เกษตรยั่งยืน
การเปลี่ยนไปทำเกษตรกรรมแบบใช้น้ำน้อยเนื่องจากปัญหาขาดแคลนน้ำ ทำให้วีระชัย ศรีสด หาทางออกด้วยการทำเกษตรกรรมผสมผสานที่รวมเอาด้านประมง ด้านเกษตรปลูกพืชไม้ผลและปศุสัตว์ไว้ในแปลงเดียวกัน เพราะมองว่าแนวทางนี้ช่วยให้มีอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคง คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันทำเกษตรผสมผสานด้วยการเพาะขายพันธุ์ปลาและกบ ปลูกพืชไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ พร้อมนำมูลสัตว์และเศษพืชผักมาผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กลับมาใช้ทุกกิจกรรม ทั้งยังแปรรูปปลาและกบเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสร้างมูลค่า เสริมรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน กิจกรรมด้านประมง เจ้าของฟาร์มรายนี้เริ่มต้นจากการเพาะพันธุ์ปลาขายก่อน เพราะมองว่าใช้เวลาเลี้ยงไม่นานก็มีรายได้แล้ว พันธุ์ปลาที่เพาะ-ขาย ได้แก่ ปลาหมอชุมพร ปลาดุกบิ๊กอุย ปลาดุกรัสเซีย ปลาตะเพียน ปลานิลแปลงเพศ (จิตรลดา 4) และกบ พันธุ์ปลาที่เพาะขายจะเน้นชนิดที่คนอีสานตอนล่างรู้จักและนิยมกินเพราะตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง โดยพันธุ์ที่นิยมมากที่สุดคือปลาดุก ปลาหมอ และปลานิล จะเพาะในบ่อซีเมนต์ก่อนแล้วย้ายไปอนุบาลในบ่อดิน ตอนนี้มีบ่อทั
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเวทีแสดงศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ระหว่างวันที่ 24–28 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยเน้นการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ภายในโซน “End of Waste Pavilions / Green Rubber Innovation” สะท้อนภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “ยางพารา” ที่ถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรมหลากหลาย เริ่มจาก “กาวดักแมลงจากยางพารา” ใช้สีเหลืองล่อแมลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร ควบคู่กับ “Para Plearn” ชุดของเล่นเด็ก (ประมาณ 180 บาทต่อกล่อง) ที่ประกอบด้วย “ParaDough” ดินปั้นจากวัสดุธรรมชาติ 100% และ “ParaNote” กระดานดำพร้อมชอล์กที่ไม่ก่อฝุ่นและปลอดภัยต่อเด็ก ช่วยพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านสังคมสูงวัย มีการพัฒนา “Para Cushion” เบาะรองนั่งจากเจลยางพารา ช่วยลดแรงกดทับและเพิ่มความสบา
ผู้เขียน : ชนุดม สุรัตน์ อาจารย์พง – อริย์ธัช บุญขจาย อดีตหมอดินอาสา เดิมทีทำงานสอนเกษตรกรเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการทำเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ แต่สิ่งที่เขาพบอยู่บ่อยครั้งก็คือ เกษตรกรจำนวนมาก “ไม่รู้จักผึ้ง” เมื่อมีผึ้งทำรังใกล้บ้าน ก็มักเลือกที่จะทำลายรังด้วยการเผาควันหรือนำไข่มากิน ซึ่งนับเป็นการสูญเสียทั้งผึ้งและธรรมชาติ จากเหตุการณ์นี้อาจารย์พงจึงเกิดคำถามในใจว่า…“ถ้าเกษตรกรที่ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ยังไม่เข้าใจผึ้ง มันก็คือการทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม” ด้วยเหตุผลนี้ อาจารย์พงจึงเริ่มศึกษาการเลี้ยงผึ้งโพรงป่าอย่างจริงจัง และค้นพบว่า จริงๆ แล้วการเลี้ยงผึ้งไม่ได้ยาก สิ่งที่ยากคือ ชาวบ้านยังไม่มีความรู้ จนเมื่อเริ่มสอน ถ่ายทอด และลงมือทำเองตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ความรู้และประสบการณ์ก็ตกผลึก กลายเป็น “ต้นทุนชีวิต” ที่อยากส่งต่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ บ้านผึ้งยิ้ม…ชื่อที่ทำให้ผึ้งและคนยิ้มได้ ชื่อ “บ้านผึ้งยิ้ม” เกิดจากความคิดง่ายๆ ของอาจารย์พงว่า ถ้าผึ้งมาอยู่กับเราแล้วมีความสุข คนเลี้ยงก็จะยิ้มได้ไปพร้อมกัน บ้านผึ้งยิ้มจึงออกแบบกล่องและลังเลี้ยงผึ้งที่ได้มาตรฐาน สบา
