กรมประมง
อธิบดีกรมประมง…ขานรับข้อสั่งการธรรมนัส เร่งแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ คลอดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าและสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังหอการค้าไทย สมาคมการค้า ภาคเอกชน และห้างค้าปลีก-ค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) สนับสนุนผลผลิตสัตว์น้ำในประเทศ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวการหารือความร่วมมือแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน (ผลผลิตสัตว์น้ำ) โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ คนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย นายอนุชา เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย รวมทั้งผู้แทนสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมโรงแรม สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมเชฟประเทศไทย บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เข้าร่วมหารือ ณ ห้อง Activity Hall อาคารบรรเจิ
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิน้ำสูงขึ้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio spp. หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ Vibrio parahaemolyticus ที่สร้างสารพิษได้ (VpAHPND) ก่อให้เกิดโรคตับวายเฉียบพลัน หรือ โรคกุ้งตายด่วน (AHPND/EMS) ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงต่อผลผลิตของกุ้งทะเล โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรค ได้แก่ อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น การให้อาหารปริมาณมาก คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูม ปริมาณแอมโมเนียและไนไตรต์ในน้ำสูง กุ้งเครียดและอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อในกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำระยะโพสลาวา (PL) ช่วงอายุ 30-35 วันหลังปล่อยกุ้งลงบ่อดิน ลักษณะของกุ้งที่ป่วยเป็นโรคตับวายเฉียบพลัน จะเกิดการฝ่อและตายของท่อตับและตับอ่อน บางครั้งมองเห็นเป็นขีดสีดำบริเวณตับและตับอ่อนในกุ้ง ลำไส้ไม่มีอาหาร เปลือกกุ้งนิ่ม กุ้งโตช้า ว่ายน้ำเฉื่อย โรคตับวายเฉียบพลันในกุ้งสามารถติดต่อได้ทางน้ำและการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมทั้งการกินกันเองของกุ้ง เพื่อเป็นการหลีกเล
ปัญหาขยะทะเลเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลก ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์น้ำและมนุษย์ เนื่องจากทะเลเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของทุกคน กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทย ได้จัดตั้งโครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดติดทะเลจำนวน 23 จังหวัด และได้นำหลักโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model มาประยุกต์ใช้ผ่านการทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ภายใต้การมีส่วนร่วมของชาวประมง องค์กรชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาขยะทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะ ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับประเทศที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือและให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล และส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพการทำการประมง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดยการนำแนวคิดไม่สร้างขยะในท้องทะเลและการเก็บขยะในท้องทะเลมาแปลงเป็นทุน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ปลูกจ
กรมประมงเร่งส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ภายใต้การดำเนินการจัดโครงการส่งเสริมอาชีพประมง กิจกรรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Young Smart Farmer โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็น Young Smart Farmer ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (ศพจ.) จำนวน 24 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมุ่งยกระดับการพัฒนาประสิทธิภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ สามารถพัฒนาทักษะการทำการเกษตรสมัยใหม่ และสามารถนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสัตว์น้ำจืดและการวางแผนการตลาด นำไปสู่การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้นำทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่นี้ยังมีจำนวนน้อย แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น การส่งเสริมอาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงา ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมประมง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฯ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลิงทะเลขาวและปลากะพงแดง ตลอดจนร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าลงสู่ทะเล เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลและฟื้นฟูระบบนิเวศให้ยั่งยืน นายบัญชา กล่าวว่า การเข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงาครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน โครงการผลักดันสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยมีการนำนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้เป็นกลไกของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” โดยในส่วนด้านประมง กรมประมงได้มีการส่งเสริมในการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตด้านประมงให้มีคุณภาพและปริ
