีโกยาว เป็นเจ้าของร้านเกียดฟั่งรุ่นที่ 1 ซึ่งได้นำเมนูข้าวสตู มาปรับปรุงดัดแปลงสูตรดั้งเดิมเพื่อให้ถูกปากคนท้องถิ่น จนได้รสชาติสมบูรณ์แบบเข้ากับยุคสมัย จนกลายเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้มาเยือน น้ำซุปสตูจะมีความแตกต่างจากสูตรทั่วๆ ไป (สตูอังกฤษดั้งเดิมใช้เนย) โดยน้ำซุปของร้านเกียดฟั่ง จะเป็นน้ำซุปกระดูกหมูต้มกับเครื่องเทศและผสมกับหางกะทิ จนได้มาซึ่งน้ำซุปเข้มข้นและหอมมัน ภายในซุปยังมีเนื้อหมู เนื้อแดง และเครื่องใน แต่ผู้บริโภคก็สามารถสั่งหมูกรอบใส่ลงไปในซุปได้อีกด้วย บรรยากาศ หน้า
“เครื่องจักสาน” นั้นถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวอุษาคเนย์ โดยจะประดิษฐ์แตกต่างกันไปทั้งรูปแบบ และขนาด เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยตามแต่ละท้องถิ่น อ.ดร.ดินาร์ บุญธรรม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงรากของเครื่องจักสานในภูมิภาคนี้ไว้ว่า คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มประดิษฐ์เครื่องจักสานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเริ่มหยุดการเร่ร่อน และตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย จึงเริ่มคิดประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องจักสานที่สามารถใช้เป็นภาชนะใส่ของต่างๆ และเครื่องมือทุ่นแรง ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสะดวกสบายขึ้น แม้เราจะไม่พบเครื่องจักสาน ที่เป็นหลักฐานจากแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทย เนื่องจากเครื่องจักสาน ผลิตจากวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า คนในดินแดนที่เป็นประเทศไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน รู้จักประดิษฐ์เครื่องจักสานเพื่อใช้งาน ก่อนรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา โดยสันนิษฐานจากลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาว่า มีทำลวดลายให้คล้าย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zanthoxylum limonella Alston ชื่อวงศ์ Rutaceae (วงศ์ส้ม) ชื่ออื่นๆ หมากมาศ (กรุงเทพฯ) ลูกระมาศ มะแข่น มะข่วน บ่าแข่น หมักช่วง (แม่ฮ่องสอน) กำจัดและกำจัดต้น คะเจ้าเป็นไม้เมืองเหนือที่ฮุ้จักว่าใช้เป็นเครื่องเทศ เผ็ดร้อนคล้ายเม็ดพริกไทยดำ จาวเหนือหลายจังหวัด ทั้งเจียงฮาย แม่ฮ่องสอน น่าน ใช้แทนพริกไทยดำ โดยนำเมล็ดไปคั่วไฟอ่อนๆ พอมีกลิ่นหอมแล้วใส่ในส้มตำปลาร้า และยำจิ้นไก่ แต่ช่วงที่มีคนรู้จักคะเจ้ามากคือ มีคนชื่อ “การุณย์ มะโนใจ” เขียนเรื่องราวของคะเจ้าเผยแพร่ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าเป็นพืชพรรณดีเมืองพะเยา คือมะแขว่นพันธุ์ใหม่ และมะแขว่นพันธุ์พื้นเมือง ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง แม้ว่าคนทั่วไปทางภาคอื่นๆ จะไม่รู้จักคะเจ้าดีนัก แต่ก็มีบทเพลงพื้นบ้านทางเหนือยังขับร้องไว้ว่า “มะแข่วนดีปี๋ ไผมีขะใจ๋เอามาคั่วเหียนา ใส่ลาบบ่ขื่น” แปลว่า ใครมีมะแข่นกับดีปลีให้รีบเอามา แล้วคั่วใส่ลาบ จะได้ไม่มีรสขื่น เพราะคะเจ้ามีกลิ่นหอมฉุนคล้ายผักชี มีรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย เรื่องชื่อของคะเจ้าก็แปลกดี เคยมีคนเขียนชื่อคะเจ้าผิดว่า “ไม้แขวน” จึงสับสนไปหมด ดีนะว่าชื่ออีกชื่อคือมะข่วน ยังไม่เคยมีใครเขี
