กรมชลประทาน
นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และ นายกฤษณ์ ชุมแสงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไป เพื่อติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย จังหวัดเพชรบูรณ์ หวังแก้ปัญหาภัยแล้งและเสริมความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 10 ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ตำบลวังท่าดี อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและ เกษตรกรรม ซึ่งอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วนของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำป่าสักตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยลักษณะโครงการแบ่งเป็นระบบท่อส่งน้ำและระบบคลองส่งน้ำ ความยาวรวมประมาณ 99 กิโลเมตร และระบบคลองระบายน้ำฝั่งซ้าย-ขวา รวม 23 สาย ความยาวรวม 44 กิโลเมตร ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (ปี 2562-2569) มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 50,000 ไร่ ในเขตตำบลท่าแดง ตำบลวังท่าดี ตำบลวังโบสถ์ ตำบลบ
วันนี้ (26 ม.ค.65) นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และนายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 ลงพื้นที่ติดตาม 4 โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร พร้อมเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามแผน หวังเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในแม่น้ำยม บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สภาพพื้นท่ีตอนล่างของลุ่มน้ำยม ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จึงวางแผนดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำตลอดช่วงแม่น้ำยม เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และทำหน้าที่หน่วงชะลอน้ำเพื่อผันน้ำเข้าทุ่งหรือแก้มลิงในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มีลักษณะเป็นประตูระบายน้ำอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดประตูเหล็กบานโค้ง จำนวน 5 บาน สามารถเ
วันนี้ (25 มกราคม 2565) พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 และแผนบริหารจัดการการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ณ อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาการท่องเที่ยว อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (25 มกราคม 2565) 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 13,252 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 6,556 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,485 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณที่มีอย่างจำกัดจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคต้องไม่ขาดแคลน สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนา
กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ตามงบประมาณ ปี 65 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน พร้อมจ้างงานเกษตรกร 7.5 หมื่นคน สร้างรายได้สูงสุด 8.7 หมื่นบาท/ราย นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปี 2565 กรมชลประทานได้รับจัดสรรงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 70,135.62 ล้านบาท เพื่อดําเนินงานก่อสร้าง งานปรับปรุง/ซ่อมแซม โครงการศึกษาสํารวจออกแบบ และอื่นๆ เช่น งานขุดลอก งานเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น จํานวน 9,554 รายการ ในจำนวนนี้มีโครงการดําเนินงานก่อสร้างด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จํานวน 502 รายการ ภายใต้งบประมาณ 28,419.97 ล้านบาท หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ทั้งสิ้น 1,506,548 ไร่ ปริมาตรเก็บกักน้ำจํานวน 1,092.19 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ปี 2565 โครงการในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จมีจำนวน 234 รายการภายใต้งบประมาณ 8,470.54 ล้านบาท เมื่อดําเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานจํานวน 162,400 ไร่ เพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำจํานวน 140.86 ล้านลูกบาศก์เมตร มีครัวเรือนรับประโยชน์จํานวน 57,986 ครัวเรือน ด้านงานก่อสร้างมุ่งเพิ่มพื้นที่ชล
กรมชลประทานเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัด รับมือภัยแล้ง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด เน้นจัดสรรให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังการประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ “ได้สั่งการให้สำนักชลประทานทั่วประเทศคุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าว รวมทั้งเร่งสร้างการรับถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกิดความเคร่งครัดเพื่อช่วยกันประหยัดน้ำ” นายประพิศ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยแล้งปี 2565 ทั่วประเทศ กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร จำนวน 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,140 เครื่อง รถบรรทุกน้ำจำนวน 503 คัน และเครื่องจักรกลเพื่อสนับสนุนงานอื่นๆ ที่คาดว่าจำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการน้ำ จำนวน 3,292 หน่วย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่เฝ
