กรมชลประทาน
กรมชลประทาน เร่งเดินหน้าแผนปรับปรุงฝายแม่ยม ให้เสร็จภายในปี 2566 เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ ช่วยชาวเมืองแพร่มีน้ำกินน้ำใช้เพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ก่อสร้างฝายแม่ยมมาตั้งแต่ปี 2490 แล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2516 เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ Ogee Weir ยาว 350 เมตร สูง 7.00 เมตร ต่อมาในปี 2529 ได้มีการก่อสร้างฝายยางเหนือฝายคอนกรีต สูง 1 เมตร แบ่งเป็น 5 ช่อง มีตอม่อกลาง บนฝายคอนกรีตพร้อมอาคารควบคุม จนกระทั่งปัจจุบันสภาพฝายยางมีความเสียหายไม่สามารถใช้การได้ ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำ ดังนั้น สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยมขึ้น ด้วยการก่อสร้างประตูระบายทรายแห่งใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกับฝายเดิม เนื่องจากการก่อสร้างประตูระบายทรายจะให้ประโยชน์ในด้านการใช้งานและมีอายุการใช้งานที่นานกว่าการปรับปรุงฝายเดิม มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (ปี 2562-2566) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำได้ดียิ่งขึ้น สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่กา
นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ล่าสุดมีเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทําให้ต้นทุนพลังงานนํ้ามันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าแรงงาน ค่าเหล็ก หรือวัสดุก่อสร้างมีการขยับราคาขึ้น อาจกระทบกับการก่อสร้างโครงการชลประทานเฟสใหม่ที่ยังไม่มีการก่อสร้าง ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ค่าก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้น “แม้ราคาเหล็กจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง แต่รัฐบาลพยายามตรึงราคาส่งผลทำให้ในปี 2565 ราคาก่อสร้างโครงการต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก” นายเสริมชัย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการคลองระบายนํ้าหลากบางบาล-บางไทร หรือที่หลายคนเรียกกว่าเจ้าพระยา 2 ตั้งอยู่สนามชัย อําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคลองระบายนํ้ามีความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร เขตคลองกว้าง 200 เมตร และในเขตชุมชนกว้าง 110 เมตร พร้อมก่อสร้างถนนบนคันคลองผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ทั้ง 2 ฝั่ง และก่อสร้างประตูระบายนํ้าปลายคลองระบาย จํานวน 1 แห่ง ก่อสร้างภายใต้งบประมา
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลฯ มีมาตรการบริหารจัดการน้ำในการบรรเทาปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าระวังน้ำเค็มรุก เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้มากที่สุด โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำของ กทม. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ รวมถึงความเค็มที่อาจจะหนุนสูงในช่วงฤดูแล้ง การเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำ หรือค่าความเค็ม เพื่อไม่ให้สูงเกิน 0.25 กรัม/ลิตร ซึ่งเป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบด้านการอุปโภคบริโภค และไม่ให้เกิน 2.0 กรัม/ลิตร เป็นเกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบด้านการเกษตร ใน 4 แม่น้ำสายหลัก ที่ค่าความเค็มอาจสูงตามช่วงการหนุนของน้ำทะเล คือ แม่น้ำแม่เจ้าพระยาบริเวณ สถานีสูบน้ำสำแล, แม่น้ำท่าจีนบริเวณปากคลองจินดา, แม่น้ำแม่กลอง บริเวณคลองดำเนินสะดวก จังหวัดสมุทรสาคร และแม่น้ำบางปะกง บริเวณอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี กรมชลฯ ได้วางมาตรการควบคุมค่า
กรมชลประทาน ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย หวังบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย ทั้งสิ้น 19 โครงการ หากสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมด จะเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเลยได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำที่ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำในฤดูฝนไม่ให้มาท่วมพื้นที่ด้านล่างและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง มีทั้งหมด 8 แห่ง มีความจุรวม 111 ล้านลูกบาศก์เมตร ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแห้ว อ่างเก็บน้ำพาว อ่างเก็บน้ำหมาน อ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ อ่างเก็บน้ำน้ำเลย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ ความจุรวม 75.4 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม อีก 2 แห่ง ความจุรวม 35.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำลาย และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำฮวย ส่วนพื้นที่กลางน้ำ มีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้างฝายยางตามลำน้ำเลย ซึ่งจะทำหน้าที่ทดน้ำและเก็บกักน้ำตามลำน้ำไว้ให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ได้ในช่วงฤดูแล้ง ทั้