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ชะมวงพืช ชะมวง ไม้ยืนต้นอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นหรือพื้นที่ชื้นแถวเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ในเมืองไทยมีมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะภาคตะวันออก เอาใบที่ให้รสเปรี้ยวปรุงลงในแกงเผ็ดโดยใส่หมูหรือกระดูกหมูอ่อน รู้จักกันทั่วไปว่า “แกงหมูชะมวง” จนเป็นเอกลักษณ์ของภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ทั้งที่จังหวัดระยองและจังหวัดตราดก็มีแกงชะมวงแบบเดียวกับที่จังหวัดจันทบุรีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าแกงหมูชะมวงเป็นแกงเฉพาะถิ่นจันทบุรีไปแล้ว ใครไปเที่ยวจันทบุรีก็เป็นต้องถามหาแกงหมูชะมวงกันทั้งนั้น อย่ากระนั้นเลย เข้าครัวไปด้วยกัน ทำแกงหมูชะมวงกันดีกว่าไหม เครื่องปรุงพริกแกง พริกชี้ฟ้าแห้งแกะเมล็ดออก 10 เมล็ด พริกขี้หนูแห้งแกะเมล็ดออก 8 เมล็ด ตะไคร้หั่นซอย 6 ช้อนโต๊ะ หอมแดงหั่นซอย 5 ช้อนโต๊ะ กระเทียมหั่นซอย 4 ช้อนโต๊ะ ข่าหั่นซอย 2 ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูดหั่นซอย 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ กะปิห่อใบตองลนไฟให้หอม 1.5 ช้อนโต๊ะ วิธีทำเครื่องพริกแกง นำเครื่องพริกแกงทั้ง 7 รายการลงกระทะ คั่วไฟอ่อนๆ จนได้กลิ่นหอม สังเกตที่พริกถ้าพริกเริ่มแห้งใกล้ไหม้ ให้ตักเครื่องพริกแกงทั้งหมดลงครก พร
การมีชีวิตยืนยาวเท่าไหร่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญกว่าคือเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรให้มีความสุขกับชีวิต วิชาชีวิตคือวิชาที่ยากมากจริงๆ แถมใช้เวลาเรียนมากที่สุดอีกด้วย ไม่มีปิดเทอมไม่มีวันหยุด ไม่มีหนังสือเรียนไม่มีการสอนพิเศษ เรียนกันจนถึงวันสุดท้ายของลมหายใจ ครูที่ดีที่สุดคือความผิดพลาดที่ต้องเรียนรู้ เพราะบนโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ ถ้ามันง่ายไปเสียหมด คงไม่เรียกว่าชีวิต จำไว้ว่าความเห็นต่างย่อมสวยงามเสมอ เราไม่รู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่เราจะไม่มีวันเสียใจเลยถ้าเราทำวันนี้ให้เป็นวันดีที่สุด สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณแฟนๆ อย่างมากๆ จากเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่ได้ให้แรงใจตลอดมา เนื่องจากจะได้รับการส่งเสียงไปหาที่โทร. 081-846-0652 หรือในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ สมยศ ศรีสุโร หรือ ไอดีไลน์ Janyos ชนิดไม่ขาดหาย ปักษ์นี้ยินดีเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องราวที่จะนำมาเสนอ และต้องการให้แฟนๆ ที่สนใจชื่นชอบกับการท่องเที่ยวเช่นนี้ได้ไปเยี่ยมหาพร้อมสัมผัสพวกเขากันสักครั้ง ผมมั่นใจว่าหากได้ไปเยี่ยมหาสักครั้งคงมีครั้งต่อๆ ไปตามมาอีกอย่างแน่นอน เพราะที่น