กรมประมงผนึกกำลังชาวประมง คืนแม่ปูไข่นอกกระดองสู่ท้องทะเล เผยปริมาณการปล่อยปูไข่นอกกระดอง สูงถึง 58,478 ตัว ประมาณไข่ปูที่ปล่อยสู่ธรรมชาติกว่า 5 หมื่นล้านฟอง นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปูที่ได้จากการทำการประมงทะเล เช่น ปูม้า ปูลาย ปูดาว ปูจั๊กจั่น ปูทะเล เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้มีความต้องการสูง จากที่กรมประมงได้ดำเนินกิจกรรม “คืนชีวิตสู่ทะเล ปล่อยปูไข่ นอกกระดองคืนธรรมชาติ” ร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมกลุ่มประมงท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และผู้ประกอบการด้านการประมง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึก ปรับวิธีคิดเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวประมงให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณปูในธรรมชาติ ซึ่งผลปรากฏว่า มีชาวประมงที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 3,350 ราย โดยมีการรายงานการปล่อยปูไข่นอกกระดองลงสู่ทะเลจากชาวประมงแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 58,478 ตัว แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย จำนวน 37,718 ตัว และฝั่งอันดามัน จำนวน 20,760 ตัว โดยเฉพาะเรือประมงพาณิ
กรมประมงชูเกษตรกรพอเพียง “นายสัญญา ทาปิน” เป็นเกษตรกรต้นแบบศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่ายด้านการประมง จังหวัดตาก ซึ่งได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยเน้นการทำเกษตรด้านการประมงเชิงท่องเที่ยว ซึ่งนำหลักโคกหนองนาโมเดลมาใช้ในพื้นที่ มีการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้ผลิตเป็นอาหารเลี้ยงปลา ทำให้ต้นทุนค่าอาหารเลี้ยงปลาลดลง อีกทั้งยังได้เปิดพื้นที่ภายในศูนย์ให้คนในชุมชนสามารถเข้ามาตกปลาเพื่อนำไปบริโภคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากนี้ ยังมีการจ้างกลุ่มแม่บ้านในชุมชนเพื่อแปรรูปปลาตะเพียน นำไปจำหน่ายในตลาดชุมชนหรือออกร้าน ตามงานที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งถือเป็นการกระจายรายได้มาสู่ชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้ดำเนินการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่ายด้านการประมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและให้บริการทางการเกษตร เป็นกลไกในการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในเชิงวิชาการให้แก่เก
กรมประมงดำเนินการวางแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งด้านประมง ประจำปี 2567 มุ่งสร้างการรับรู้ ป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่อาจได้รับผลกระทบให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติด้านประมง ว่า…ด้วยขณะนี้ประเทศไทย ได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ทำให้ในช่วงเวลากลางวันอุณหภูมิสูงขึ้นและอากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานลดน้อยลง ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ และที่เกษตรกรเลี้ยงในบ่อดินรวมถึงในกระชัง ปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ ป่วย และตายได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กรมประมงจึงได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2567 โดยมีการวางแผนการให้ความช่วยเหลือไว้ 3 ระยะ คือ 1. การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2. การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3. การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท
กรมประมง…ขานรับข้อสั่งการ “ธรรมนัส” รัฐมนตรี ก.เกษตรฯ เร่งพัฒนาสัตว์น้ำพันธุ์ดี ยกกุ้งขาว “ศรีดา 1” เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตกุ้งทะเล หลังทดสอบการเลี้ยงผลน่าพอใจ ทนโรคสูง ผลผลิตดี มีกำไร จากการที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้กรมประมงเร่งพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยใช้หลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย คือ “เกษตรกรต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปี” นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงขานรับข้อสั่งการดังกล่าว โดยได้มีแผนในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ด้วยการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำพันธุ์ดี จำนวน 14 สายพันธุ์ ได้แก่ ปลานิล (จิตรลดา 3, จิตรลดา 4) ปลานิลแดง (เร้ด 1, เร้ด 2, ปทุมธานี 1) ปลาไน (คอม 1) ปลาตะเพียนขาว (ซิลเวอร์ 1 ซี, ซิลเวอร์ 2 เค, ตะเพียนขาวนีโอเมล) ปลายี่สกเทศ (โรห์
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรมประมง” โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมประมงเข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปยังหน่วยงานส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ว่า กิจกรรมในวันนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน และบุคลากรในสังกัดกรมประมง รวมถึงสร้างการรับรู้ในแนวทางการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติราชการที่ถูกต้อง ชัดเจน เกิดประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายที่กำหนด โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดงาน ซึ่งได้เน้นย้ำให้กรมประมงขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญและเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการทั้ง 7 ข้อ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวประมง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนโดยเร็ว
