กรมการข้าว
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผย ความคืบหน้าการจ่ายเงินอุดหนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรกรรมยั่งยืน ว่า ในปี 2565 กรมการข้าว ได้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรที่ผ่านการประเมินระยะปรับเปลี่ยน (T2) และเกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand (T3) ประจำปี 2563 ซึ่งในปีดังกล่าวมีเกษตรกรที่จะได้รับเงินอุดหนุนทั้งสิ้น 3,876 กลุ่ม 79,807 ราย พื้นที่รับเงินอุดหนุน 655,869.50 ไร่ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 2,237,971,500 บาท โดยในงบประมาณปี 2565 นี้ กรมการข้าวได้รับงบเงินอุดหนุน จำนวน 450,000,000 บาท และได้ดำเนินการจ่ายให้เกษตรกรไปแล้ว 892 กลุ่ม 16,958 ราย พื้นที่รับเงินอุดหนุน 138,282.75 ไร่ เป็นเงิน 447,190,500 บาท โดยยังมีเงินอีกจำนวน 2,880,750 บาท ที่ยังไม่ได้จ่ายเนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของเกษตรกรผู้เสียชีวิต อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้กรมการข้าวได้นำงบประมาณจากโครงการอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เพื่อนำมาจ่ายให้แก่เกษตรกรเพิ่มเติม อีกจำนวน 40,077,000 บาท 107 กลุ่ม 2,031 ราย พื้นที่รับเงินอุดหนุน 11,955 ไร่ โดยกรมการข้าวได
กรมการข้าว สั่งเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ ลงพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและดูแลชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโนรู หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไทยได้รับผลกระทบ 28 ก.ย.-1 ต.ค.นี้ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงการเฝ้าระวังพายุโนรู ที่เคลื่อนตัวจากประเทศฟิลิปปินส์เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนกลาง ในวันที่ 28 กันยายน 2565 ว่า กรมอุตินิยมวิทยา คาดว่า จากอิทธิพลของพายุโนรู ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กับมีลมแรงในช่วงวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2565 นี้ ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ที่จะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด อธิบดีกรมการข้าว เผยต่อว่า ใ
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 ว่า ครม.อนุมัติงบกลางปีงบประมาณ พ.ศ.2565 รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,747.90 ล้านบาท สำหรับเป็นเงินอุดหนุนเกษตรกรของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ปี 2563 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์กรมการข้าว ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2560 – ปัจจุบัน มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 58 จังหวัด 5,818 กลุ่ม รวม 130,082 ราย มีพื้นที่ผลิตข้าวอินทรีย์รวม 1,209,911 ไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ไม่เกิน รายละ 15 ไร่ ในอัตราตามที่กำหนด คือ 1.เกษตรกรที่ผ่านการประเมินเตรียมความพร้อม (T1) ไร่ละ 2,000 บาท 2.เกษตรกรที่ผ่านการประเมินระยะปรับเปลี่ยน (T2) ไร่ละ 3,000 บาท และ 3.เกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand (T3) ไร่ละ 4,000 บาท ด้านนาย ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สาเหตุที่จ่ายเงินชดเชยรายได้
โครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (ประเทศไทย) บรรลุเป้าหมายนำร่องการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของข้าวยั่งยืน สร้างโอกาสส่งออกข้าว 1.6 แสนตันให้ชาวนานับหมื่นราย เพื่อผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อมปลอดภัย อุบลราชธานี / 2 กันยายน 2565 – ที่เวทีการประชุมเสวนาทิศทางการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวที่ยั่งยืน และพิธีปิดโครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (ประเทศไทย) (Market-oriented Smallholder Value Chain: MSVC Thailand) จัดขึ้น ณ ห้องประชุม เขื่อนสิรินธร อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมการข้าว บริษัท โอแลม อกริ (Olam Agri) และคร็อป ไลฟ์ (Crop Life) ร่วมกันประกาศความสำเร็จ ปักหมุดพื้นที่ต้นแบบการปลูกข้าวหอมมะลิยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมต่อตลาดส่งออกผลผลิต เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยไทย โครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (ประเทศไทย) ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมัน (BMZ) และโครงการ develoPPP มีกรอบระยะเวลาดำเนินกา
กรมการข้าว นำทีมสื่อมวลชน ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนพืชอินทรีย์ตำบลบ้านโสก อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ และบริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวไทย สู่การเชื่อมโยงตลาดข้าวต่างประเทศ นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เปิดเผยว่า การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด เป็นต้นว่าปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้น มาตรฐานการผลิตข้าวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวต้องพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวของตนเองให้ได้รับมาตรฐาน ปฏิบัติตามระบบการผลิตข้าวที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพให้ได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขันของตลาดประเทศไทย เพื่อจะช่วยเพิ่มช่องทางด้านการตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ในการที่จะส่งออกผลผลิตข้าวจากประเทศไทยไปยังต่
