เกษตรยั่งยืน
ในยุคที่การแข่งขันด้านเกษตรไม่ใช่แค่ “ปลูกให้ได้ผลผลิต” แต่ต้อง ปลูกให้ขายได้ และขายให้ได้ราคา เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหาเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ทำให้ผลผลิตธรรมดา กลายเป็นสินค้าโดดเด่น มีเรื่องราว และมีคุณค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวม “ตัวท็อปสายสร้างแบรนด์” ที่เปลี่ยนสินค้าเกษตรบ้านๆ ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม จับต้องได้ ขายได้จริง และสร้างยอดขายแบบมืออาชีพ ใครทำเกษตรอยู่ ลองดูเป็นแนวทางได้เลยค่ะ ไร่สุขพ่วงเริ่มจากการทำเกษตรบนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ เน้นให้ความสำคัญกับระบบชลประทานเป็นสิ่งแรกก่อนการปลูกพืช ด้วยการจัดการน้ำโคกหนองนาโมเดล เช่น การสร้างคลองใกล้-ไกล การสร้างบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทำหัวคันนาขนาดใหญ่เพื่อให้เก็บน้ำฝนได้ รวมถึงการปลูกป่าเพื่อให้ป่าช่วยซับน้ำ เพราะฉะนั้นพื้นที่เลยมี 4 ส่วน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย นาข้าว ป่า และคอกสัตว์ ทำในรูปแบบของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีหลายคนที่อยากจะทดลองปลูกโกโก้เพื่อสร้างรายได้ แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการตลาด ปลูกแล้วจะเอาไปขายที่ไหน คุณพอตบอกว่า ทางรอดที่ดีที่สุดคือการทำแบบครบวงจร ปลูกเอง แปรรูปเอง และก็ขายเ
“น้ำ” คือ ชีวิต เป็นหลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก สมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ภายใต้การดูแลบริหารเงินทุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้สถาบันเกษตรกรนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ใช้ขุดสระ ขุดบ่อบาดาล และจัดหาวัสดุอุปกรณ์กักเก็บน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง ทำให้มีแหล่งน้ำสำหรับเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ลุงบุญมี อาจกล้า เกษตรกรสมาชิกวัย 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 บ้านหัวฝาย ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสหกรณ์ โดยกู้เงินสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จำนวน 30,000 บาท นำมาขุดบ่อเจาะบ่อบาดาลลึก 45 เมตร เพื่อใช้ในแปลงเกษตรกรผสมผสานควบคู่กับสระกักเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 2 บ่อ ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 40 เมตร และลึก 4 เมตร และกว้าง 20 เมตร ยาว 15 เมตร และลึก 4 เมตร บนเนื้อที่ 26 ไร่ 1 งานของลุงบุญมี แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 20 ไร่ หน่อไม้ 5 ไร่ พริก
ปัญหาฝุ่น PM2.5 กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนไทยทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือที่ต้องเผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดหาทางออก ในช่วงเวลาที่คำกล่าวหาว่า “ภาคเกษตรคือผู้ร้ายหลักของ PM2.5” ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงานสัมมนา “ฝุ่น PM 2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? ร่วมระดมสมองแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานครั้งนี้ได้พูดคุยกันในข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของข้อมูลวิชาการ และมองหาวิธีแก้ไขที่ยั่งยืน โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาช่วยกันอธิบายมิติของปัญหาที่ซับซ้อนนี้ นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการจัดงานสัมมนาหัวข้อ “ฝุ่น PM2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? ระดมสมองแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเป็นภัยที่คุกคามสุขภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งเป็นช่วงวิกฤตที่จะมีฝุ่นหนาแน่น หลายพื้นที่ข
กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช มีความปลอดภัยสูง ต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรใช้ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร ให้เกิดความปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ขับเคลื่อนการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยถ่ายทอดสู่เกษตรกรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้และผลิตขยายชีวภัณฑ์เอง ทำให้ได้ผลผลิตพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ลดต้นทุน เพิ่มแหล่งผลิตพืชปลอดภัยในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และส่งเสริมระบบเกษตรปลอดภัยด้วยเกษตรอินทรีย์ โดยชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปลูกไม้ผล และพืชผัก สามารถป้องกันได้ทั้งแมลงศัตรูพืช และโรคพืช ดังนี้ 1. ราเขียวเมตาไรเซียม มีความจำเพาะเจาะจงในการเข้าทำลายของด้วงแรดซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญในมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์ม สามารถทำลายด้วงแรดได้ทั้งในระยะตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย 2. โปรโตซัวกำจัดหนู ใช้ในการกำจัดทั้งหนูบ้านและหนูศัตรูพืช 3. เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใช้ควบคุมโรคตายพรายของกล้วย 4. ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดผง ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลาย