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กทม. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมการดำเนินงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ 7 โครงการ โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Meeting เพื่อติดตามการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ ที่ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัฒนานคร อำเภอตาพระยา อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่รวมประมาณ 407,543 ไร่ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมีโครงการที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 16 แห่ง ฝายทดน้ำ 10 แห่ง ท่อระบายน้ำ 4 แห่ง ความจุรวมประมาณ 494 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 193,000 ไร่ สำหรับในปี 2565 มีแผนดำเนินงานโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการปรับปรุงบำรุงรักษา 27 โครงการ โครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน 1 โครงการ เพิ่ม
กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี หวังแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ให้ชาวบางขามมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมกับนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ไปติดตามความคืบหน้าการขุดลอกแม่น้ำบางขาม จังหวัดลพบุรี พร้อมพบปะและเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ สำหรับแม่น้ำบางขาม เป็นแม่น้ำที่เกิดจากคลองธรรมชาติหลายสายไหลมารวมกัน ไหลผ่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมืองลพบุรี มีความยาวทั้งสิ้น 55 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10-15% ส่งผลให้แม่น้ำบางขามแห้งขอดบริเวณ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ ต.มหาสอน ต.บางพึ่ง รวมทั้งพื้นที่การเกษตร ริม 2 ฝั่งตลอดลำน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้เร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขามที่ตื้นเขิน ตามข้อสั่งการของดร.เฉล
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565-2566 กรมชลประทาน ยังเดินหน้า 3 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ 1. โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2568 โดยโครงการจะใช้ประโยชน์ได้ 100% ซึ่งอ่างเก็บน้ำมีความจุเก็บกัก 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 53,500 ไร่ ฤดูแล้ง 39,920 ไร่ ในพื้นที่ 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน 2. โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ห้วยโสมง) จังหวัดปราจีนบุรี โดยอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ เป็นเขื่อนดิน แบบแบ่งโซน ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบชลประทาน มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคอนกรีต และถนนบนคันคลองผิวจราจรลูกรัง อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ สามารถส่งน้ำครอบคลุม พื้นที่ชลประทานในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จํานวนรวม 111,300 ไร่ และช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุป
“ประพิศ”กำชับโครงการชลประทานในพื้นที่ บริหารจัดการน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวได้รับความเสียหาย หลังลุ่มเจ้าพระยาทำนาเกินแผน 1.27 ล้านไร่ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีการทำนาปรัง 2564/65 จำนวน 6.52 ล้านไร่ หรือ 101.70% ของแผนทำนาปลูกข้าวทั่วประเทศที่ 6.41 ล้านไร่ ส่วนลุ่มเจ้าพระยา มีการทำนาแล้ว 4.08 ล้านไร่ หรือ 144.9% จากแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ ส่วนภาคเหนือ ทำนาแล้ว 7 แสนไร่ หรือ 155.3% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.5 แสนไร่ ภาคตะวันออกทำนาแล้ว 5 แสนไร่ หรือ 102.2% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.9 แสนไร่ และภาคอื่นๆ ยังทำนาได้ต่ำกว่าแผนที่กำหนด ขณะที่ เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 5 แห่ง จากทั้งหมด 35 แห่งมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่า 50% ของความจุ ดังนี้คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมีปริมาณน้ำ 41% ของความจุ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 44% ของความจุ เขื่อนห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 45% ของความจุ และเขื่อนสียัด มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ ส่วนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ยังเป็นไปต
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดำเนินการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2565 เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะเป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด คือ ความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ การมีส่วนร่วมของสมาชิก ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2565 นี้ กลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับกรมชลประทานอันดับที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9 อันดับที่ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จังหวัดน่าน โครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำน
กรมชลประทาน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมของการร่วมลงทุน เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้รับมากที่สุด เป็นไปตามพรบ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ว่า โครงการฯ ดังกล่าว เป็นการสานต่อความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรด้านต่างๆ ทำให้เขื่อนภูมิพลมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะรับน้ำผันจากลุ่มน้ำยวมมาเติมได้เฉลี่ยปีละ 1,834 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ชลประทานแม่ปิงตอนล่างในเขตจังหวัดกำแพงเพชร และพื้นที่โครงการเจ้าพระยา
