กรมชลประทาน
กรมชลเอาอยู่บริหารน้ำใกล้เคียงแผนบริหารจัดการน้ำ เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือ-ย้ำสำนักชลประทานทั่วประเทศปฏิบัติตาม13มาตรการรับมือฝน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ล่าสุด 30 เม.ย. 2565 ปริมาณน้ำในอ่างขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณ 20,068 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้านลบ.ม.) หรือ 38% ของความจุอ่าง จากปริมาณน้ำต้นทุนเมื่อ 1 พ.ย.2564 มีปริมาณ 37,857 ล้านลบ.ม.มีการจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งในกิจกรรมต่างๆ ปริมาณ 22,998 ล้านลบ.ม. หรือ เกินแผนประมาณ 3% จากแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปีเพาะปลูก 2564/65 เริ่ม 1 พ.ย. 2564 กำหนดปริมาณน้ำใช้การได้ในฤดูแล้ง 22,280 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ ในแต่ละปีกรมชลประทาน มีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เหมาะสมกับการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน แต่ในปีนี้จากสถานการณ์โควิด-19 ประชาชนกลับภูมิลำเนาและทำอาชีพเกษตรเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการปลูกข้าวนาปรังในปีนี้ที่เกินแผนส่งเสริมเท่าตัว แต่ท
กรมชลคิดสารละลาย สวพ.62-RID No.1กำจัดผักตบชวา ต้นทุนต่ำไร้สารตกค้างขจัดปัญหาขาดแคลนแรงงานคน”อบต.-เทศบาล”สนใจแห่ขอใช้ก่อนน้ำหลาก นางธัญลักษณ์ แต่บรรพกุล หัวหน้าฝ่ายวัชพืช ส่วนวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของผักตบชวา (Eichhornia crassipes) สร้างปัญหาในระบบชลประทานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ การกีดขวางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทางไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ลดอัตราการไหลของกระแสน้ำทำให้เกษตรกรได้รับน้ำไม่ทั่วถึง อ่างเก็บน้ำตื้นเขินจุน้ำได้น้อยลง เป็นต้นทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในแหล่งน้ำ ที่กระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในระบบชลประทาน โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกัน กำจัดผักตบชวา ที่ในแต่ละปีมีการระบาดอย่างรวดเร็วมากกว่า 10 ล้านตัน ในแหล่งน้ำทั่วประทศ ที่อาจจะกีดขวางทางน้ำ กรมชลประทานจึงได้คิดค้นหาวิธีการที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม เพื่อจำกัดผักตบชวาด้วยการใช้น้ำมันสกัดจากพืชตระกูลยูคาลิปตัส (1,8 -Cineole) ผสมสารกลุ่มฮอร์โมนพ
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับกรมการข้าว และกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ร่วมวิจัยและพัฒนาเครื่องวัดระดับน้ำในนาข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำแก่พื้นที่เกษตรของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดปริมาณการสูญเสียน้ำ เบื้องต้นลดการใช้น้ำลง 30-50% เมื่อเทียบกับการทำนาน้ำขังแบบเดิม โดยการศึกษามุ่งเน้นศึกษาและวิจัยในแปลงนาข้าว เพราะทำนาเป็นกิจกรรมการเกษตรที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก“สภาพอากาศที่ผันผวนเกิดความไม่แน่นอน ของสภาวะของสภาพอากาศทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง มีผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนน้ำของกรมชลประทาน กรมชลประทานจึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทำนา ช่วยเหลือชาวนา เพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการทำนา ล่าสุดได้เริ่มวิจัยในแปลงนาของกรมการข้าวแล้ว การทำนาด้วยตัวช่วยอุปกรณ์วัดระดับน้ำในนาข้าวเพื่อเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมเป็นการทำนาแบบแม่นยำ ประหยัดน้ำได้ 30-50% จากการทำนาในอดีตใช้น้ำประมาณ 1,200-1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่”นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาวิศกรรมการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน กล่าวว่
“บิ๊กป้อม” จี้ทุกหน่วยงานเร่งรัดแผนระยะเร่งด่วนสกัดน้ำท่วมซ้ำนิคมอุตสาหกรรมบางปูและพื้นที่โดยรอบ ขีดเส้นแล้วเสร็จภายในเมษายนนี้ พร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานขับเคลื่อนแผนระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางปู แบบยั่งยืน เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลาง ประชุมร่วมกับ คณะทำงานบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วมอุตสาหกรรมบางปูและพื้นที่โดยรอบ ครั้งที่ 1/2565 ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วมอุตสาหกรรมบางปูและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน และ นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและตัวแทนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ เข้าร่วมด้วย จากนั้นนายสมเกียรติและคณะ ได้ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางแผนการระบายน้ำ ณ สถานีสูบระบายน้ำฝน ซอย 9A ซึ่งหนึ่งในจุดรับน้ำในพื้นที่นิคม ที่จะระบายลงระบบคลองภายนอก และ
กรมชลประทานขานรับข้อสั่งการ “บิ๊กป้อม” เร่งรัด 5 โครงการแก้แล้งซ้ำซาก 5 อำเภอ “พื้นที่อีสานภาคกลาง” จ.กาญจบุรี หลังรัฐบาลหวั่นปีนี้แล้งจัดขาดแคลนน้ำทั้งน้ำกินน้ำใช้ และน้ำทำการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนช่วงหน้าแล้งนายพงษ์ศักดิ์ ฤทธิสมิต ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 กล่าวว่า ปัจจุบันจ.กาญจนบุรีมีพื้นที่ภัยแล้งที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำเรียกว่า “อีสานของจังหวัดกาญจนบุรี” ครอบคลุม 5 อําเภอใน จ.กาญจนบุรี คือ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญและอ.พนมทวน ล่าสุด ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลางได้ลงพื้นที่เพื่อแนะนำแนวทางแก้ปัญหาและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆที่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลมีความเป็นห่วงพื้นที่ดังกล่าวจะขาดแคลนน้ำทั้งน้ำกินน้ำใช้ และน้ำเพื่อทำการเกษตร จึงสั่งการให้แก้ไขภัยแล้งซ้ำซากอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนช่วงหน้าแล้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวแบบยั่งยืน กรมชลประทานได้วางแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งใ
