กรมชลประทาน
อธิบดีกรมชลประทาน เผยความคืบหน้าการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง คืบหน้าไปกว่า ร้อยละ 87 ของแผนฯ หวังลดปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในทางน้ำชลประทาน คาดแล้วเสร็จก่อนฤดูฝนปี 2564 นี้ ตามนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง พื้นที่ดำเนินการประมาณ 4,107 ไร่ ในเขตของสำนักงานชลประทานที่ 3, 4 และ 9-13 ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 27 จังหวัด ปัจจุบัน สามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชด้วยการใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไปแล้วกว่า 554,400 ตัน หรือร้อยละ 87 ของแผนฯ ส่วนที่ใช้แรงงานคนในการกำจัด มีผลงานคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 54 หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1,110 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้า สำหรับแนวทางการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชขวางทางน้ำ นั้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้ง Log boom เพื่อหยุดผักตบชวาและวัชพืชไม่ให้ไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บและป้องกันปัญหาผักตบชวาและ
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ค่าความเค็มของแม่น้ำท่าจีน เมื่อ วันที่ 27 ก.พ. 64 ณ สถานีปากคลองจินดา (ประตูระบายน้ำคลองจินดา) จุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีน ตรวจวัดค่าความเค็มได้ 2.04 กรัม/ลิตร ในขณะที่ด้านในคลองจินดาวัดค่าความเค็มได้ 0.55 กรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัม/ลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร) ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ซึ่งได้ผลอย่างดียิ่ง สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำจืดน้อยนั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนงานแก้ไขปัญหาไว้หลายแนวทาง อาทิ การปรับปรุงสถานีสูบน้ำคลองจินดาให้สามารถสูบน้ำได้สองทาง กล่าวคือ สูบน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งระบายน้ำในฤดูน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ส่วนฤดูแล้งในช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนมีค่าความเค็มของน้ำต่ำ ก็สามารถสูบน้ำกลับขึ้นไปช่วยเหลือเกษตรกรได้ การผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองประชานารถพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 3 ลบ.ม. 1 เครื่อง ทำหน้าที่ผันน้ำมาลงคลองจินดาเพื
อธิบดีกกรมชลประทาน เผยความคืบหน้าการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 87 ของแผนฯ หวังลดปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในทางน้ำชลประทาน คาดแล้วเสร็จก่อนฤดูฝน ปี 2564 นี้ ตามนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง พื้นที่ดำเนินการประมาณ 4,107 ไร่ ในเขตของสำนักงานชลประทานที่ 3, 4 และ 9-13 ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 27 จังหวัด ปัจจุบัน สามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชด้วยการใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไปแล้วกว่า 554,400 ตัน หรือร้อยละ 87 ของแผนฯ ส่วนที่ใช้แรงงานคนในการกำจัด มีผลงานคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 54 หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1,110 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้า สำหรับแนวทางการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชขวางทางน้ำนั้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้ง Log boom เพื่อหยุดผักตบชวาและวัชพืชไม่ให้ไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บและป้องกันปัญหาผักตบชวาและ
กรมชลประทาน ห่วงข้าวชาวนาขาดน้ำยืนต้นตาย หลังปลูกเกินแผน 3 ล้านไร่ ขอความร่วมมือเกษตรกรพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเก็บเกินจำเป็น เหตุน้ำต้นทุนมีจำกัด นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่มีการทำนาในช่วงฤดูแล้ง หลังผลสำรวจล่าสุดมีการทำนาปรัง ปี 2563/64 ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 ล้านไร่ เกินแผนมากกว่า 2.97 ล้านไร่ หรือ 156.80% จากแผนการเพาะปลูกที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีการทำนาเกินแผนแล้ว 2.786 ล้านไร่ จากที่ไม่ได้กำหนดให้มีการทำนาในฤดูแล้งแต่อย่างใด เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่มีน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนการทำนา เกษตรกรต้องใช้น้ำในแหล่งน้ำของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ จากสถานการณ์น้ำที่จำกัดและการทำนาเกินแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายต่อนาข้าวใน 45 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่มีพื้นที่ทำนา 3.621 ล้านไร่ เฉพาะใน 4 จังหวัด คือพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช มีการทำนาปรังถึง 3.075 ล้านไร่ สำหรับการทำนาปรังในพื้นที่ลุ
กรมชลประทาน มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้พัฒนา“ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา” ใช้ยางแผ่นรมควันจากเกษตรกรเป็นวัสดุทำทุ่น กางแผนปี 2564 ปูพรม ติดตั้ง 10,149 ทุ่น ครอบคลุมคลองส่งน้ำและประตูระบายน้ำของสำนักงานชลประทานที่ 1-17 คาดช่วยแก้ปัญหาวัชพืชกีดขวางการไหลของน้ำในระบบชลประทานได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมต่อ ยอดวิจัยสาร “สวพ.62-RID No.1” ใช้กำจัดผักตบชวาตายโดยสิ้นเชิง ไม่ทำลายคุณภาพน้ำ ต้นทุนต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยสำนักวิจัยและพัฒนา ได้มุ่งพัฒนานวัตกรรมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้พัฒนา “ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา” (Para.-Log Boom) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นเอง โดยนำยางพารามาใช้เป็นวัสดุทำเป็นทุ่นดักผักตบชวา เพื่อสร้างเป็นต้นแบบแนวทางการใช้ยางแผ่นรมควันจากเกษตรกรให้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ และแก้ปัญหายางพาราล้นตลาด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำแ
กรมชลประทาน เผยความก้าวหน้า ในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ “ธารทิพย์ 01-33” เครื่องมือสำรวจบินถ่ายภาพ และผลิตแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อการชลประทาน มุ่งสนับสนุนภารกิจงานชลประทาน สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างสูงสุด คุณจันทรา งาเนียม ผู้อำนวยการส่วนเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน เดินหน้าวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ โดยได้เริ่มต้นพัฒนา อากาศยานไร้คนขับ “ธารทิพย์ 01-33” ขึ้นใช้งานเอง เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือสำรวจบินถ่ายภาพ และผลิตแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อการชลประทาน นับว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐานแผนที่สากล ASPRS 2014 สามารถใช้สนับสนุนภารกิจงานชลประทานได้หลายด้าน อย่างไรก็ดี ในอนาคต กรมชลประทาน จะมีแผนที่ภาพถ่ายที่พัฒนาจากอากาศยานไร้คนขับ “ธารทิพย์ 01-33” ด้วยระบบการขึ้นลงทางดิ่ง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ในพื้นที่จำกัด จากเดิมที่ใช้ระบบการขึ้นและลงจอดแบบ Semi auto โดยใช้นักบินควบคุมการนำอากาศยานขึ้นและมีผู้ช่วยนักบินในการโยนอากาศยานขึ้น (
กรมชลประทาน ชี้แจงกรณี โครงการฝายขุนน้ำสะเนียนพร้อมระบบส่งน้ำจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้ และพัฒนาพื้นที่ชุมชนบ้านห้วยลู่ เมืองน่าน งบกว่า 10 ล้านบาท ไม่สามารถใช้เก็บกักน้ำได้ แท้งค์น้ำสูงใหญ่ที่หวังแก้ปัญหาชาวบ้านขาดน้ำกินน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง ตอนนี้ยังเป็นต้นหนาว แต่น้ำกับไม่มีในระบบ นั้น ดร.สุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้ และพัฒนาพื้นที่ชุมชนบ้านห้วยลู่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เริ่มก่อสร้างวันที่ 1 มิถุนายน 2562 แล้วเสร็จเมื่อ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีของสถานีวัดน้ำฝนอำเภอเมืองน่าน ปกติจะมีฝนตกเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 1,244.02 มิลลิเมตร (มม.) แต่ในช่วงฤดูฝนปี 2563 ที่ผ่านมา สถานีวัดน้ำฝนอำภอเมืองน่าน ที่อยู่ห่างจากที่ตั้งโครงการฯ ประมาณ 39 กม. มีปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,091 มม. และสถานีวัดน้ำฝนอำเภอบ้านหลวง ที่อยู่ห่างจากที่ตั
กรมชลประทาน นำโดย นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จัดพิธีปล่อยคาราวานเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาภัยแล้งปี 2563/64 โดยมี ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน (ที่ 5 จากซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน ตลอดจน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ (ที่ 5 จากขวา) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมอบนโยบาย โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้
“เฉลิมชัย” สั่งกรมชลประทาน จับตาปัญหาความเค็มรุกล้ำแม่น้ำท่าจีนรายชั่วโมง ลดผลกระทบเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้บริเวณคลองจินดา พร้อมเร่งบรรทุกน้ำจืดช่วย ขณะที่ปริมาณน้ำ “ลุ่มเจ้าพระยา” เหลือน้อย เกษตรกรทำนา เกินแผน 2.6 ล้านไร่ นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานได้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นรายชั่วโมง ภายใต้การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งเพื่อแก้ปัญหาความเค็ม โดยเฉพาะการควบคุมความเค็มในบริเวณคลองจินดา หลังจากเมื่อ วันที่ 2 ก.พ. ค่าความเค็มพุ่งสูงถึง 2.29 กรัม ต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังที่ 0.25 กรัม ต่อลิตร และค่ามาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาต้องไม่เกิน 0.50 กรัม ต่อลิตร ทั้งนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้ระบายน้ำเพื่อเจือจางความเค็ม ให้มีการติดตั้งเครื่องวัดความเค็ม แบบเรียลไทม์ 8 แห่ง ในแม่น้ำท่าจีน และสั่งกรมชลประทานร่วมประชุมเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ที่ได้รับผลกระทบ จากค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ไม่มีน้ำจืดรดกล้วยไม้ โดยให้เกษต
กรมชลประทาน จัดสรรงบ 5.6 พันล้าน จ้าง 9.4 หมื่นคน ขุดลอกคูคลอง-ซ่อมแซม-ปรับปรุงงานชลประทาน เล็งชวนแรงงาน คืนถิ่น ร่วมโครงการ หลังตกงาน ร้านอาหารปิดกิจการ โละพนักงาน จากพิษโควิด–19 รับรายได้เฉลี่ยคนละ 13,294 บาท นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 กรมชลประทาน ได้จัดสรรงบประมาณ ปี 2564 วงเงิน 5,662 ล้านบาท สำหรับจ้างงานเกษตรกร 94,000 คน ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยคนละ13,294 บาท แรงงานที่จ้างทำหน้าที่ซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุง งานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง และการจัดการคุณภาพน้ำ ล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2564 มีการจ้างงานไปแล้ว 8,237 คน ประมาณ 8.76% ของเป้าหมายที่วางไว้ วงเงินที่จ้างงานประมาณ 109.49 ล้านบาท หรือประมาณ 1.93% ของงบประมาณที่ตั้งไว้ สำหรับหลักเกณฑ์การจ้างงานจะให้กับ 4 กลุ่ม ดังนี้ คือ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานใ
