กรมการข้าว
วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 (Kick Off Meeting) โดยมีผู้บริหารกรมการข้าว พร้อมด้วย พลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายป๋วย จันทรานนท์ศิริ และคณะผู้สังเกตการณ์โครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวหลังการลงนามในสัญญาจัดซื้อและข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 กิจกรรมการปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด-พันธุ์หลัก ว่า กรมการข้าว ได้กำหนดแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 150,000 ตัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 95,000 ตัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรมการข้าว ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์ศูนย์วิจัยข้าว มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ชำรุดทรุดโทรมอา
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท นำทีมสื่อมวลชนดูงาน โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะปลูก ณ จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดชัยนาท นายสุวิทย์ เผือกจีน ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท กล่าวว่า สำหรับโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท มีพื้นที่ที่รับผิดชอบโครงการด้วยกัน 3 จังหวัด คือ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 4,336 ครัวเรือน คิดเป็นปริมาณเมล็ดพันธุ์ จำนวน 1,734,000 กิโลกรัม โดยวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าวนั้น มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช และได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาดกรมการข้าว ซึ่งหากเกษตรกรยังคงใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีผลทำให้คุณภาพข้าวลดลง จึงเห็นสมควรส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุ
เมื่อวันพุธที่ 14 ธันวาคม 2565 มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2565 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไป นโยบายข้าวไทย” ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และช่องทางออนไลน์ (Facebook และ YouTube) โดยมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ในการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2565 ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทยฯ เป็นประธานเปิดงาน โดยมี ดร.ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทยฯ เป็นผู้รายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในประเด็น “นโยบายข้าวของประเทศคู่แข่งและปัจจัยสู่ความสำเร็จ” โดย ดร.ศฎาวุฒิ กุลมณี รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานวิจัยและพัฒนา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ภายใต้หัวข้อ “ภาคีรัฐร่วมเอกชนในการพัฒนาข้าวของอินเดีย” โดยกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาข้าวและการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับข้าวในประเทศอินเดีย ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ และมีการเสวนากลุ่มในหัวข
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าวและคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยหลังการแถลงข่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรในประเทศ ประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิตข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก ดังนั้น อาชีพชาวนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยข้าว ยังมีผลผลิตต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองหลายรอบซึ่งมีคุณภาพต่ำ การที่จะปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมล็ดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชและได้เมล็ดพันธุ์
การเพิ่มพื้นที่ “การทำนาข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ” มีศักยภาพสูงมากในการลดผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าการผลิตข้าวตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้และร่วมมือกันเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยากรหลักและวิทยากรเกษตรกรมากกว่า 30,000 คน ได้รับการฝึกอบรมการผลิตข้าวยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนแนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนในการผลิตข้าวตามมาตรฐานสากล ผลลัพธ์ความร่วมมือไทย-เยอรมัน ช่วยให้ภาคเกษตรไทยสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 915,053 ตันคาร์บอนได้ออกไซด์เทียบเท่า 7 ธันวาคม 2565 – โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรกรรม (Thai-German Climate Programme – Agriculture) ประกาศความสำเร็จสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมวิถีการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบการตรวจวัด รายงานและทวนสอบ (Monitoring, Reporting and Verification: MRV) สำหรับภาคส่วนข้าว นับเป็นความก้าวหน้าของภาคเกษตรไทยในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้