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานพัฒนาแก้มลิง ทุ่งหิน ในพื้นที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลาง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายขจร ศรีชวโนทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแม่กลอง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิง ทุ่งหิน เป็นงานที่กรมชลประทาน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปาส่วนภูมิภาค กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยได้มีการกำหนดแผนหลักการในการดำเนินงานพัฒนาโครงการดังกล่าวเป็น 4 ด้าน ดังนี้ การบริหารจัดการ ได้แก่ การศึกษาเบื้องต้น การสำรวจ การออกแบบ ฯลฯ การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการเกษตร การขุดลอกแก้มลิงทุ่งหิน การก่อสร้างปรับปรุงอาคารท่อรับน้ำ ฯลฯ การปรับปรุงเส้นทางน้ำเข้าโครงการฯ การก่อสร้างอาคารท่อลอดรางรถไฟ การปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่โครงการฯทั้งนี้ จากข้อสั่งการของ
วันที่ 4 เมษายน 2565 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดพิษณุโลก และความก้าวหน้าการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ปี 2565 ณ บริเวณประตูระบายน้ำบางแก้ว ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และนายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินงานโครงการบางระกำโมเดล ปี 2565 เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นทุ่งรับน้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำยม ว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 และการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ กรมชลประทานได้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ทั้ง 8 มาตรการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเก็บกักน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง จัดสรรน้ำฤดูแล้ง วางแผนเพาะปลูกพืช เตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ติดตามประเมินผล และการสร้างการรับรู้สถ
กรมชลประทาน งัดแผนรับมือภัยแล้งพื้นที่ 5 อำเภอ จังหวัดกาญจนบุรี ยึดนโยบายตามข้อสั่งการของ “พลเอก ประวิตร” เร่งรัดการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ปี 2564/65 ในพื้นที่ภาคกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสถานการณ์ความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองอยู่ในเกณฑ์ควบคุม ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลาง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลางครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุมเขื่อนแม่กลอง สำนักงานชลประทานที่ 13 ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ 5 อำเภอ จังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ บ่อพลอย ห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ และพนมทวน อย่างมาก เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะเกิดฝนแล้งในช่วงฤดูแล้ง ปี 2564/65 จึงได้มอบหมายให้ตนเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งจัดการประชุมหารือเพื่อให้แนวทางและคำแนะนำแก่หน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมชลประทาน จับมือกรุงเทพมหานคร การประปานครหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 28 มีนาคม-3 เมษายน 2565 นี้ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา-บางปะกง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมความพร้อมโดยวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงวันที่ 28 มีนาคม-3 เมษายน 2565 โดยกำหนดมาตรการควบคุมความเค็ม ด้วยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ และควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนดูแลควบคุมการระบายน้ำผ่านอาคารชลประทานที่สำคัญ อาทิ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก รวมทั้งการระบายน้ำจากคลองพระยาบรรลือผ่านทางสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือและสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 ให้มีความสอดคล้องกับระดับการขึ้น-ลงของน้ำทะเล สำหรับพี้นที่แม่น้ำบางปะกง กรมชลประทาน ได้ใช้วิธีการควบคุมความเค็มโดยการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทางตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองสี
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ผลการปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศ 2 มี.ค.2565 มีการทำนารอบ 2 หรือนาปรังรอบที่ 1 จำนวน 7.40 ล้านไร่ สูงกว่าแผน 15.33% จากแผนการเพาะปลูก 6.41 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา ทำนา 4.39 ล้านไร่ เกินแผน 56% จากแผนที่กำหนด 2.81 ล้านไร่ ภาคเหนือทำนา 0.75 ล้านไร่ เกินแผน 64.88% จากแผนที่กำหนดไว้ 0.45 ล้านไร่ ภาคตะวันออก ทำนา 0.51 ล้านไร่ เกินแผน 4.33% จากแผนที่กำหนดไว้ 0.49 ล้านไร่ ภาคอีสาน ทำนา 1.23 ล้านไร่ หรือ 89.07% ของแผนที่ 1.38 ล้านไร่ ภาคกลางทำนาตามแผนคือ 0.02 ล้านไร่ และภาคตะวันตกทำนา 0.51 ล้านไร่ หรือ 48.62% ของแผนที่ 1.04 ล้านไร่ แม้ภาพรวมของการปลูกข้าวนาปรังสูงกว่าแผนที่วางไว้ และขณะที่เริ่มมีการเก็บเกี่ยวแล้วจำนวน 0.51 ล้านไร่ ข้าวของชาวนาได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำไม่มากนัก เพราะชาวนามีการใช้น้ำค้างทุ่ง และน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนของตนเองเพื่อทำการเกษตร ทำนา ขณะเดียวกันปริมาณน้ำต้นทุนยังมีเพียงพอที่จะใช้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำช่วงต้นฤดูฝนด้วยเช่นกันทำภาครัฐยังคงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว ควรงดการทำนารอบที่ 3 เพราะมีความเสี่ย