นายกฤษ อุตตมะเวทิน โฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา กรมการข้าว ได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ กข 93 กข 95 กข 97 และ กข 101 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ผู้แทนสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้แทนสมาคมค้าข้าวไทย ผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทย ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านข้าว ตลอดจนผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมเป็นกรรมการในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในครั้งนี้ โฆษกกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปีนั้น จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากสมาคมต่างๆ ด้านข้าว ให้เข้ามาร่วมพิจารณาพันธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องด้านข้าวและใกล้ชิดกับพี่น้องชาวนา ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปี ซึ่งรวมไปถึงสมาคมต่างๆ ด้านข้าวที่เปรียบดั่งภาคีเครือข่ายที่กรมการข้าวได้มีการทำงา
นายกฤษ อุตตมะเวทิน โฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา กรมการข้าว ได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ กข 93 กข 95 กข 97 และ กข 101 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ผู้แทนสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้แทนสมาคมค้าข้าวไทย ผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทย ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านข้าว ตลอดจนผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมเป็นกรรมการในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในครั้งนี้ โฆษกกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปีนั้น จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากสมาคมต่างๆด้านข้าว ให้เข้ามาร่วมพิจารณาพันธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องด้านข้าวและใกล้ชิดกับพี่น้องชาวนา ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปี ซึ่งรวมไปถึงสมาคมต่างๆ ด้านข้าวที่เปรียบดั่งภาคีเครือข่ายที่กรมการข้าวได้มีการทำงานร
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ ครั้งที่ 1/2565 โดยมี ผู้บริหาร ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการพิจารณารับรองพันธุ์ ณ ห้องประชุมรวงข้าวอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ได้แก่ กข93 กข95 กข97 และ กข101 โดยพันธุ์ข้าว กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวขาวอมิโลสปานกลาง มีลักษณะประจำพันธุ์ คือเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 934 กก./ไร่) ความสูง 131 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลาง 22.82 % ท้องไข่น้อย ตุณภาพการสีดีมาก ต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ต้านทานต่อโรคไหม้และค่อนข้างต้านทานโรคขอบใบแห้ง เหมาะสำหรับนาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และเกษตรกรที่ต้องการข้าวอายุปานกลาง แต่มีข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดหลังขาวในส่วนของพันธุ์ กข95 (ดกเจ้าพระยา) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท เป็นข้าวขาวพื
เก็บตกผลงานวิจัยน่าทึ่งในในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ณ เวที Highlight Stage ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นำผลงานวิจัยร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ภาคนิทรรศการ “งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์เชิงการพัฒนาพื้นที่” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)จำนวน 3 ผลงาน ดังนี้ ดร.อภิชัย สาวิสิทธิ์ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้นำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ เสริมวิตามินบีรวม ตรา “จ๊าสไรซ์” ผลิตจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้ โดดเด่นด้วยความหอมที่เป็นเอกลักษณ์และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ บรรจุในขวดแก้วที่สะดวก
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ตามที่ท่าน ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงรายงานของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและกรมศุลกากร ที่ระบุว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.- มิ.ย.) ไทยสามารถส่งออกข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว ข้าวนึ่งและข้าวหอมมะลิ มีปริมาณ 3,507,020 ตัน คิดเป็นมูลค่า 60,932.3 ล้านบาท (1,837.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 56.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 42.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของ ปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 2,239,432 ตัน มูลค่า 42,641.8 ล้านบาท (1,407.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการตอบสนองต่อนโนบายตลาดนำการผลิตของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ อีกทั้งยังเป็นความก้าวหน้าของนโยบายด้านข้าว ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ กรมการข้าวจึงได้พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสอดรับกับนโยบายตรงกับความต้องการของเกษตรกร รวมทั้งการนำเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ มาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ชาวนาได้รับทราบ ที่จะส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ตลอดจนสามารถเพิ่มผลผ
