กรมชลประทาน
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565-2566 กรมชลประทาน ยังเดินหน้า 3 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ 1. โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2568 โดยโครงการจะใช้ประโยชน์ได้ 100% ซึ่งอ่างเก็บน้ำมีความจุเก็บกัก 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 53,500 ไร่ ฤดูแล้ง 39,920 ไร่ ในพื้นที่ 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน 2. โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ห้วยโสมง) จังหวัดปราจีนบุรี โดยอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ เป็นเขื่อนดิน แบบแบ่งโซน ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967.51 เมตร ความจุ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบชลประทาน มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำคอนกรีต และถนนบนคันคลองผิวจราจรลูกรัง อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ สามารถส่งน้ำครอบคลุม พื้นที่ชลประทานในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จํานวนรวม 111,300 ไร่ และช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุป
“ประพิศ”กำชับโครงการชลประทานในพื้นที่ บริหารจัดการน้ำด้วยการหมุนเวียนน้ำในพื้นที่ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวได้รับความเสียหาย หลังลุ่มเจ้าพระยาทำนาเกินแผน 1.27 ล้านไร่ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีการทำนาปรัง 2564/65 จำนวน 6.52 ล้านไร่ หรือ 101.70% ของแผนทำนาปลูกข้าวทั่วประเทศที่ 6.41 ล้านไร่ ส่วนลุ่มเจ้าพระยา มีการทำนาแล้ว 4.08 ล้านไร่ หรือ 144.9% จากแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ ส่วนภาคเหนือ ทำนาแล้ว 7 แสนไร่ หรือ 155.3% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.5 แสนไร่ ภาคตะวันออกทำนาแล้ว 5 แสนไร่ หรือ 102.2% ของแผนที่กำหนดไว้ที่ 4.9 แสนไร่ และภาคอื่นๆ ยังทำนาได้ต่ำกว่าแผนที่กำหนด ขณะที่ เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 5 แห่ง จากทั้งหมด 35 แห่งมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่า 50% ของความจุ ดังนี้คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมีปริมาณน้ำ 41% ของความจุ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 44% ของความจุ เขื่อนห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 45% ของความจุ และเขื่อนสียัด มีปริมาณน้ำ 34% ของความจุ ส่วนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ยังเป็นไปต
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดำเนินการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2565 เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกจะเป็นไปตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด คือ ความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ การมีส่วนร่วมของสมาชิก ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2565 นี้ กลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับกรมชลประทานอันดับที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จังหวัดจันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9 อันดับที่ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จังหวัดน่าน โครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำน
กรมชลประทาน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมของการร่วมลงทุน เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้รับมากที่สุด เป็นไปตามพรบ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ว่า โครงการฯ ดังกล่าว เป็นการสานต่อความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรด้านต่างๆ ทำให้เขื่อนภูมิพลมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะรับน้ำผันจากลุ่มน้ำยวมมาเติมได้เฉลี่ยปีละ 1,834 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ชลประทานแม่ปิงตอนล่างในเขตจังหวัดกำแพงเพชร และพื้นที่โครงการเจ้าพระยา
นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และ นายกฤษณ์ ชุมแสงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไป เพื่อติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย จังหวัดเพชรบูรณ์ หวังแก้ปัญหาภัยแล้งและเสริมความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ตำบลวังท่าดี อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและ เกษตรกรรม ซึ่งอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วนของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำป่าสักตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยลักษณะโครงการแบ่งเป็นระบบท่อส่งน้ำและระบบคลองส่งน้ำ ความยาวรวมประมาณ 99 กิโลเมตร และระบบคลองระบายน้ำฝั่งซ้าย-ขวา รวม 23 สาย ความยาวรวม 44 กิโลเมตร ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (ปี 2562-2569) มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 50,000 ไร่ ในเขตตำบลท่าแดง ตำบลวังท่าดี ตำบลวังโบสถ์ ตำบลบ