เมื่อเร็วๆ นี้ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ระหว่างสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ อาคารกรมการข้าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ทางสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นผู้พัฒนาส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรผ่านโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model โดยที่ผ่านมาเป็นโครงการนำร่องระยะที่ 1 ที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นผู้จัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อดำเนินการในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ปัจจุบันโครงการใกล้แล้วเสร็จ และกำลังจะเริ่มโครงการนำร่องระยะที่ 2 อีก 60 กองทุนหมู่บ้าน ในเดือนธันวาคม 2565 นี้ โดยสัญญาความร่วมมือฉบับนี้จัดทำเพื่อแสดงถึงความร่วมมือของ 4 สมาคม ที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรชาวนาไทยให้ทำการปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ตามแนวทางของรัฐบาล ประกอบด้วย สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย ด้วยค
สยามคูโบต้า ร่วมกับ กรมการข้าว จัดกิจกรรมประกวดแปลงนวัตกรรมสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ฤดูฝน/2565 มุ่งส่งเสริมเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชิงรางวัลกว่า 1,600,000 บาท โดยสยามคูโบต้าร่วมกับร้านผู้แทนจำหน่ายฯ นำร่องลงพื้นที่จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บ้านวังโมกข์ จังหวัดพิจิตร, บ้านหม้อ จังหวัดเชียงใหม่, บ้านฝั่งคลอง จังหวัดนครนายก และบ้านสงเปลือย จังหวัดร้อยเอ็ด นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรแม่นยำ บริหารจัดการข้อมูลการเพาะปลูก และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยจะดำเนินการลงพื้นที่อบรมสำหรับกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศต่อไป
นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายณัฎฐกิตติ์ เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ครั้งนี้ เป็นการร่วมมือทางวิชาการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยด้านข้าวให้เกิดประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ข้าวไทย นอกจากนั้น ยังเป็นการร่วมให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านข้าว แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนให้ความร่วมมือในการบริการทางด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำการผลิต ของ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้าน ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมการข้าวและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวร่วมกันเพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดี และมีศักยภาพทางการค้า อาทิ ข้าวพันธุ์ กข-
ศูนย์ข้าวชุมชนชอนสมบูรณ์ ตำบลชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นอีกหนึ่งศูนย์ข้าวชุมชนต้นแบบ ที่มุ่งมั่นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีมีคุณภาพออกสู่ชุมชนและเกษตรกรที่สนใจทั่วไป โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวดำละโว้ ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดลพบุรี ข้าวอรัญกัญญา ข้าวกข 43 ที่มีน้ำตาลต่ำ ข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวหอมมะลิแดง โดยมี นายกิ่งเพชร ขุนทิพย์ เป็นประธานศูนย์ข้าวชุมชน จดทะเบียนเป็นศูนย์ข้าวชุมชนเมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิก 40 ราย ประธานศูนย์ข้าวชุมชนชอนสมบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนมีการจดทะเบียนเป็นศูนย์ชุมชน ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันผลิตข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวมาตลอด โดยจะเน้นผลิตข้าวอินทรีย์เป็นหลักทั้งเมล็ดพันธ์ และข้าวแปรรูป ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าว จากนั้นนำมาต่อยอดและขยายพันธุ์จนมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 200 ไร่ แต่ละปีผลิตพันธุ์ข้าวไม่พอขาย เพราะมีหน่วยงานต่างๆ และเกษตรกรทั่วไปสนใจสั่งซื้อไปปลูกจำนวนมาก “สำหรับการจำหน่ายเรามีกลุ่มลูกค้าหลักหลายเจ้า เช่น สุเหร่าลาดสวาย โรงพยาบาลหนองม่วง โรงพยาบาลโคกสำโรง และโรงพยาบาลบ้านหมี่ เนื่องจากเป็นข้าวอินทรีย์ปล
นายพัด ไชยวงค์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2565 และประธานศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้เริ่มต้นอาชีพทำนาในปี 2535 ช่วงแรกยังเน้นการทำนาแบบใช้สารเคมี ต่อมาในปี 2551 ได้เริ่มศึกษาเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนมาทำนาธรรมชาติจนถึงปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานภายใต้แนวคิด ทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มพูนผลกำไร รักษาระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายพัด กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีพื้นที่รวม 38 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่นา 20 ไร่ ที่เหลืออีก 18 ไร่เป็นที่อยู่อาศัย และไร่นาสวนผสม โดยการทำนาจะเน้นแบบประณีต มุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของผลผลิต ขณะนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานข้าว GAP จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และอยู่ระหว่างขอการรับรองจากกรมการข้าว ทั้งนี้ จะปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี และนาปรัง โดยเน้นการปักดำ เพื่อให้ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ และลดการระบาดของศัตรูข้าว ข้าวที่ปลูกเป็นพันธุ์สันป่าตอง 1 ได้ผลผลิตเฉลี่ย1,051 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่ความชื้น 15% นับเป็นปริมาณที่สูงกว่าผลผลิตข้าวเฉลี่ยของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 61
