กรมชลประทาน
ผักตบชวา นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง และแหล่งน้ำต่างๆทั่วประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเพราะผักตบชวาเป็นวัชพืชที่เจริญเติบโตได้ทุกสภาพน้ำ ขยายพันธุ์และแพร่กระจายตัวได้อย่างรวดเร็วจนเต็มแม่น้ำลำคลอง กีดขวางเส้นทางสัญจรทางน้ำ ทำให้ลำคลองเกิดการตื้นเขินแล้ว ยังทำให้เกิดการระเหยน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติถึง 3 – 5 เท่า นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง โดยติดตั้ง Log boom เพื่อป้องกันไม่ให้ผักตบชวาและวัชพืชไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ลงไปสู่พื้นที่ด้านท้ายน้ำ และง่ายต่อการจัดเก็บ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กรมชลประทานเตรียมจัดสร้างเรือนวัตกรรมกำจัดวัชพืชขนาดเล็กเพิ่มเติมอีก 100 ลำ และจัดทำทุ่นยางพาราดักผักตบชวา จำนวน 10,404 ท่อน พร้อมจัดตั้ง 612 หน่วยทำหน้าที่กำจัดผักตบชวาและวัชพืชโดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักรกลได้แก่ รถขุดตีนตะขาบ แบบแขนยาว จำนวน 107 คัน เรือขุดแบบปูตัก จำนวน 31 ลำ และเรือกำจัดวัชพืช จำนวน 52 ลำ โดยกำหนดรอบเวรการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง ลดปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ
วันที่ 2 เมษายน 2564 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารโครงการ โครงการชลประทานตาก และสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 กรมชลประทาน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปจากหัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการชลประทานตาก เกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการเขื่อนทดน้ำโกกโก่ฯ ณ ที่ทำการโครงการเขื่อนทดน้ำโกกโก่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โครงการเขื่อนทดน้ำโกกโก่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบัน ก่อสร้างแล้วเสร็จ มีพื้นที่ชลประทาน 16,800 ไร่ และจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพิจารณารายงาน เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานเขื่อนทดน้ำโกกโก่ฯ (ส่วนขยาย) โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนกลาง-บ้านใหม่พัฒนา เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานและระบบส่งน้ำ ซึ่งจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนทดน้ำโกกโก่ฯ สามารถส่งน้ำเพิ่มเติมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ท้ายเขื่อนทดน้ำโก
กรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมหารือกรณีปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” พร้อมหาแนวทางแก้ไข หวังให้สภาพแวดล้อมของทะเลสาบสงขลากลับมาดีขึ้นดั่งเช่นในอดีต นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมหารือกรณีปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” และแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมี พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน เป็นประธานการประชุมฯ ร่วมกับ นายวรณัฏฐ์ หนูรอต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และ นายเดช เล็กวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ห้องประชุม โรงแรมต้นอ้อย แกรนด์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” การดำเนินงานต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัย และนำเสนอข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของทะเลสาบสงขลา ซึ่งในส่วนของกรมชลประทาน ไ
กรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมหารือกรณีปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” พร้อมหาแนวทางแก้ไข หวังให้สภาพแวดล้อมของทะเลสาบสงขลากลับมาดีขึ้นดั่งเช่นในอดีต นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมหารือกรณีปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” และแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมี พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน เป็นประธานการประชุมฯ ร่วมกับ นายวรณัฏฐ์ หนูรอต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง และ นายเดช เล็กวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 16 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ห้องประชุม โรงแรมต้นอ้อย แกรนด์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาความเสื่อมโทรมของ “ทะเลสาบสงขลา” การดำเนินงานต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัย และนำเสนอข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของทะเลสาบสงขลา ซึ่งในส่วนของกรมชลประทาน ได้
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนงานวิจัยจัดการภัยแล้ง ผันน้ำตามความต้องการเกษตรไม่ปล่อยน้ำเกินจำเป็น คาดการณ์ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ควบคู่กับข้อมูลจากวัดความชื้นในดินของพื้นที่เกษตรกร และระดับน้ำของแม่น้ำต่างๆ พร้อมระบบควบคุมการปล่อยน้ำแบบเรียลไทม์ได้ทันสถานการณ์ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง ศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับทุนวิจัยจาก วช. ทำวิจัยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งเป็นงานวิจัยที่จะช่วยการบริหารจัดการน้ำและการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้แก่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดงเป็นโครงการชลประทานรับน้ำนองจากแม่น้ำปิงเข้าพื้นที่เพาะปลูกในเขต จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก และ จ.กำแพงเพชร ใช้ระบบส่งน้ำโดยคลองธรรมชาติ มีอาคารบังคับน้ำและอาคารอัดน้ำตามคลองธรรมชาติ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานร
วันที่ 11 มีนาคม 2564 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการขุดลอกกว๊านพะเยา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อเสนอแนวทางในการดำเนินการขุดลอกกว๊านพะเยา และการบริหารจัดการน้ำบริเวณกว๊านพะเยาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ตามแผนการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยาของรัฐบาล กรมชลประทาน ได้วางแผนดำเนินการขุดลอกกว๊านพะเยา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการขุดลอกแก้มลิง และขุดคลองรอบกว๊านพะเยา รวมทั้งขุดแนวร่องเดิมกว๊านพะเยาด้วยเรือขุด ซึ่งการขุดลอกตะกอนดินในกว๊านจะได้ปริมาณดินประมาณ 9-10 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ ยังได้มีการขนย้ายปรับดินในเขตพื้นที่รอบกว๊าน เพื่อทำโครงการสร้างทาง พร้อมปรับปรุงอาคาร/ระบบควบคุมและระบายน้ำ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำในกว๊านพะเยาไ
อธิบดีกรมชลประทาน เผยความคืบหน้าการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง คืบหน้าไปกว่า ร้อยละ 87 ของแผนฯ หวังลดปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในทางน้ำชลประทาน คาดแล้วเสร็จก่อนฤดูฝนปี 2564 นี้ ตามนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง พื้นที่ดำเนินการประมาณ 4,107 ไร่ ในเขตของสำนักงานชลประทานที่ 3, 4 และ 9-13 ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 27 จังหวัด ปัจจุบัน สามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชด้วยการใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไปแล้วกว่า 554,400 ตัน หรือร้อยละ 87 ของแผนฯ ส่วนที่ใช้แรงงานคนในการกำจัด มีผลงานคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 54 หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1,110 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้า สำหรับแนวทางการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชขวางทางน้ำ นั้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้ง Log boom เพื่อหยุดผักตบชวาและวัชพืชไม่ให้ไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บและป้องกันปัญหาผักตบชวาและ
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ค่าความเค็มของแม่น้ำท่าจีน เมื่อ วันที่ 27 ก.พ. 64 ณ สถานีปากคลองจินดา (ประตูระบายน้ำคลองจินดา) จุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีน ตรวจวัดค่าความเค็มได้ 2.04 กรัม/ลิตร ในขณะที่ด้านในคลองจินดาวัดค่าความเค็มได้ 0.55 กรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัม/ลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร) ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ซึ่งได้ผลอย่างดียิ่ง สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำจืดน้อยนั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนงานแก้ไขปัญหาไว้หลายแนวทาง อาทิ การปรับปรุงสถานีสูบน้ำคลองจินดาให้สามารถสูบน้ำได้สองทาง กล่าวคือ สูบน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งระบายน้ำในฤดูน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ส่วนฤดูแล้งในช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนมีค่าความเค็มของน้ำต่ำ ก็สามารถสูบน้ำกลับขึ้นไปช่วยเหลือเกษตรกรได้ การผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองประชานารถพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 3 ลบ.ม. 1 เครื่อง ทำหน้าที่ผันน้ำมาลงคลองจินดาเพื
อธิบดีกกรมชลประทาน เผยความคืบหน้าการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 87 ของแผนฯ หวังลดปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในทางน้ำชลประทาน คาดแล้วเสร็จก่อนฤดูฝน ปี 2564 นี้ ตามนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง พื้นที่ดำเนินการประมาณ 4,107 ไร่ ในเขตของสำนักงานชลประทานที่ 3, 4 และ 9-13 ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 27 จังหวัด ปัจจุบัน สามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชด้วยการใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ไปแล้วกว่า 554,400 ตัน หรือร้อยละ 87 ของแผนฯ ส่วนที่ใช้แรงงานคนในการกำจัด มีผลงานคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 54 หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1,110 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้า สำหรับแนวทางการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชขวางทางน้ำนั้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้ง Log boom เพื่อหยุดผักตบชวาและวัชพืชไม่ให้ไหลไปตามแม่น้ำลำคลอง ทำให้ง่ายต่อการจัดเก็บและป้องกันปัญหาผักตบชวาและ
กรมชลประทาน ห่วงข้าวชาวนาขาดน้ำยืนต้นตาย หลังปลูกเกินแผน 3 ล้านไร่ ขอความร่วมมือเกษตรกรพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเก็บเกินจำเป็น เหตุน้ำต้นทุนมีจำกัด นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่มีการทำนาในช่วงฤดูแล้ง หลังผลสำรวจล่าสุดมีการทำนาปรัง ปี 2563/64 ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 ล้านไร่ เกินแผนมากกว่า 2.97 ล้านไร่ หรือ 156.80% จากแผนการเพาะปลูกที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีการทำนาเกินแผนแล้ว 2.786 ล้านไร่ จากที่ไม่ได้กำหนดให้มีการทำนาในฤดูแล้งแต่อย่างใด เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่มีน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนการทำนา เกษตรกรต้องใช้น้ำในแหล่งน้ำของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ จากสถานการณ์น้ำที่จำกัดและการทำนาเกินแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายต่อนาข้าวใน 45 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่มีพื้นที่ทำนา 3.621 ล้านไร่ เฉพาะใน 4 จังหวัด คือพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช มีการทำนาปรังถึง 3.075 ล้านไร่ สำหรับการทำนาปรังในพื้นที่ลุ