วันนี้ (26 ม.ค.65) นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และนายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ติดตาม 4 โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร พร้อมเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามแผน หวังเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในแม่น้ำยม บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สภาพพื้นท่ีตอนล่างของลุ่มน้ำยม ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จึงวางแผนดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำตลอดช่วงแม่น้ำยม เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และทำหน้าที่หน่วงชะลอน้ำเพื่อผันน้ำเข้าทุ่งหรือแก้มลิงในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดประตูเหล็กบานโค้ง จำนวน 5 บาน สามารถเ
วันนี้ (25 มกราคม 2565) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 และแผนบริหารจัดการการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ณ อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาการท่องเที่ยว อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (25 มกราคม 2565) 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,252 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,556 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณที่มีอย่างจำกัดจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนา
กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามงบประมาณ ปี 65 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน พร้อมจ้างงานเกษตรกร 7.5 หมื่นคน สร้างรายได้สูงสุด 8.7 หมื่นบาท/ราย นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565 กรมชลประทานได้รับจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 70,135.62 ล้านบาท เพื่อดําเนินงานก่อสร้าง งานปรับปรุง/ซ่อมแซม โครงการศึกษาสํารวจออกแบบ และอื่นๆ เช่น งานขุดลอก งานเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น จํานวน 9,554 รายการ ในจำนวนนี้มีโครงการดําเนินงานก่อสร้างด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จํานวน 502 รายการ ภายใต้งบประมาณ 28,419.97 ล้านบาท หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ทั้งสิ้น 1,506,548 ไร่ ปริมาตรเก็บกักน้ำจํานวน 1,092.19 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ปี 2565 โครงการในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จมีจำนวน 234 รายการภายใต้งบประมาณ 8,470.54 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานจํานวน 162,400 ไร่ เพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำจํานวน 140.86 ล้านลูกบาศก์เมตร มีครัวเรือนรับประโยชน์จํานวน 57,986 ครัวเรือน ด้านงานก่อสร้างมุ่งเพิ่มพื้นที่ชล
กรมชลประทานเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัด รับมือภัยแล้ง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด เน้นจัดสรรให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังการประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ “ได้สั่งการให้สำนักชลประทานทั่วประเทศคุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าว รวมทั้งเร่งสร้างการรับถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกิดความเคร่งครัดเพื่อช่วยกันประหยัดน้ำ” นายประพิศ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยแล้งปี 2565 ทั่วประเทศ กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร จำนวน 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,140 เครื่อง รถบรรทุกน้ำจำนวน 503 คัน และเครื่องจักรกลเพื่อสนับสนุนงานอื่นๆ ที่คาดว่าจำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการน้ำ จำนวน 3,292 หน่วย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่เฝ
กรมชลประทานเผยผลการทำนาปรังครั้งที่ 1 ลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกแล้วกว่า 2 ล้านไร่ เน้นบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม สำรองไว้เพื่อรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อ 26 ธันวาคม 2564 ผลการทำนาปรังปี 2564/65 ในพื้นที่เขตชลประทาน มีการทำนาปรังแล้ว 3.01 ล้านไร่ หรือ 46.86% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 ทั่วประเทศในเขตชลประทาน 6.41 ล้านไร่ โดยลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 มากสุดจำนวน 2.08 ล้านไร่ หรือ 73.84% ของแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 สัดส่วน 31% ของการนำนาปรังทั่วประเทศ รองจากลุ่มเจ้าพระยา คือ ภาคตะวันออก มีการทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.2 แสนไร่ หรือ 85.91% ของแผนที่ 4.9 แสนไร่และภาคเหนือ ทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.1 แสนไร่ หรือ 90.25% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 จำนวน 4.5 แสนไร่ “หลังประกาศเข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤศจิกายน ทั่วประเทศทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้วมากกว่า 3 ล้านไร่ หรือเกือบ 50% ของแผนการทำนาปรังในเขตชลประทานทั่วประเทศ ที่มากสุดคงเป็นลุ่มเจ้าพระยามีการทำนาปรังครั้งที่ 1