บางครั้งจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ได้มาจากความฝันยิ่งใหญ่ แต่มาจาก “เรื่องใกล้ตัว” ที่สะเทือนใจมากพอจะทำให้ได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่ เหมือนเช่น คุณฌาธร ธนกิจภิรมย์ เจ้าของ “ล้อมรักฟาร์ม” ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์พะเยา มีจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการวางแผนธุรกิจทางการเกษตร แต่เกิดจากวันที่เธอเห็นคุณแม่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ความกังวลเรื่องอาหารปลอดภัยจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์ เพื่อให้คนในครอบครัวได้บริโภคสิ่งที่มั่นใจได้ จากแปลงผักเล็กๆ ที่ตั้งใจปลูกเพื่อกินเอง คุณฌาธรค่อยๆ ทำและขยายจนกลายเป็นพื้นที่แห่งความหวัง เมื่อผลผลิตที่ได้ถูกแบ่งปันให้ญาติและเพื่อนฝูง ก่อนจะได้รับคำตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ผักอร่อย ไม่ขม และสดจริง” เสียงตอบรับเหล่านี้เองที่จุดประกายให้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ลาออกจากงานประจำแล้วหันมาเดินบนเส้นทางเกษตรอย่างจริงจัง จากฟาร์มเล็กสู่มาตรฐานอินทรีย์ ล้อมรักฟาร์ม ชูคุณภาพนำทาง คุณฌาธร เล่าว่า ล้อมรักฟาร์มเริ่มต้นขึ้นในปี 2560 บนพื้นที่เพียง 4 ไร่ ด้วยการปลูกผักสลัดออร์แกนิกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส บัต
เลมอน (Lemon) ถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการบริโภคผลไม้ รวมถึงจากเกษตรกรที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการผลิตเลมอนคุณภาพสูง เพื่อป้อนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ในอดีตประเทศไทยนิยมบริโภค “มะนาว” มากกว่าเลมอน เนื่องจากปลูกง่ายและใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เลมอนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรมระดับสูง ธุรกิจเบเกอรี่ และตลาดเครื่องดื่มสุขภาพ หรือการใช้เลมอนเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการขยายตัวของอุปสงค์ และทำให้เลมอนถูกจัดเป็น “พืชมูลค่าสูง” ที่น่าจับตามอง จากพืชนำเข้า สู่โอกาสสร้างมูลค่าส่งออก ตลาดเลมอนในประเทศไทยปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง ผลผลิตส่วนใหญ่ยังคงมาจากการนำเข้า ทำให้ราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมะนาวทั่วไป อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรไทยเริ่มหันมาปลูกเลมอนสายพันธุ์ต่างประเทศ เช่น เมเยอร์ (Meyer) ยูเรกา (Eureka) และลิสบอน (Lisbon) ซึ่งให้ผลดกมีคุณภาพดีและมีรสเปรี้ยวเฉพาะ
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น คำว่า “ผักออร์แกนิก” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปลอดสารเคมีเท่านั้น แต่ยังต้องมาพร้อมกับ “ความโปร่งใส” และ “การตรวจสอบย้อนกลับได้” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่อาหาร Lemon Farm หนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดอาหารอินทรีย์ของไทย จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ด้วยการนำระบบ PGS (Participatory Guarantee System) มาใช้เป็นกลไกหลักในการควบคุมคุณภาพผักออร์แกนิกตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงมือผู้บริโภค Lemon Farm เลือกทำงานกับเกษตรกรจาก “ความตั้งใจ” เป็นจุดเริ่มต้น เพราะเชื่อว่าหัวใจของการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้วัดกันที่รายได้ในระยะสั้น แต่เริ่มจากทัศนคติและความเชื่อในการผลิตอาหารที่ดีต่อผู้บริโภค สุขภาพของผู้ปลูก และสิ่งแวดล้อม เมื่อความตั้งใจถูกวางไว้อย่างถูกต้อง ผลผลิตที่มีคุณภาพจะตามมาเอง และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์มีมูลค่าสูงกว่า และได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Lemon Farm กับเกษตรกรจึงไม่ใช่เพียงการซื้อขาย แต่เป็นการทำงานร่วมกันในฐานะ “พาร์ตเนอร์ทางวิถีชีวิต” ที่จะคบกันระยะยาว เติบโต แล
ในยุคที่ธุรกิจเพื่อสังคมเติบโตอย่างหลากหลาย หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจ คือกิจการที่เกิดจากความตั้งใจของแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดชัยภูมิ ผู้ผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ของท้องถิ่น จนสามารถพัฒนาเป็นรูปแบบ Wellness Tourism ภายใต้แบรนด์ ‘เพลินไพร ออร์แกนิก’ สร้างรายได้และคุณค่ากลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน นายแพทย์นรุตม์ อภิชาตอำมฤต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ และผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ‘เพลินไพร’ เล่าให้ฟังว่า ตลอดกว่า 13 ปีที่ทำงานในชุมชน สิ่งที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือภาพคนไข้ในฤดูฝนที่นอนเรียงกันเต็มห้อง ทำให้ใจหายทุกครั้ง บางรายถูกส่งต่อไปรักษาแผลติดเชื้อจนต้องตัดขา เมื่อเริ่มสืบหาสาเหตุ พบว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่แผลที่รักษาไม่หาย แต่โยงลึกไปถึง สารเคมีทางการเกษตร ที่เป็นต้นตอของการติดเชื้อเรื้อรัง ยังไม่นับเด็กพัฒนาการช้า ครอบครัวที่พ่อแม่ท้องก่อนวัยอันควร จนกลายเป็นภาระให้ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงดูหลานต่อ ซึ่งผู้สูงอายุก็เจ็บป่วยตามวัย วงจรชีวิตทั้งครอบครัวเลยยิ่งสั่นคลอน เมื่อขุดลึกลงไป จึงพบคำตอบว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงก
โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกหล่อหลอมด้วยแรงกดดันทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomics) ที่ใช้กติกาทางการค้าเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ ควบคู่กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของฤดูกาล ปัจจัยเหล่านี้กำลังสั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และกลายเป็น “โจทย์บังคับ” ที่ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตกลับเปิดประตูสู่โอกาสครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2568 มีมูลค่าการลงทุนทั่วโลกสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจและนักลงทุนกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กำลังกลายเป็น “กำแพงใหม่” ทางการค้า ที่จะกำหนดว่า สินค้าจากประเทศใดจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ภายใต้บริบทใหม่นี้ แนวคิด “Net Zero” หรือการปล่อ
ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน รายได้จากงานประจำเพียงทางเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจผันผวน ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหา “รายได้อีกทาง” เพื่อเสริมความมั่นคงให้ชีวิตและครอบครัว ภาคเกษตรจึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถเริ่มต้นได้ในขนาดเล็ก ใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ และมีตลาดรองรับชัดเจน หากมีการวางแผนอย่างเหมาะสม วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมข้อมูล สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมจากการเกษตร โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำ 1. ทำความเข้าใจบทบาทของ “เกษตร” หัวใจสำคัญของการเริ่มต้นคือ การกำหนดบทบาทของการทำเกษตรให้ชัดเจนว่าเป็น รายได้เสริม ไม่ใช่รายได้หลักในช่วงแรก การตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับเวลาว่าง กำลังแรง และเงินลงทุน จะช่วยลดความเสี่ยงและความกดดัน แนวคิดที่ควรยึดถือ ได้แก่ การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเปิดโอกาสให้ผู้ทำงานประจำได้เรียนรู้ ทดลอง และปรับแผน โดยไม่กระทบกับรายได้หลัก 2. เลือกรูปแบบการทำเกษตรให้เหมาะกับเวลางานประจำ ผู้ที่มีงานประจำควรเลือกกิจกรรมเกษตรท
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรเข้ามามีบทบาท และเป็นตัวช่วยที่ดีให้กับชาวสวนได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ หรือแม้กระทั่งการพยากรณ์อากาศได้ล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้ลงพื้นที่ไปที่จังหวัดจันทบุรี เดินทางไปที่สวนจันทร์เรือง ปลูกทุเรียน-มังคุดเป็นหลัก พื้นที่รวมกว่า 50 ไร่ และนอกจากนี้ ยังใช้พื้นที่ว่างภายในสวนเล็กๆ น้อยๆ ปลูกพืชผักอีกหลายชนิดสร้างรายได้เสริม โดยจุดประสงค์ที่พวกเราไปวันนั้นก็เพื่อถ่ายทำคลิปวิดีโอการเลี้ยงผำระบบปิดแนวตั้ง ซึ่งเมื่อคลิปวิดีโอได้เผยแพร่ออกไปก็ได้ยอดวิวกว่า 2.5 ล้านวิว เป็นที่มาของการคิดต่อยอดคอนเทนต์เรื่องของการใช้พลังงานทดแทนภายในสวนจันทร์เรืองมาฝากทุกคน เพื่อเป็นไอเดียการทำเกษตรแบบใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง อดีตวิศวกรเคมี ผันตัวเป็นเกษตรกร ใช้วิชาความรู้จากที่ได้ศึกษาเล่าเรียน และทำงานประจำมากว่า 10 ปี มาพัฒนาสวนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรหลากหลายรูปแบบด้วยกัน โดยหลักๆ ที่สวนม