ภายใต้วิกฤตราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 13 ปี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนปศุสัตว์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ราคาวัตถุดิบกลุ่มแป้ง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลี ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปี ขณะที่ปริมาณการผลิตของโลกกลับลดลงสวนทางความต้องการใช้งาน ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียง 4.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้นทุกปี ทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง ภาวะโลกร้อน และความผันผวนของตลาดโลก ทำให้จำเป็นต้องมองหาวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศ และมีศักยภาพเพียงพอรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในระยะยาว คำตอบสำคัญจึงย้อนกลับมาอยู่ที่พืชเศรษฐกิจคู่บ้านคู่เมืองของไทยอย่าง “ข้าว” โรงสี–เกษตรกร–กรมการข้าว โมเดลความร่วมมือ ส่งเสริมการผลิตข้าว กข85 เพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ กรมการข้าว จึงเดินหน้าจัดทำ “โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์” นำพันธุ์ข้าวแข็งแรงอย่าง กข85 มาปรับใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน ลดแรงกดดันจากราคาข้าวโพดและข้าวสาลี พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทำให้ชาวนาเก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบัน การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชรจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ ผ่านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดันให้พันธุ์ข้าว กข85 กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างยั่งยืน นายอัครสิชฌ์ มหาจิราศิริ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่เกษตรกร โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นขยายและชั้นจำหน่ายของพันธุ์ กข85 และ กข111 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดี มีความสม่ำเสมอ และลดปัญหาการปนพันธุ์ในแปลงนา “ศูนย์ยังดำเนินโครงการส่งเสริมสำคัญหลายด้าน อาทิ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ โครงการลดต้นทุนการผลิต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวนมากยังประสบปัญหาราคาผลผลิตผันผวน ทำให้ขายได้ไม่คุ้มทุน จากความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์แบบเดิมได้เหมือนในอดีต จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และต้นทุน พร้อมทั้งเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน และผลิตอาหารสัตว์อย่างแม่นยำ โดยคำนึงถึงความต้องการโภชนาการของสัตว์ในแต่ละช่วงอายุ เพื่อควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม ในจังหวัดกำแพงเพชร มีเกษตรกรหลายรายเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หนึ่งในนั้นคือ คุณอังชัน ทันมา ซึ่งเปลี่ยนมาปลูกข้าวพันธุ์ กข85 ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน ต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกร ‘คุณอังชัน’ผ
ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศไทยในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 13 ปี โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยกว่า 20% โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำหรับวัตถุดิบประเภทแป้ง มี 2 ชนิดหลัก คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลี ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและไก่ ทำให้ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปริมาณการผลิตของโลกมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยประเทศไทยมีกำลังการผลิตเพียงราว 4.5 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ในส่วนของ ข้าวสาลี ภาวะการผลิตของโลกปรับตัวลดลงเช่นกัน ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวสาลีอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นวัตถุดิบหลักของโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ปริมาณวัตถุดิบที่ลดลงทำให้ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ขณะที่ผลผลิตเกษตรที่มีศักยภาพมากที่สุดของไทย คือ “ข้าว” จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการมองหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก
เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก “คน” บ้านปูร่วมเดินเคียงข้างผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมด้วยพลังของการโค้ชชิ่งเชิงลึกสู่การปลดล็อกศักยภาพ “เพลินไพร” ธุรกิจชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาสมุนไพรและแนวคิดเกษตรอินทรีย์สู่การสร้างแบรนด์ให้เติบโตไปพร้อมชุมชนได้อย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โครงการ Banpu Champions for Change (BC4C) ไม่ได้เพียงบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมในระยะเริ่มต้น (Incubation Program) เท่านั้น แต่ยังเน้น “เร่งศักยภาพการเติบโต” ของผู้ประกอบการในระยะขยายผล (Acceleration Program) ให้สามารถยกระดับการดำเนินงานและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่กว้างขวางและยั่งยืนยิ่งขึ้น ในปีนี้ โครงการฯ ได้ปรับรูปแบบ Acceleration Program จากกิจกรรมที่เน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักลงทุน มาสู่การพัฒนา “คุณภาพการเติบโต” ของกิจการในเชิงลึก ผ่านแนวทาง โค้ชชิ่งเชิงลึก (Precision Coaching) หรือการ “โค้ชแบบเฉพาะบุคคล” ที่ออกแบบกระบวนการให้เหมาะกับแต่ละกิจการ โดยอาศัยการวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา พร้อมการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการ เพื่อค้
ในวันที่สภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน “ดิน” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหารในประเทศไทยกลับเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง มีในหลายพื้นที่ของประเทศประสบปัญหาดินแข็ง ดินทราย น้ำไม่ซึม รากพืชเดินไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงทุกปี ขณะที่เกษตรกรต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม ในท่ามกลางความเปราะบางของผืนดินนี้ มีเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาชวนให้ “เริ่มต้นใหม่กับธรรมชาติ” เสียงของ คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ หรือที่รู้จักกันดีในช่องทางออนไลน์ “น้องเจนทำฟาร์ม” อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรฟื้นฟู” (Regenerative Agriculture) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงปลูกให้ได้ผลผลิต แต่คือการปลูกเพื่อให้ธรรมชาติมีชีวิตอีกครั้ง เกษตรฟื้นฟู คืออะไร? ทำไมต้องเริ่มตอนนี้ คุณเจน เล่าว่า “เกษตรฟื้นฟู” คือแนวทางการทำเกษตรที่ไม่เพียงเลิกใช้สารเคมี แต่ไปไกลกว่านั้น คือการคืนชีวิตให้ระบบนิเวศในดินกลับมาทำงานอีกครั้ง แนวคิดนี้เกิดจากการตระหนักว่าระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน กำลังทำลายทรัพยากรพื
