กรมชลประทาน
วันที่ 4 เมษายน 2565 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดพิษณุโลก และความก้าวหน้าการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ปี 2565 ณ บริเวณประตูระบายน้ำบางแก้ว ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และนายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินงานโครงการบางระกำโมเดล ปี 2565 เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นทุ่งรับน้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำยม ว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 และการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ กรมชลประทานได้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ทั้ง 8 มาตรการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเก็บกักน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง จัดสรรน้ำฤดูแล้ง วางแผนเพาะปลูกพืช เตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ติดตามประเมินผล และการสร้างการรับรู้สถ
กรมชลประทาน งัดแผนรับมือภัยแล้งพื้นที่ 5 อำเภอ จังหวัดกาญจนบุรี ยึดนโยบายตามข้อสั่งการของ “พลเอก ประวิตร” เร่งรัดการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ปี 2564/65 ในพื้นที่ภาคกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสถานการณ์ความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองอยู่ในเกณฑ์ควบคุม ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลาง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลางครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุมเขื่อนแม่กลอง สำนักงานชลประทานที่ 13 ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ 5 อำเภอ จังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ บ่อพลอย ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ และพนมทวน อย่างมาก เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะเกิดฝนแล้งในช่วงฤดูแล้ง ปี 2564/65 จึงได้มอบหมายให้ตนเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งจัดการประชุมหารือเพื่อให้แนวทางและคำแนะนำแก่หน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมชลประทาน จับมือกรุงเทพมหานคร การประปานครหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 28 มีนาคม-3 เมษายน 2565 นี้ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา-บางปะกง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมความพร้อมโดยวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงวันที่ 28 มีนาคม-3 เมษายน 2565 โดยกำหนดมาตรการควบคุมความเค็ม ด้วยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ และควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนดูแลควบคุมการระบายน้ำผ่านอาคารชลประทานที่สำคัญ อาทิ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก รวมทั้งการระบายน้ำจากคลองพระยาบรรลือผ่านทางสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือและสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 ให้มีความสอดคล้องกับระดับการขึ้น-ลงของน้ำทะเล สำหรับพี้นที่แม่น้ำบางปะกง กรมชลประทาน ได้ใช้วิธีการควบคุมความเค็มโดยการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทางตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองสี
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ผลการปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศ 2 มี.ค.2565 มีการทำนารอบ 2 หรือนาปรังรอบที่ 1 จำนวน 7.40 ล้านไร่ สูงกว่าแผน 15.33% จากแผนการเพาะปลูก 6.41 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา ทำนา 4.39 ล้านไร่ เกินแผน 56% จากแผนที่กำหนด 2.81 ล้านไร่ ภาคเหนือทำนา 0.75 ล้านไร่ เกินแผน 64.88% จากแผนที่กำหนดไว้ 0.45 ล้านไร่ ภาคตะวันออก ทำนา 0.51 ล้านไร่ เกินแผน 4.33% จากแผนที่กำหนดไว้ 0.49 ล้านไร่ ภาคอีสาน ทำนา 1.23 ล้านไร่ หรือ 89.07% ของแผนที่ 1.38 ล้านไร่ ภาคกลางทำนาตามแผนคือ 0.02 ล้านไร่ และภาคตะวันตกทำนา 0.51 ล้านไร่ หรือ 48.62% ของแผนที่ 1.04 ล้านไร่ แม้ภาพรวมของการปลูกข้าวนาปรังสูงกว่าแผนที่วางไว้ และขณะที่เริ่มมีการเก็บเกี่ยวแล้วจำนวน 0.51 ล้านไร่ ข้าวของชาวนาได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำไม่มากนัก เพราะชาวนามีการใช้น้ำค้างทุ่ง และน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนของตนเองเพื่อทำการเกษตร ทำนา ขณะเดียวกันปริมาณน้ำต้นทุนยังมีเพียงพอที่จะใช้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำช่วงต้นฤดูฝนด้วยเช่นกันทำภาครัฐยังคงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว ควรงดการทำนารอบที่ 3 เพราะมีความเสี่ย
กรมชลประทาน เร่งเดินหน้าแผนปรับปรุงฝายแม่ยม ให้เสร็จภายในปี 2566 เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ ช่วยชาวเมืองแพร่มีน้ำกินน้ำใช้เพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ก่อสร้างฝายแม่ยมมาตั้งแต่ปี 2490 แล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2516 เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ Ogee Weir ยาว 350 เมตร สูง 7.00 เมตร ต่อมาในปี 2529 ได้มีการก่อสร้างฝายยางเหนือฝายคอนกรีต สูง 1 เมตร แบ่งเป็น 5 ช่อง มีตอม่อกลาง บนฝายคอนกรีตพร้อมอาคารควบคุม จนกระทั่งปัจจุบันสภาพฝายยางมีความเสียหายไม่สามารถใช้การได้ ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำ ดังนั้น สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยมขึ้น ด้วยการก่อสร้างประตูระบายทรายแห่งใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกับฝายเดิม เนื่องจากการก่อสร้างประตูระบายทรายจะให้ประโยชน์ในด้านการใช้งานและมีอายุการใช้งานที่นานกว่าการปรับปรุงฝายเดิม มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (ปี 2562-2566) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำได้ดียิ่งขึ้น สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่กา
นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ล่าสุดมีเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทําให้ต้นทุนพลังงานนํ้ามันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าแรงงาน ค่าเหล็ก หรือวัสดุก่อสร้างมีการขยับราคาขึ้น อาจกระทบกับการก่อสร้างโครงการชลประทานเฟสใหม่ที่ยังไม่มีการก่อสร้าง ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ค่าก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้น “แม้ราคาเหล็กจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง แต่รัฐบาลพยายามตรึงราคาส่งผลทำให้ในปี 2565 ราคาก่อสร้างโครงการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก” นายเสริมชัย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการคลองระบายนํ้าหลากบางบาล-บางไทร หรือที่หลายคนเรียกกว่าเจ้าพระยา 2 ตั้งอยู่สนามชัย อําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคลองระบายนํ้ามีความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร เขตคลองกว้าง 200 เมตร และในเขตชุมชนกว้าง 110 เมตร พร้อมก่อสร้างถนนบนคันคลองผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ทั้ง 2 ฝั่ง และก่อสร้างประตูระบายนํ้าปลายคลองระบาย จํานวน 1 แห่ง ก่อสร้างภายใต้งบประมา
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลฯ มีมาตรการบริหารจัดการน้ำในการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าระวังน้ำเค็มรุก เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้มากที่สุด โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำของ กทม. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ รวมถึงความเค็มที่อาจจะหนุนสูงในช่วงฤดูแล้ง การเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำ หรือค่าความเค็ม เพื่อไม่ให้สูงเกิน 0.25 กรัม/ลิตร ซึ่งเป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบด้านการอุปโภคบริโภค และไม่ให้เกิน 2.0 กรัม/ลิตร เป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบด้านการเกษตร ใน 4 แม่น้ำสายหลัก ที่ค่าความเค็มอาจสูงตามช่วงการหนุนของน้ำทะเล คือ แม่น้ำแม่เจ้าพระยาบริเวณ สถานีสูบน้ำสำแล, แม่น้ำท่าจีนบริเวณปากคลองจินดา, แม่น้ำแม่กลอง บริเวณคลองดำเนินสะดวก จังหวัดสมุทรสาคร และแม่น้ำบางปะกง บริเวณอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี กรมชลฯ ได้วางมาตรการควบคุมค่า
กรมชลประทาน ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย หวังบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย ทั้งสิ้น 19 โครงการ หากสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมด จะเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเลยได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำที่ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำในฤดูฝนไม่ให้มาท่วมพื้นที่ด้านล่างและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง มีทั้งหมด 8 แห่ง มีความจุรวม 111 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแห้ว อ่างเก็บน้ำพาว อ่างเก็บน้ำหมาน อ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ อ่างเก็บน้ำน้ำเลย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ ความจุรวม 75.4 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม อีก 2 แห่ง ความจุรวม 35.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำลาย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำฮวย ส่วนพื้นที่กลางน้ำ มีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างฝายยางตามลำน้ำเลย ซึ่งจะทำหน้าที่ทดน้ำและเก็บกักน้ำตามลำน้ำไว้ให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ได้ในช่วงฤดูแล้ง ทั้
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กทม. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมการดำเนินงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ 7 โครงการ โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Meeting เพื่อติดตามการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ ที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัฒนานคร อำเภอตาพระยา อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่รวมประมาณ 407,543 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมีโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 16 แห่ง ฝายทดน้ำ 10 แห่ง ท่อระบายน้ำ 4 แห่ง ความจุรวมประมาณ 494 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 193,000 ไร่ สำหรับในปี 2565 มีแผนดำเนินงานโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการปรับปรุงบำรุงรักษา 27 โครงการ โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน 1 โครงการ เพิ่ม
กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี หวังแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ให้ชาวบางขามมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมกับนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ไปติดตามความคืบหน้าการขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี พร้อมพบปะและเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ สำหรับแม่น้ำบางขาม เป็นแม่น้ำที่เกิดจากคลองธรรมชาติหลายสายไหลมารวมกัน ไหลผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมืองลพบุรี มีความยาวทั้งสิ้น 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10-15% ส่งผลให้แม่น้ำบางขามแห้งขอดบริเวณ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง รวมทั้งพื้นที่การเกษตร ริม 2 ฝั่งตลอดลำน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้เร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขามที่ตื้นเขิน ตามข้อสั่งการของดร.เฉล