กรมชลประทานเผยผลการทำนาปรังครั้งที่ 1 ลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกแล้วกว่า 2 ล้านไร่ เน้นบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม สำรองไว้เพื่อรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อ 26 ธันวาคม 2564 ผลการทำนาปรังปี 2564/65 ในพื้นที่เขตชลประทาน มีการทำนาปรังแล้ว 3.01 ล้านไร่ หรือ 46.86% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 ทั่วประเทศในเขตชลประทาน 6.41 ล้านไร่ โดยลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 มากสุดจำนวน 2.08 ล้านไร่ หรือ 73.84% ของแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 สัดส่วน 31% ของการนำนาปรังทั่วประเทศ รองจากลุ่มเจ้าพระยา คือ ภาคตะวันออก มีการทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.2 แสนไร่ หรือ 85.91% ของแผนที่ 4.9 แสนไร่และภาคเหนือ ทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.1 แสนไร่ หรือ 90.25% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 จำนวน 4.5 แสนไร่ “หลังประกาศเข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พฤศจิกายน ทั่วประเทศทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้วมากกว่า 3 ล้านไร่ หรือเกือบ 50% ของแผนการทำนาปรังในเขตชลประทานทั่วประเทศ ที่มากสุดคงเป็นลุ่มเจ้าพระยามีการทำนาปรังครั้งที่ 1
นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2564 ประจำปีงบประมาณ 2564 ได้พิจารณาหามาตรการช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพเกษตรกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เหตุจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดอ่างทองรวมถึงหลายพื้นที่จังหวัดภาคกลาง อาทิ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี และมีที่ดินทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่ทางน้ำชลประทานบริเวณปลายน้ำได้รับผลกระทบจากสภาวะภัยแล้งเข้าร้องเรียนยังสภาเกษตรกรจังหวัด กอปรกับน้ำเหนือเขื่อนมีปริมาณลดน้อยลง กรมชลประทานไม่สามารถบริหารจัดการน้ำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสม รวมถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีรายได้และไม่ได้รับสิทธิตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ขาดความมั่นคงทางอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดี สภาเกษตรกรจังหวัดกลุ่มภาคกลาง 26 จังหวัด ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ป
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ว่า โครงการพัฒนากว๊านพะเยาเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากโครงการฯ ได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบันกว๊านพะเยาประสบปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอน มีการขยายตัวของผักตบชวาและวัชพืช ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มีการบุกรุกลำน้ำสาขาและกว๊านพะเยา ปริมาณสัตว์น้ำลดลง โดยพื้นที่กว๊านพะเยามีจำนวน 12,831 ไร่ ในแต่ละปีมีปริมาณน้ำไหลลงกว๊านพะเยา 330 ล้าน ลบ.ม. แต่สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 33.84 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ฤดูฝนมีปริมาณน้ำมาก เกิดปัญหาอุทกภัย แต่ฤดูแล้งน้ำไม่พอใช้ทั้งการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนากว๊านพะเยา 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการขุดลอกตะกอนดินกว๊านพะเยา โดยการขุดลอกตะกอนดินรอบกว๊านพะเยา รวมทั้งขุดแนวร่องเดิมกว๊านพะเยาให้กว้างขึ้น พร้อมปรับปรุงอาคาร/ระบบควบคุมและระบายน้ำ 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำพื้นที่ตอนบนกว๊านพะเยา และ 3. โครงการเพิ่มแหล่งกักเก
กรมชลประทาน เผยทั่วประเทศปลูกข้าวแล้ว 12.72 ล้านไร่ คิดเป็น 76% ของแผน ขอความร่วมมือเกษตรกรในเขตลุ่มเจ้าพระยางดทำนาต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว เหตุปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้จะมีฝนตกกระจายในหลายพื้นที่แต่ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนยังมีน้อย จึงขอความร่วมมือเกษตรกรที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยางดทำนาต่อเนื่อง เพราะยังไม่มั่นใจว่าฝนที่ตกจะไหลลงเขื่อนหรือไม่ หลังจากกรมชลประทานสำรวจการปลูกข้าวนาปี 2564 ทั่วประเทศในเขตชลประทานมีการปลูกข้าวรวม 12.72 ล้านไร่ คิดเป็น 76.37% ของแผนปลูกข้าว16.65 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกไปแล้ว 5.99 ล้านไร่ คิดเป็น 75.22% ของแผนฯ จำนวน 7.97 ล้านไร่ เริ่มมีการเก็บเกี่ยวแล้ว 0.045 ล้านไร่ โดยผลการปลูกข้าวนาปี 2564 ณ วันที่ 21 ก.ค.2564 ภาคเหนือปลูกข้าว 1.88 ล้านไร่ คิดเป็น 73.24% ของแผนฯ ที่ 2.57 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกข้าว 3.17 ล้านไร่ คิดเป็น 93.60% ของแผนฯ ที่ 3.39 ล้านไร่ ภาคกลางปลูกข้าว 0.04 ล้านไร่ คิดเป็น 168.48 % ของแผนฯที่ 0.02 ล้านไร่ ภาคตะวันออกปลูกข้าว 0.89 ล้านไร่ คิดเป็น 97.58
อธิบดีฯ ประพิศ สั่งเร่งงบลงทุนค้างท่อ หวังช่วยกระตุ้นการลงทุน 2 เดือนสุดท้าย ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 64 ระบุเบิกจ่ายแล้ว 63% พร้อมย้ำนโยบายทุกหน่วยเตรียมความพร้อม ลุยก่อสร้างโครงการตามงบลงทุนปี 65 กว่า 7 หมื่นล้านบาทตามแผน นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 กรมได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 74,106.97 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 47,251.85 ล้านบาท คิดเป็น 63.76% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด 20.91% โดยจำแนกเป็นงบประจำ 7,929.34 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 6,252.50 ล้านบาท คิดเป็น 78.85% ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.82% และงบลงทุน 66,177.64 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 40,999.35 ล้านบาท คิดเป็น 61.95% ต่ำกว่าเป้าหมาย 14.72% “ดังนั้น ขอให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลกำหนด ภายในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยเฉพาะงบลงทุน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ แม้ว่ากรมจะมีการเบิกจ่ายภาพรวม และงบลงทุนต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังสามารถเบิกจ่ายได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 65% และ
